แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - ณเดช2499

หน้า: 1 2 3
1

น้ำมันนวด
สินค้าตัวนี้ สร้างขึ้นมาจากสมุนไพรแท้ 100% ไม่มีส่วนผสมจากสเตอรอยด์หรือสารเคมีอันตรายใด  ซึ่งก็มีสิ่งที่ห้ามจำกัดอยู่เช่นกันสำหรับในการใช้ ซึ่งในกรณีที่มีการแพ้สาร Notoginsenoside, Flavonoid, การบูร
มาดูประโยชน์ซึ่งมาจากน้ำมันนวดกันค่ะ

  • น้ำมันนวดสามารถช่วย ปวดต้นคอ บ่า ไหล่ จากการนั่งทํางานนานๆทํางานหน้าคอมฯ Office syndrome เป็นต้น
  • คนทํางานที่ต้องใช้กล้าม ได้แก่ ยกของหนัก
  • นักกีฬา หรือคนที่บาดเจ็บจากการออกกําลังกาย
  • นักทัศนาจร นักท่องเที่ยว
  • ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับ กระดูก ข้อต่อ เส้นเอ็น กล้าม ดังเช่น ข้อเข่าอักเสบ, เอ็นอักเสบ, กระดูกทับ เส้นประสาท เป็นต้น


          ซึ่งเรามาดูผลกระทบในด้านที่เสียหายจากการทานยาคลายกล้ามเนื้อกันนะคะ เพราะอะไรถึงจำต้องเลือก น้ำมันนวดเพราะว่า ยาคลายกล้ามเนื้อปกติที่เราทาน ทำให้กล้ามเนื้อรู้สึกหายเป็นปกติจริง พวกเราจะคิดว่ามันหายปกติ แล้วหลังจากนั้นก็บริหารร่างกายได้ปกติไม่เจ็บ แต่ว่าที่จริงแล้วกล้ามยังอักเสบอยู่ ถ้าเรายังใช้งานกล้ามอย่างเดิมจะมีผลให้กล้ามเนื้ออักเสบเยอะขึ้น การที่กินยาแล้วบริหารร่างกายส่วนนั้นต่อเป็นระยะเวลานานๆเข้า ก็บางทีก็อาจจะอักเสบเรื้อรังได้ อันนี้เป็นข้อผลกระทบในทางร้ายทางอ้อมมาจากการทานยาคลายกล้ามเนื้อ ซึ่งคนจำนวนมากแล้วก็จะใช้กล้ามหรือดำเนินงานปกติทุกสิ่งเพราะว่าพวกเราไม่รู้สึกปวดหรือเจ็บแล้ว ซึ่งมันเป็นอะไรที่ไม่ถูกเพราะเหตุว่าการทานยาคลายกล้ามยาเมื่อพวกเราทาน
          ข้อเสนอคือ หลังจากที่ใช้น้ำมันนวดยาแล้ว 48 ชั่วโมงให้ยาหมดฤทธิ์แล้วจริงๆนะคะ แล้วก็ค่อยไปบริหารร่างกายหรือดำเนินงานตามธรรมดาค่ะ ส่วนจะต้องพักนานขนาดไหนนั้น ไม่มีใครรู้ดีเท่าตัวคุณว่าร่างกายของคุณคืออะไรเนื่องจากมีหลายสาเหตุด้วยกัน เช่นพวกเราเจ็บเยอะแค่ไหน รักษายังไง กินยาแล้วปลดปล่อยให้ร่างกายซ่อมตัวเอง อย่างนี้นานหน่อยนะคะ ซึ่งนอกเหนือจากที่จะรับประทานยาแล้วจำเป็นต้องกายภาพบำบัดช่วยนะคะ อาทิเช่น ยืดกล้าม ประคบ นวด อย่างถูกทางนะคะ ขอย้ำนะคะจะต้องถูกแนวทาง
          ซึ่ง การใช้น้ำมันตัวนี้นะคะ เราเพียงแค่ทาลงไปในส่วนที่เราปวดนะคะ หรือมีการอักเสบของกล้าม เท่านี้จ้ะตัวยาจะซึมเข้าไปทำให้อาการปวดเมื่อยต่ำลง อีกอย่างที่สำคัญนะคะ
นํ้ามันนวด ตัวนี้เหมาะกับผู้ใดกันบ้าง?

  • ผู้ได้รับบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา
  • คนที่เมื่อยจากการทำงานหนัก
  • ผู้ที่ปวดมือและก็คอจากการเล่นมือถือ
  • ผู้ที่ปวดหลังจาก Office syndrome
  • คนที่ปวดข้อจากโรคเกาท์
  • ผู้ที่ปวดหัวเข่าจากโรคข้อต่ออักเสบ
  • ปวดขาจากการเดิน Shopping
  • บาดเจ็บจากการเล่นกีฬา
  • ตีดอท จนกระทั่งปวดมือ
  • ปวดคอจากการเล่นโทรศัพท์เคลื่อนที่
การเลือกน้ำมันนวด
การเลือกน้ำมันนวดขึ้นอยู่กับการใช้แรงงาน รวมทั้งคุณประโยชน์ต่างๆของน้ำมันนวดแต่ละชนิด โดยส่วนใหญ่น้ำมันเบื้องต้นที่นิยมนำมาผสมทำน้ำมัน  เป็นต้น ซึ่งมีวิตามินอี สูงขึ้นมากยิ่งกว่าน้ำมันที่ผลิตขึ้นมาจากถั่วเหลือง รวมทั้งน้ำมันเมล็ดข้าวโพดถึง 3 เท่า วิตามินอี ทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ดักจับ แล้วก็ทำลายของเสียที่ทำร้ายเซลล์ต่างๆของร่างกาย ช่วยให้ผิวพรรณเต่งตึง ลกไขมันในเส้นเลือด คุ้มครองการเกิดมะเร็ง ยิ่งกว่านั้นน้ำมันเม็ดดอกทานตะวันยังมีกรดไขมันไม่อิ่ม กรดไลโนเลอิกสูง ซึ่งเป็นกรดไขมันที่จำเป็นต้องต่อสถาพทางร่างกาย ทั้งยังยังช่วยทำให้ผิวพรรณนุ่มชุ่มชื่นโดยทั้งนี้น้ำมันแต่ละจำพวกจะมีคุณลักษณะ แล้วก็คุณค่าที่นานับประการ ขึ้นอยู่กับการเลือกใช้ให้สมควรตามการใช้งานนวดน้ำมันที่ดีเยี่ยมที่สุดของคุณบรรเทาร่างกายแล้วก็เกื้อหนุนการนอนที่ดีมากกว่าสำหรับวัน.
หลายท่านเจ็บปวดรวดร้าวทุกข์ทรมานแสนสาหัสจากความแตกต่างจากปกติของการนอนหลับต่างๆได้สังเกตเห็นการปรับแต่งในนิสัยการนอนของพวกเขาหลังการดูแลและรักษาด้วยการนวดบรรเทา. น้ำมันนวดกระตุ้นจิตใจรวมทั้งจิตวิญญาณ การบำบัด, ด้วยเหตุนั้นคนโดยส่วนใหญ่มีประสบการณ์การนอนลึกรวมทั้งพักเยอะขึ้น.
ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น
นวดน้ำมันมากขึ้นและรักษาความยืดหยุ่นของข้อต่อของคุณ. นวดตัวที่มีคุณภาพการทำงานของกล้ามทั้งผอง, เนื้อเยื่อรวมทั้งข้อต่อจึงปรับปรุงการแสดงกีฬาและก็การให้ความสะดวกสำหรับเพื่อการเคลื่อนไหวร่างกายของคุณง่ายดายมากยิ่งขึ้น. นอกเหนือจากสิ่งกลุ่มนี้กำเนิดคุณประโยชน์ต่อร่างกาย, น้ำมันนวดยังช่วยปกป้องการเจ็บและเพิ่มความเร็วสำหรับเพื่อการหาย. นวดแผนโบราณยังเป็นแนวทางที่ดีสำหรับการบรรเทาความตึงเครียดของกล้ามแล้วก็รักษาร่างกายของคุณ พอดิบพอดี รวมทั้งมีความยืดหยุ่นเป็นเวลานาน.
กำจัดพิษ
ข้อดีที่สำคัญอีกประการหนึ่งของการนวดน้ำมันซึ่งมันช่วยให้ร่างกายได้อย่างมีคุณภาพกำจัดสารพิษจากสิ่งมีชีวิตด้วยเหตุผลดังกล่าวการสนับสนุนสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรงขึ้น.
ช่วยเพิ่มระบบภูมิต้านทาน
บริการน้ำมันนวดและก็จำนวนมากสร้างความแข็งแรง ระบบภูมิต้านทานรวมทั้งช่วยในการย่อยอาหารดียิ่งขึ้น.
ศิลปะที่สวยสดงดงามของการนวดได้ทวีความร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆด้วยการนวดน้ำมันบางมากมาย. น้ำมันนวดแต่ละคนมีคุณสมบัติรักษาโรคต่างๆที่มีเพื่อให้บริการด้านต่างๆสำหรับการรักษาร่างกายและจิตใจของคุณอีกด้วย. เลือกน้ำมันที่ดีที่สุดสำหรับสิ่งที่มีความต้องการส่วนบุคคลของคุณและบรรเทาร่างกายของคุณด้วยการนวดบรรเทาและฟื้นฟูอย่างสม่ำเสมอ, เพื่อจะรักษาความสมดุลด้านจิตวิญญาณของคุณและร่างกายที่แข็งแรงที่สุดของร่างกายของคุณ.
โรคนี้จะไม่สามารถที่จะหายไปได้เอง!
โรคต่างๆเกี่ยวกับข้อจะไม่สามารถที่จะหายสนิทได้เอง แม้ว่าอาการที่แสดงออกมาจะร้ายแรงน้อยลงก็ตาม และก็ในที่สุดก็จะแปลงเป็นโรคเรื้อรังและก่อให้เกิดความลำบากสำหรับเพื่อการดำรงชีวิตมากขึ้น

2

ย่านาง
ชื่อสมุนไพร ย่านาง
ชื่ออื่นๆ/ชื่อเขตแดน หน้าจอยนาง , จ้อยนาง (ภาคเหนือ) , เถาย่านาง , เถาวัลย์เขียว , ต้นหญ้าน้องสาว (ภาคกลาง) , ย่านนาง , นางวันยอ , ขันยอยาด (ภาคใต้)
ชื่อวิทยาศาสตร์   Tiliacora triandra (Colebr.) Diels,
สกุล  Menispermaceae
ถิ่นเกิด ย่านางมีถิ่นกำเนิดในตอนกลางของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยกตัวอย่างเช่น ในประเทศ เมียนมาร์ , ไทย , ลาว , เขมร  ความจริงแล้วพืชตระกูลย่านางนี้มีราว 70  เชื้อสาย แต่จำนวนมากเป็นไม้เลื้อยในป่าเขตร้อนและก็ในป่าไม้ผลัดใบในทวีปเอเชียและอเมริกาเหนือ ส่วนย่านางของเรานั้นพบขึ้นตามป่าผลัดใบ ป่าดงดิบ และป่าโปร่ง ในทุกภาคของเมืองไทย แต่ในปัจจุบันได้มีการนำมาปลูกใบบริเวณบ้าน เพื่อใช้บริโภครวมทั้งใช้เป็นยาสมุนไพรกันอย่างแพร่หลาย
ลักษณะทั่วไป
       ย่านางเป็นไม้เถาเลื้อย เถากลมขนาดเล็ก มีแก่นไม้ เลื้อยพระอินทร์มต้นไม้ หรือกิ่งไม้ เถามีสีเขียว ยาว 10-15 เมตร เถาอ่อนสีเขียว เมื่อเถาแก่จะมีสีคล้ำ แตกเป็นแถวถี่ เถาอ่อนมีขนนุ่มสีเทา มีเหง้าใต้ดิน แขนงมีรอยแผลเป็นรูปจานที่ก้านใบหลุดไป มีขนห่างๆ หรือหมดจด ใบลำพัง ครึ้ม สีเขียวเข้มเป็นเงา เรียงแบบสลับ รูปไข่ ยาวราวๆ 6-12 เซนติเมตร กว้างราว 4-6 ซม. ขอบใบเรียบ ปลายใบแหลม ฐานใบมน ผิวใบเป็นคลื่นน้อย ก้านใบยาวราวๆ 1.5 เซนติเมตร ผิวใบเรียบมัน ไม่มีหูใบ เนื้อใบเหมือนกระดาษ แต่แข็ง เหนียว มีเส้นใบกึ่งออกจากโคนใบรูปฝ่ามือ 3-5 เส้น รวมทั้งมีเส้นกิ้งก้านใบ 2-6 คู่ เส้นเหล่านี้จะไปเชื่อมกันที่ขอบของใบ เส้นกลางใบด้านล่างจะย่นย่อละเอียดใกล้ๆโคน ขนเกลี้ยง ก้านใบผิวย่นละเอียด ดอกออกเป็นช่อเล็กๆแบบแยกกิ้งก้านตามข้อแล้วก็ซอกใบ มีดอก 1-3 ดอก สีเหลือง ก้านช่อดอกยาวราวๆ 0.5 ซม. แยกเป็นช่อดอกเพศผู้แล้วก็ช่อดอกเพศเมีย ดอกเพศผู้สีเหลือง กลีบเลี้ยงมี 6-12 กลีบ กลีบวงนอกสุดมีขนาดเล็กที่สุด กลีบวงในมีขนาดใหญ่กว่าและก็เรียงทับกัน รูปรีกว้าง ยาว 2 มม. ค่อนข้างเกลี้ยง กลีบดอกมี 3 หรือ 6 กลีบ สอบแคบ ปลายเว้าตื้น ยาว 1 มิลลิเมตร สะอาด เกสรเพศผู้มี 3 อัน เป็นรูปตะบอง ยาว 1.5-2 มม. ดอกเพศเมีย กลีบเลี้ยงวงในรูปกลม ยาว 2 มิลลิเมตร ด้านนอกมีขนห่างๆ กลีบดอกไม้มี 6 กลีบ รูปรีปนขอบขนาน ยาว 1 มม. เกสรเพศเมียมี 8-9 อัน แต่ละอันยาวไม่ถึง 1 มม. ติดอยู่บนก้านยกสั้นๆยอดเกสรเพศเมียไม่มีก้าน ผลได้ผลสำเร็จกรุ๊ป ผลกลมรูปไข่กลับ กว้าง 6-7 มิลลิเมตร ยาว 7-10 มม. ผิวเกลี้ยง มีเมล็ดแข็ง ผลสีเขียว ชุ่มฉ่ำน้ำ ออกเป็นพวง ตามข้อแล้วก็ซอกใบ ติดบนก้านยาว 3-4 มม. เมื่อสุกจะเปลี่ยนเป็นสีส้มและก็สีแดงสด เม็ดรูปเกือกม้า ฝาผนังผลชั้นในมีสันไร้ระเบียบ ออกดอกตอนมี.ค.ถึงม.ย.
การขยายพันธุ์
       ย่านางเป็นพืชที่ก้าวหน้าได้ ในดินดูเหมือนจะทุกชนิด ชอบดินร่วนปนทรายจะรุ่งโรจน์ได้ดิบได้ดี การปลูกเอาไว้ในฤดูฝน จะเติบโตได้ดีมากว่า จะงอกงามเร็วกว่าปลูกเอาไว้ในตอนอื่น ย่านางที่ปลูกได้ไม่ยากขึ้นง่าย ดูแลง่าย ไม่ต้องดูแลมาก ทนความแห้งได้ดี
ส่วนการขยายพันธุ์สามารถเพาะพันธุ์ได้ด้วยการเพาะเมล็ด หรือการแยกเหง้าปลูก แต่แนวทางที่เป็นที่นิยมในตอนนี้เป็นการเพาะเมล็ด เมล็ดย่านางจะมีอัตราการงอกของเมล็ดสูง แม้กระนั้นจำเป็นต้องใช้เมล็ดที่แก่เต็มที่ที่มีลักษณะสีดำ ซึ่งควรที่จะนำมาตากแห้ง 5-7 วัน ก่อนปลูก การปลูกด้วยการหยอดเม็ดต้องระวังอย่าขุดหลุมลึก เพราะเหตุว่าจะก่อให้เมล็ดเน่าได้ง่าย
ส่วนการดูแลรักษาย่านางไม่มียุ่งยากมาก เพราะว่าย่านางจะเติบโตเจริญ ในดินมีความชุ่มชื้นพอเพียง และก็สามารถเติบโตได้ถึงจะมีวัชพืชขึ้นดก เนื่องจากต้นย่านางจะสร้างเถาเลื้อยอยู่ด้านบนพืชจำพวกอื่น
สำหรับเรื่องการใส่ปุ๋ยย่านางนั้นไม่มีความสำคัญ ถ้าหากว่าดินมีสภาพอินทรีย์วัตถุที่เพียงพอ เราสามารถใช้เพียงแต่ปุ๋ยคอกจากมูลสัตว์ 1 ถัง/ต้น ก็พอเพียง แต่หากจะให้ใบเขียวเข้มเยอะขึ้นเรื่อยๆ บางทีอาจจำเป็นต้องใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 16-8-8 หรือปุ๋ยยูเรียเพิ่มในอัตรา 50-100 กรัม/ต้น หรือประมาณ 1 กำมือ สำหรับต้นที่แตกเถายาว ส่วนต้นขนาดเล็กจะต้องปรับจำนวนลดลง แล้วนำต้นกล้าที่ได้มาปลูกภายในแปลงดิน ให้มีระยะห่างระหว่างต้นโดยประมาณ 1×1 เมตร รวมทั้งเมื่อต้นเริ่มเลื้อยทอดยอด ให้ทำหลักปักไว้ ทำค้างให้เถาเลื้อยขึ้น
การเก็บผลิตผลย่านาง  จะเริ่มเก็บผลิตผลใบย่านาง ใช้เวลาราวๆ 2-3 เดือน หลังปลูกภายในแปลง ใบมีขนาดโตเต็มที่มีสีเขียว จะสามารถเก็บเกี่ยวใบย่านางได้ และจะเก็บได้ตลอดไปเรื่อยๆ
องค์ประกอบทางเคมี
                สาระสำคัญที่พบในใบย่านางส่วนมากจะเป็นสารกลุ่มฟินอลิก (phenolic compound) ได้แก่ ไม่เนโคไซด์ (Minecoside), กรดพาราไฮดรอกซีเบนโซอิก (p-hydroxy benzoic acid) และก็สารในกรุ๊ปฟลาโวนไกลโคไซด์ ดังเช่นว่า สารโมโนอีพอกซีบีตาแคโรทีน (moonoepoxy-betacarotene) และก็อนุพันธ์ของกรดซินนามิก (flavones glycosidf cinnamic acid derivative) ส่วนสารอัลาลอยด์ (alkaloid) ตัวอย่างเช่น ทิเรียวัวรีน
(tiliacorine) , ทิเรียโคลินิน (Tiliacorinine) , นอร์ทิเรียวัวรินิน (nor-tiliacorinine) , tiliacorinin 2,-N-oxide Tiliandrine , Tetraandrine และก็ D-isochondendrine เจอได้ทั้งในราก รวมทั้งใบย่านาง  รวมทั้งการเรียนรู้ส่วนประกอบหลักที่มีฤทธิ์ต่อต้านไข้มาลาเรียจากรากย่านาง โดยสกัดรากด้วยตัวทำละลาย  chloroform:methanol:ammonium hydroxide ในอัตราส่วน (50:50:1) ใช้วิธีแยกสารด้วย column chromatography  และการตกผลึก พบว่าได้สารประกอบ alkaloid  2 ชนิด คือ tiliacorinine (I) และก็ tiliacorine (II) จำนวน  0.0082% และ 0.0029% ตามลำดับ  ส่วนคุณค่าทางโภชนาการของย่านางนั้นมีดังนี้
-               พลังงาน 95 กิโลแคลอรี
-               เส้นใย 7.9 กรัม
-               แคลเซียม 155.0 กรัม
-               ฟอสฟอรัส 11.0 มก.
-               เหล็ก 7.0 มิลลิกรัม
-               วิตามินเอ 30625 (IU)
-               วิตามินบีหนึ่ง 0.03 มก.                              Minecoside
-               วิตามินบีสอง 0.36 มก.
-               ไนอาซิน 1.4 มก.
-               วิตามินซี 141.0 มิลลิกรัม
-               เถ้า 8.46%
-               ไขมัน 1.26%
-               โปรตีน 15%                                          Tiliacorine
-               น้ำตาลทั้งสิ้น 59.47%
-               แคลเซียม 1.42%
-               ธาตุฟอสฟอรัส 0.24%
-               โพแทสเซียม 1.29%
-               กรดยูเรนิค 10.12%
-               โมโนแซคค้างไรด์
-               แรมโนส 0.50%
-               อะราบิโนส 7.70% หน่วยเปอร์เซ็นต์ (ใบย่านาง 100 กรัม/น้ำหนักแห้ง)       tiliacorinine
-               กาแลคโตส 8.36%
-               เดกซ์โทรส 11.04%
-               ไซโลส 72.90%
ประโยชน์/สรรพคุณ ใบย่านางเป็นสมุนไพรเย็น มีคลอโรฟิลล์สดจากธรรมชาติ แล้วก็ยังมีวิตามินที่จำเป็นต่อสถาพทางร่างกายอีกมากมาย ได้แก่ วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินซี ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก เบต้าแคโรทีนในจำนวนค่อนข้างจะสูง โดยเป็นสมุนไพรที่คนอีกหลายคนต่างก็เคยชินกันดี เพราะเหตุว่านิยมนำมาเป็นเครื่องปรุงรสช่วยเพิ่มความกลมกล่อมของอาหาร ดังเช่นว่า แกงหน่อไม้ ซุปหน่อไม้ แกงเลียง แกงหวาน
คุณประโยชน์ย่านางที่ใช้เป็นอาหารมีดังนี้
ใบย่านาง เก็บบริโภคได้ตลอดปี ยอดอ่อนแตกใบมากในช่วงฤดูฝน ยอดอ่อนของเถาย่านางใช้กินแกล้มแนมกับของกินเผ็ด ชาวไทยอีสานและชาวลาวใช้ใบย่านางคั้นเอาน้ำประกอบอาหารต่างๆทำให้น้ำซุปข้นขึ้น เช่น แกงหน่อไม้ ซุปหน่อไม้ ย่านางสามารถลดฤทธิ์กรดยูริกในหน่อไม้ได้ ลดความขมของหน่อไม้ รวมทั้งเพิ่มคลอโรฟิลล์และบีตาแคโรทีนให้กับอาหารดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้ว
นอกเหนือจากนี้ยังใส่น้ำคั้นใบย่านางในแกงเห็ด ต้มเลอะเทอะ แกงขี้เหล็ก แกงขนุน แกงผักอีลอก แกงยอดหวาย แกงอีลอก นำไปอ่อมแล้วก็หมก
ชาวใต้ใช้ยอด ใบเพสลาด (คือใบที่ไม่อ่อน ไม่แก่เหลือเกิน) นำไปแกงเลียง แกงหวาน แกงขี้เหล็ก น้ำคั้นจากใบช่วยลดความขมของใบขี้เหล็กได้ นอกจากนี้ยังนำไปผัด แกงกะทิ รวมทั้งหั่นตรอกกินกับข้าวยำได้อีก ผลสุกใช้รับประทานเล่น ส่วนคนเหนือใช้ยอดย่านางอ่อนนำมาลวกเป็นผักจิ้มน้ำพริก ใบแก่คั้นน้ำนำมาใส่แกงท้องถิ่น ตัวอย่างเช่น แกงหน่อไม้ แกงแค
ส่วนคุณประโยชน์ทางยาของย่านาง คือ  แบบเรียนยาไทย  ใช้ ราก รสจืด รสจืดขม ใช้ในตำรับยาแก้ไข้ห้าโลกวิเชียร (มีรากย่านาง รวมกับรากเท้าคุณยายม่อม รากมะเดื่อจังหวัดชุมพร รากคนทา รากชิงชี่ อย่างละเท่าๆกัน) แก้ไข้ (ใช้รากแห้งทีละ 1 กำมือ หรือโดยประมาณ 15 กรัม ต้มกับน้ำก่อนอาหารตอนเช้า ตอนกลางวัน เย็น) แก้พิษเมาเบื่อ กระแทกพิษไข้ แก้เมาสุรา ทำลายพิษผิดสำแดง เอามาต้มรับประทานเป็นยาแก้อีสุกอีใส ตุ่มผื่น แก้ไข้ ขับพิษต่างๆแก้ท้องผูก ปรุงยาแก้ไข้รากสาด ไข้กลับ ไข้หัว ไข้พิษ ไข้สันนิบาต มาลาเรียเรื้องรัง ไข้ทับเมนส์ บำรุงหัวใจ บำรุงธาตุ แก้พิษภายในให้ตกสิ้น แก้โรคหัวใจบวม แก้กำเดา แก้ลม แก้ไข้จับสั่น แก้เมาสุรา รากผสมกับรากหมาน้อย ต้มกินแก้ไข้ไข้จับสั่น ลำต้น รสจืดขม ถอนพิษผิดสำแดง รักษาพิษไข้ แก้ไข้ตัวร้อน แก้ไข้พิษ แก้ไข้รากสาด ไข้ดำแดง ไข้ฝีดาษ ไข้เซื่องซึม ไข้กลับไข้ซ้ำ แก้ลิ้นเป็นฝ้าขาว แก้ลิ้นกระด้าง รักษาโรคปวดข้อ ก้านที่มีใบผสมกับพืชอื่นใช้เป็นยาแก้ท้องร่วง ใบ รสจืดขม กินทำลายพิษ แก้ไข้ แก้ไข้รากสาด ไข้พิษ ไข้เซื่องซึม ไข้หัว ไข้พิษ ปวดหัวตัวร้อน อีสุกอีใส ฝึกฝน ลิ้นกระด้างคางแข็ง เป็นยากวาดคอ แก้ไข้ไข้ทรพิษ ไข้ดำแดง
ส่วนอีกแบบเรียนหนึ่งบอกว่า ราก นำรากมาต้มดื่มแก้ร้อนใน แก้ดับหิว บรรเทาอาการไข้ ไข้รากสาด อีสุกอีใส ฝีดาษ ถอนพิษเมาค้าง เมาสุรา บรรเทาอาการท้องผูก ท้องร่วง บำรุงหัวใจ ทำลายพิษ รวมทั้งลดพิษจากพืช สัตว์ และก็สารเคมีในร่างกาย  ลำต้น ลำต้นเอามาต้มหรือบดคั้นน้ำ ทุเลาอาการไข้ชนิดต่างๆลดพิษร้อน พิษจากพืช เห็ด รวมทั้งลดพิษยากำจัดแมลงในร่างกาย  ใบ  นำใบมาบดคั้นน้ำสด หรือนำมาต้มน้ำดื่ม รวมถึงใบตากแห้งอัดใส่แคปซูลรับประทาน มีฤทธิ์ในทางยาหลายด้าน ดังเช่นว่า บรรเทาอาการร้อนใน ทุเลาอาการจับไข้ ตัวร้อน ทุเลาไข้รากสาด ไข้โรคฝีดาษลดพิษยาฆ่าแมลงภายในร่างกาย และทำลายพิษอื่นๆ
ภาคอีสานใช้รากต้มเป็นยาแก้อีสุกอีใส ตุ่มผื่น และก็ใช้รากยานางผสมรากหมาน้อย ต้มแก้ไข้มาลาเรีย บัญชียาจากสมุนไพร: ที่มีการใช้ตามองค์ความรู้เริ่มแรก ตามประกาศคณะกรรมการปรับปรุงระบบยาแห่งชาติ ในบัญชียาหลักแห่งชาติ เจาะจงการใช้ย่านางในตำรับ “ยาห้าราก” มีส่วนประกอบของรากย่านางร่วมกับสมุนไพรประเภทอื่นๆในตำรับ มีคุณประโยชน์ทุเลาอาการไข้ ส่วนทางการแพทย์แผนปัจจุบันบอกว่า ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของย่านาง โดยพบว่าย่านางมีฤทธิ์ลดไข้ ยั้งการเติบโตของเชื้อมาลาเรีย Plasmodium falciparum แก้ปวด ลดระดับความดันเลือด ต้านเชื้อจุลินทรีย์ ต้านทานการแพ้ ลดการหดเกร็งของไส้ ต่อต้านการก้าวหน้าของเซลล์มะเร็ง ยั้งเอนไซม์ acetylcholinesterase และก็มีฤทธิ์อย่างอ่อนๆสำหรับในการต้านอนุมูลอิสระ  รวมทั้งยังมีคุณลักษณะกระตุ้นการเพิ่มปริมาณของเซลล์เม็ดเลือดขาวคราว-ลิมโฟซัยท์ (T-lymphocyte) ต้านจุลชีวิน Staphylococcus aureus, Bacillus cereus, Escherichia coli และ Salmonellaspp. และยังมีคุณลักษณะกระตุ้นการเพิ่มปริมาณของเซลล์เม็ดเลือดขาวคราว-ลิมโฟซัยท์ (T-lymphocyte)  ต้านจุลชีพ Staphylococcus  aureus,  Bacillus  cereus,  Escherichia  coli รวมทั้ง Salmonella spp. ต้านทานไข้ รวมทั้งต่อต้านอนุมูลอิสระ ใบย่านางไม่มีอันตรกิริยา (interaction) กับยารักษาโรคเรื้อรังดังเช่น โรคหัวใจรวมทั้งหลอดเลือด โรคกระดูกและก็ข้อเบาหวาน โรคระบบฟุตบาทหายใจ
แบบอย่าง/ขนาดวิธีใช้ แก้ไข้ ใช้รากย่านางแห้ง 1 กำมือ ราวๆ 15 กรัม ต้มกับน้ำ 2 แก้วครึ่ง ต้มให้เหลือ 2 แก้ว ให้ดื่มครั้ง1-2 แก้ว ก่อนกินอาหาร 3 เวลา   แก้ป่วง (เจ็บท้องเพราะรับประทานอาหารผิดสำแดง)ใช้รากย่านางแดงและก็รากมะปรางหวาน ฝนกับน้ำอุ่น แม้กระนั้นไม่ถึงกับข้น ดื่มครั้งละ 1-2  แก้วต่อครั้ง วันละ 3-4 ครั้ง หรือทุกๆ2 ชั่วโมง ถ้าไม่มีรากมะปรางหวาน ก็ใช้รากย่านางแดงอย่างเดียวก็ได้ หรือถ้าให้ดียิ่งขึ้น ใช้รากมะขามฝนรวมด้วย   ทำลายพิษเบื่อเมาในของกิน เป็นต้นว่า เห็ด กลอย ใช้รากย่านางต้นแล้วก็ใบ 1 กำมือ  ตำผสมอาหารสารเจ้า 1 ถือมือ เติมน้ำคั้นให้ได้ 1 แก้ว กรองด้วยผ้าขาวบาง ใส่เกลือรวมทั้งน้ำตาลน้อยพอเพียงดื่มง่ายให้หมดแก้ว ทำให้คลื่นไส้ออกมา จะช่วยให้ดียิ่งขึ้น   ดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ ใช้หัวย่านางเคี่ยวกับน้ำ 3 ส่วน ให้เหลือ 1 ส่วนดื่มทีละ 1-2 แก้ว  การใช้เป็นยาพื้นบ้านในภาคอีสาน   ใช้ราก ต้มเป็นยาแก้อีสุกอีใส ตุ่มผื่น   ใช้รากย่านางผสมรากหมาน้อย ต้มแก้ไข้ไข้มาลาเรีย   ใช้ราก ต้มขับพิษต่างๆ น้ำย่านางเมื่อเอามาผสมกับดินสอพองหรือปูนเคี้ยวหมากผสมกระทั่งเหลว สามารถนำมาทา สิว ฝ้า ตุ่มคัน ตุ่มใส ผื่นคัน พอกฝีหนองได้อีกด้วย

การศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ต้านทานเชื้อไข้จับสั่น        เรียนฤทธิ์ต้านเชื้อไข้มาลาเรีย Plasmodium falciparum ของสารสกัดรากย่านางด้วยเมทานอล ซึ่งสารสกัดมีสาร alkaloid เป็นส่วนประกอบ 2 ส่วนสกัด คือส่วนที่ละลายน้ำ รวมทั้งส่วนที่ไม่ละลายน้ำ พบว่าเฉพาะสาร alkaloid ที่ไม่ละลายน้ำ (water-insoluble alkaloid) มีฤทธิ์เพิ่มการหยุดยั้งเชื้อไข้จับสั่น จากองค์ประกอบทางเคมีที่แยกได้ เจอสาร alkaloid ที่ต่างกัน 5 ชนิด ในกลุ่ม bisbenzyl isoquinoline ตัวอย่างเช่น tiliacorine, tiliacorinine, nor-tiliacorinine A, แล้วก็สาร alkaloid ที่ไม่อาจจะกำหนดองค์ประกอบได้เป็นG และ H ซึ่งพบว่าสาร alkaloid G มีฤทธิ์สูงสุดสำหรับการกำจัดเชื้อมาลาเรียระยะ schizont (เป็นระยะที่เชื้อไข้จับสั่นเข้าสู่เซลล์ตับ แล้วเปลี่ยนรูปร่างเป็นกลมรี แล้วก็มีขนาดใหญ่ขึ้น มีการแบ่งนิวเคลียสเป็นหลายๆก้อน) โดยมีค่า ID50 เท่ากับ 344 ng/mL ตามด้วย nor-tiliacorinine A และก็ tiliacorine เป็นลำดับ (ID50s พอๆกับ 558 และ 675 mg/mL ตามลำดับ)
ฤทธิ์ยับยั้งเชื้อวัณโรค   สาร bisbenzylisoquinoline alkaloids 3 ชนิด ดังเช่น tiliacorinine, 20-nortiliacorinine รวมทั้ง tiliacorine ที่แยกได้จากรากย่านาง รวมทั้งอนุพันธ์สังเคราะห์ 1 จำพวก คือ 13҆-bromo-tiliacorinine   สารทั้ง 4 ชนิดนี้ ได้นำมาทดลองฤทธิ์ต้านทานเชื้อวัณโรคสายพันธุ์ดื้อยา multidrug-resistant Mycobacterium tuberculosis (MDR-MTB)  ผลการทดสอบพบว่า สารทั้ง 4 จำพวก มีค่า MIC อยุ่ระหว่าง 0.7 - 6.2 μg/ml แม้กระนั้นที่ค่า MIC พอๆกับ 3.1 μg/ml เป็นค่าซึ่งสามารถยั้ง  MDR-MTB ได้เป็นจำนวนมากที่สุด
ฤทธิ์ต้านทานโรคมะเร็ง     การเรียนรู้ฤทธิ์ยั้งเซลล์มะเร็งท่อน้ำดี ในหลอดทดสอบ และในสัตว์ทดสอบ โดยเล่าเรียนผลของสาร tiliacorinine ซึ่งเป็นสาร กรุ๊ป alkaloid ที่พบในย่านาง  สำหรับการทดลอง in vivo ทำในหนูถีบจักร เพื่อมองผลลดการเจริญของก้อน   เนื้องอกในหนูที่ได้รับเซลล์ของโรคมะเร็งท่อน้ำดี และก็สาร tiliacorinine  ผลของการทดลองพบว่า  tiliacorinine  มีนัยสำคัญในการยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเซลล์มะเร็งท่อน้ำดีในหลอดทดลอง โดยมีค่า IC50 เท่ากับ 4.5-7 µM โดยกลไกการกระตุ้นกรรมวิธี apoptosis ซึ่งเป็นขบวนการสำหรับในการกำจัดเซลล์ไม่ดีเหมือนปกติ รวมทั้งเซลล์มะเร็งภายในร่างกาย แล้วก็การทดสอบในหนูพบว่าสามารถลดการเจริญก้าวหน้าของเนื้องอกในหนูได้
การทดลองฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระของผักท้องถิ่นไทย จำนวน 6 ชนิด ดังเช่น ผักฉันด ผักติ้ว ผักปลังขาว ย่านาง ผักเหมียง และก็ผักหวานบ้าน โดยการสกัดสารสำคัญด้วยแอลกอฮอล์จากผักแต่ละจำพวก ทดสอบฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดจากผักทั้งยัง 6 จำพวกเปรียบเทียบกับตัวควบคุม วิตามินซี แล้วก็วิตามินอี สารสกัดจากย่านางส่วนที่ละลายน้ำและก็ส่วนที่ไม่ละลายน้ำให้ค่า IC50 499.24 และก็ 772.63 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร เป็นลำดับ เมื่อเทียบกับค่าที่ได้จากวิตามินซี รวมทั้งวิตามินอีที่ IC50 9.34 และ 15.91 ไมโครกรัม/มล. ตามลำดับ
งานศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัยอีกชิ้นหนึ่งในประเทศไทยวิเคราะห์ฤทธิ์หยุดปวดแล้วก็ฤทธิ์ต้านการอักเสบของผักท้องถิ่นอีสาน 10 จำพวก การตรวจหาฤทธิ์ยับยั้งปวดโดยใช้ writhing test แล้วก็ tail flick test ในการตรวจฤทธิ์ต่อต้านอักเสบ ใช้ rat hind paw edema model
ผลการทดลองใช้สารสกัดผักท้องถิ่นด้วยน้ำ ขนาด 1 กรัมต่อน้ำหนักตัวของหนูเพศผู้ 1 โล พบว่าสารสกัดจาก ใบตำลึง ใบย่านาง ผักติ้วแดง ผักกาดฮีน มะระขี้นก ผักชะพลู และผักชีลาว ส่งผลลดการเกิด writhing ในหนูปริมาณร้อยละ 35-64 (p<0.05)
การทดลองฤทธิ์ยับยั้งปวดด้วย tail flick test พบว่าสารสกัดจากใบตำลึงและก็ใบย่านางมีฤทธิ์หยุดปวด หลังจากนั้นคัดสารสกัดที่มีฤทธิ์สูงที่สุด 4 จำพวก ตัวอย่างเช่น ใบตำลึง ใบย่านาง ผักติ้วแดง รวมทั้งผักกาดฮีนมาทำการทดสอบฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบโดยใช้คาราจีแนนเป็นสารระตุ้น  พบว่าสารสกัด 4 จำพวกไม่มีฤทธิ์ต่อต้านอักเสบในสัตว์ทดสอบ ผู้วิจัยมั่นใจว่าสารสกัดจากใบตำลึงและก็ใบย่านางบางครั้งอาจจะออกฤทธิ์ระงับปวดต่อระบบประสาท
ส่วนงานศึกษาค้นคว้าจากมหาวิทยาลัยมหิดลในห้องแลปขั้นต้นพบว่า สารสกัดใบย่านางมีฤทธิ์กระตุ้นแนวทางการทำงานของรีเซ็ปเตอร์ที่ขนคอเลสเตอรอลเข้าสู่ตับ แต่ไม่เคยรู้ว่าจะส่งผลลดคอเลสเตอรอลในเลือดของระบบร่างกายไหม การค้นพบนี้บางทีอาจเกี่ยวโยงกับคุณลักษณะของย่านางที่ใช้รักษาโรคหัวใจมาแต่โบราณได้ ถ้าเกิดแม้กระนั้นควรมีการเรียนเสริมเติมถัดไป
จากการทดลองฤทธิ์ลดไข้ของสารสกัด 50% เอทานอลจากรากย่านาง เมื่อนำไปตรวจดูฤทธิ์สำหรับการลดไข้ พบว่าไม่มีคุณสมบัติสำหรับในการลดไข้แต่ว่าเป็นพิษต่อสัตว์ทดสอบ การศึกษาเรียนรู้วิจัยทางเคมีได้แยกอัลคาลอยด์ ออกมาสองชนิดเป็นอัลคาลอยด์ที่ไม่ละลายน้ำ(water-insoluble alkaloids) และก็อัลคาลอด์ที่ละลายน้ำ (water-soluble quarternary base) เมื่อตรวจทานฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของอัลคาลอยด์ที่แยกได้ พบว่าการเกิดพิษต่อสัตว์ทดลองมีต้นเหตุมาจาก water-soluble quarternary base ซึ่งมีฤทธิ์เหมือน curare จากการตรวจค้นสูตรโครงสร้างสรุปได้ว่า water-soluble quarternary base นี้บางทีอาจอยู่ในประเภท aporphine alkaloids
การศึกษาทางพิษวิทยา พิษฉับพลัน และครึ่งเรื้อรังของย่านาง 
          ศึกษาพิษเฉียบพลันของสารสกัดน้ำจากทุกส่วนของย่านาง โดยการป้อนสารสกัด ในหนูเพศผู้ และก็เพศภรรยา ประเภทละ 5 ตัว ในขนาด  5,000 mg/kg เพียงแค่ครั้งเดียว พบว่าไม่มีอาการแสดงของสภาวะเป็นพิษเกิดขึ้น และก็  ไม่มีการแสดงการกระทำที่ผิดปกติ รวมถึงไม่มีการถึงแก่กรรม หรือการเปลี่ยนแปลงของเยื่อข้างใน สารสกัดใบย่านางด้วยแอลกอฮอล์ปริมาณร้อยละ 50 ฉีดเข้าไปใต้ผิวหนังของหนู จำนวน 10 กรัม ต่อน้ำหนักตัวของหนู 1 กิโล (คิดเป็นจำนวน 6,250 เท่าของปริมาณที่คนได้รับ) ไม่แสดงความเป็นพิษ   การศึกษาเล่าเรียนพิษเรื้องรัง ทดสอบโดยป้อนสารสกัดแก่ตัวทดลอง เพศผู้ แล้วก็เพศภรรยา ชนิดละ 10 ตัว ทุกเมื่อเชื่อวัน ในขนาดความเข้มข้น 300, 600 แล้วก็ 1,200 mg/kg ติดต่อกันนาน 90 วัน   ไม่พบความผิดปกติทางด้านความประพฤติ และสุขภาพ หนูในกลุ่มทดลอง รวมทั้งกลุ่มควบคุม จะมีการทดลองในวันที่ 90 และก็ 118 โดยตรวจร่างกาย แล้วก็มีกรุ๊ปที่ติดตามผลถัดไปอีก 118 วัน ผลการทสอบพบว่า น้ำหนักของอวัยวะ ค่าชีวเคมีในเลือด และเยื่ออวัยวะภายใน ไม่พบการเกิดพิษ  ผลวิจัยทำให้เห็นว่า สารสกัดย่านางด้วยน้ำ ไม่นำไปสู่พิษทันควัน รวมทั้งพิษครึ่งหนึ่งเรื้อรังในตัวทดลอง ทั้งยังในหนูเพศผู้ แล้วก็เพศภรรยา
ข้อเสนอแนะ/สิ่งที่จำเป็นต้องระมัดระวัง

  • เมื่อทำน้ำย่านางเสร็จแล้วควรจะดื่มในทันที เนื่องจากว่าถ้าเกิดทิ้งเอาไว้นานเกินความจำเป็นจะเกิดกลิ่นเหม็นเปรี้ยวหรือเกิดการบูดขึ้นได้ แม้กระนั้นสามารถนำมาแช่ตู้แช่เย็นได้ และควรจะดื่มให้หมดภายใน 3 วัน
  • สำหรับในการดื่มน้ำย่านาง ควรจะดื่มก่อนรับประทานอาหารหรือตอนท้องว่างราวๆครึ่งแก้ว 3 ครั้งต่อวัน
  • บางบุคคลที่คิดว่าน้ำย่านาง เหม็นเขียว กินยากสามารถนำน้ำย่านางไปต้มให้เดือดแล้วนำมาดื่มหรือจะผสมกับน้ำสมุนไพรจำพวกอื่นๆก็ได้ อย่างเช่น ขิง ตะไคร้ ขมิ้น หรือจะผสมกับน้ำมะพร้าว น้ำมะนาว น้ำตาล หรือแม้แต่น้ำหวานก็ได้เหมือนกัน
  • ควรจะดื่มจำนวนแต่ว่าพอดี ถ้าเกิดดื่มแล้วรู้สึกแพ้ พะอืดพะอม ก็ควรลดความเข้มข้นของสมุนไพรที่ใส่ลงไปให้น้อยลง
เอกสารอ้างอิง

  • Dechatiwongse T, Kanchanapee P, Nishimoto K. Isolation of active principle from Ya-nang (Tiliacora triandra Diels). Bull Dept Med Sci. 1974;16(2):75-81.
  • อัจฉราภรณ์  ดวงใจ , นันทีทิพ ลิ้มเพียรชอบ, ขนิษฐพร  ไตรศรัทธ์ .คุณสมบัติคลอเรสเตอรอลของสารสกัดใบย่านางในเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่เลี้ยงต่อเนื่อง Caco-2.คอลัมน์บทความวิจัย.วารสารนเรศวรพะเยา.ปีที่8.ฉบับที่2.พฤษภาคม-สิงหาคม 2558.หน้า87-92
  • รศ.ดร.กรณ์กาญจน์ ภมรประวัติธนะ.มหัศจรรย์ย่านาง จากซุปหน่อไม้ถึงเครื่องดื่มสุขภาพ.คอลัมน์บทความพิเศษ.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่370.กุมภาพันธ์.2553
  • Sireeratawong S, Lertprasertsuke N, Srisawat U, Thuppia A, Ngamjariyawat A, Suwanlikhid N, et al. Acute and subchronic toxicity study of the water extract from Tiliacora triandra (Colebr.) Diels in rats. Sonklanakarin J Sci and Technol. 2008;30(5):611-619.
  • ย่านาง...อาหารที่เป็นยา.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Pavanand K, Webster HK, Yongvanitchit K, Dechatiwongse T. Antimalarial activity of Tiliacora triandra Diels against Plasmodium falciparum in vitro. Phytotherapy Research. 1989;3(5):215-217.
  • ย่านาง.ฐานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์.มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
  • ชุตินันท์ ประสิทธิ์ภูริปรีชา.เอกชัย ดำเกลี้ยง,พยุงศักดิ์ สุรินต๊ะ , วสันต์ ดีล้ำ, ฤทธิ์ปรับ ภูมิคึ้มกัน ต้านออกซิเดชั่น และต้านจุลชีพของสารสกัดผักพื้นบ้านและสมุนไพรอีสาน,วารสารเภสัชศาสตร์อีสาน
  • Janeklang S, Nakaew A, Vaeteewoottacharn K, Seubwai W, Boonsiri P, Kismali G, et al. In vit

3

ถั่งเช่า
ถั่งเช่าถือเป็นสมุนไพรอันดับที่หนึ่งของโลกยุคปัจจุบัน ด้วยสรรพคุณมากมายก่ายกองที่ได้จากถั่งเช่า จึงทำให้ไม่ว่าใครก็ต่างเชิดชูให้ ถั่งเช่านั้นเป็นสมุนไพรที่ดีที่สุด แต่ก่อนหากพูดถึง ถั่งเช่าอาจจะมีไม่ค่อยมีชื่อสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนไทยอย่างพวกเราๆแม้กระนั้นลองถามในช่วงเวลานี้สิจะมีคนไหนบ้างที่ไม่เคยรู้สุดยอดสมุนไพรจำพวกนี้ เพราะว่าในตอนนี้ถั่งเช่านั้นได้รับความนิยมอย่างมากมาย รวมทั้งแพร่หลายด้วยคุณประโยชน์มากมายก่ายกองดังเช่น ช่วยบำรุงรักษาร่ากาย บำรุงเกี่ยวกับทางเท้าหายใจรวมถึงยังสามารถช่วยเพิ่มสามารถทางเพศได้อีกด้วย ไม่หนำซ้าผู้คนล้นหลามยังเชื่อว่าเจ้าตัว ถั่งเช่านั้นสามารถรักษาโรคมะเร็งได้ดิบได้ดีอีกด้วย
เพราะเหตุใด....ทานถั่งเช่าแล้วบางเจ้าไม่เห็นผล
ทำไมถั่งเช่าถึงแพง
เนื่องจากว่าสมุนไพรถั่งเช่านั้นเป็นที่นิยมมากมายในขณะนี้ทำให้ราคาของสมุนไพรประเภทนี้สูงมากมายอย่างน้อยเกรดปกติก็ตกอยู่ที่กิโลละ 2-3 แสนบาท แต่หากเป็นตัวอย่างดีราคาสูงสุดอยู่ที่2-3 ล้านบาทเลยทีเดียว สาเหตุที่ทำให้ราคาของ ถั่งเช่าแพงได้ขนาดนี้เพราะว่าถั่งเช่ามิได้หากันง่ายๆมีเฉพาะบางพื้นที่เพียงแค่นั้น ไม่เหมือนกับสมุนไพรจำพวกอื่นๆซึ่งสามารถหากันง่ายกว่านี้ ถั่งเช่าจะหาได้จากพื้นที่สูงเข้าถึงยาก รวมทั้งมีสภาพอากาศที่คนปกติทั่วไปไม่สามารถที่จะเข้าไปหาถึงได้อย่างไม่ยากเย็นจำต้องให้คนทื้นที่เป็นผู้เข้าไปหาในป่าเพียงแค่นั้น ทั้งยังถั่งเช่ายังมีคุณประโยชน์ยังมีสรรพคุณต่างๆอีกเยอะมาก อีกทั้งช่วยรักษโรคภัยไข้เจ็บต่างๆได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นโรคเกี่ยวกับทางเท้าหายใจ โรคภูมิแพ้ หรือช่วยทำนุบำรุงอาหารลดน้าตาลในเลือด เป็นต้น แถมยังช่วยชะลอความแก่ และช่วยเพิ่มสามารถทางเพศ ก้าวหน้าอีกด้วย ด้วยเหตุผลที่กล่าวมานั้นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ถั่งเช่าแพงแพง แต่ว่าขณะนี้มีโรงงานในไทยสามารถเพาะถั่งเช่าได้ โดยไม่ต้องเดินไปเก็บตามเทือกเขาทำให้ราคาต้นทุนถั่งเช่าลดลดลงไปมากกว่าคราวก่อน สามารถควบคุมปริมาณสาระสำคัญได้เป็นเพาะในสภาพควบคุม แล้วก็ยังแก้ไขปัญหาสารโลหะหนักเจือปนที่ไม่สามารถควบคุมได้ในธรรมชาติได้อีกด้วย
คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัย ได้ศึกษาค้นคว้าสรรพคุณของถั่งเช่า ด้วยกัน มีการทดลองกับตัวทดลองและก็กรุ๊ปผูรับการทดลองตัวอย่าง จึงทำให้พวกเราสามารถบอกได้ว่าถั่งเช่ามีคุณประโยชน์ดีจริงตามที่คนโดยมากหล่าวอ้าง
-ถั่งเช่า ช่วยลด แล้วก็รักษาสมดุลของน้ำตาลในเลือด
-ช่วยลด รวมทั้งรักษาความสมมองลของระดับคอเลสเตอรอลในเลือด
-ช่วยแก้อาการเหนื่อยล้าหมดแรงของร่างกายช่วยเพิ่มภูมิต้านทานต่างๆรวมทั้งช่วยบำรุงรักษาให้กระปรี้กกระเปล่าด้วย
-แก้ภูมิแพ้ โรคหอบหืด ไซนัสอักเสบ หรือภูมิคุ้มกันอ่อน
-ช่วยคุ้มครองปกป้องการเกาะรอบๆภายในหลอดเลือดของไขมันชั่วช้าสารเลว(LDL)
-ช่วยบำรุงรักษารวมทั้งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงานของตับแล้วก็ไต

มองอย่างไรอันไหนถั่งเช่าเลียนแบบ
สำหรับสมุนไพรถั่งเช่าประเทศทิเบตซึ่งเป็นถั่งเช่าที่ราคาแพงแพง จึงมีการทำเลียนแบบกันเยอะแยะ เอาเข้าจริงเกิดเรื่องยากมากๆที่จะดูออกต้องมองหลายอย่าง อย่างไรก็ดีแนวทางโดยประมาณก็จะเป็นไปตามนี้
1.ท่อนหัวของ ถั่งเช่านั้นจะต้องเป็นแท่งทรงกลมขึ้นเงาคล้ายทรงกระบอก
2.เพราะเหตุว่า ถั่งเช่าเคยเป็นหนอนมาก่อน ของจริงควรเป็นหยักๆเรียงกันงามราวกับตัวหนอน
3.ถั่งเช่า ราคาต้องไม่ถูกกระทั่งเกินความจำเป็น ถ้ามีคนใดกันเสนอขาย ถั่งเช่าให้พวกเราราคาไม่แพงสันนิฐานไว้ก่อนเลยว่าเลียนแบบ
แต่หากว่าเป็นถั่งเช่าในแคปซูลพวกเราก็ต้องดูว่าได้รับการรับรองจากหน่วยราชการอย่างแม่นยำหรือไม่ เนื่องจากถ้าหากเป็นของแท้จะมี ถ้าเกิดไม่มีมีความหมายว่ามีโอการเป็นของสมุนไพรปลอมสูงมากมาย หรือไม่ไม่เป็นอันตราย
วิธีทานถั่งเช่าให้ได้ประโยชน์สูงสุด
การที่จะทานถั่งเช่าให้ได้ประโยชนสูงสุดนั้นพวกเราก็จะต้องเลือกทานตามแบบของถั่งเช่าเป็นหลัก โดยที่มีหลักๆอยู่ 2 แบบก็คือ แบบธรรมชาติ และแบบ แคปซูล
1.ถั่งเช่าแบบธรรมชาติ-หลายคนนิยมถั่งเช่าแบบธรรมชาติด้วยการเคี้ยว ซึ้งถือได้ว่าเป็นการเปลืองที่ไม่ค่อยถูกวิธีเยอะแค่ไหน เพราะคุณสมบัติในตัวถั่งเช่านั้น จะดำเนินการเจริญเมื่อถูกความร้อนด้วยเหตุผลดังกล่าวควรจะกินแบบที่โนความร้อนดียิ่งกว่าโดยวิธีที่ออกจะได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดก็คือการนำถั่งเช่าราวๆ 2-3 ตัว ไปแช่ในน้ำร้อน ทิ้งไว้ซัก 5 นาทีแล้วจึงนำน้ำมาดื่มจนกว่าน้ำหมด ต่อจากนั้นให้เพิ่มเติมน้ำร้อน ได้อีก 2 ครั้ง ร่างกายก็จะได้สารคอร์ไดเซปินไปอย่างครบถ้วน
2.ถั่งเช่าแบบแคปซูล- ตัวสมุนไพรถั่งเช่าแบบแคปซูลเวลาทานจะดูสิ่งที่จำเป็นเป็นหลักว่า อยากทานเพื่อสุขภาพ หรือชี้เฉพาะที่โรคอะไร และทานตามปริมาณที่สมควร อย่างถ้าหากพวกเราอยากได้ทารเพื่อสุขภาพ ให้ทาน ยามเช้า-เย็น อย่างละ 1 แคปซูล ย้ำโรคภูมิแพ้แล้วก็อื่นๆทาน เช้าตรู่ เย็น อย่างละ 2 แคปซูลเวลาทานจะทานภายหลังอาหารหรือท้องว่างก็ได้ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นโทษหรือกัดกระเพาะ

Tags : สมุนไพรถั่งเช่า

4
เห็ดหลินจือ ประโยชน์เห็ดหลินจือ ขายเห็ดหลินจือ

5
ประโยชน์ถั่งเช่า ขายถั่งเช่า

6
ทองพันชั่ง
ชื่อสมุนไพร ทองพันชั่ง
ชื่ออื่นๆ/ชื่อเขตแดน ต้นหญ้าไก่ (ไทย) ,ติดเฮาะเล่งจือ (จีน-จีนแต้จิ๋ว) , ต้นหญ้ามันไก่ , ทองคำพันดุลย์ , ทองคำคันชั่ง (ภาคกึ่งกลาง) , บุปผาฮ้อมบก (จังหวัดสุรินทร์)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Rhinacanthus nasutus (Linn.) Kurz.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Rhinacanthus communis Nees
ชื่อสามัญ   White crane flower
สกุล   Acanthaceae
บ้านเกิดเมืองนอน ทองคำพันชั่งเป็นไม้ล้มลุกครึ่งหนึ่งไม้พุ่ม มีบ้านเกิดในประเทศแถบทวีปเอเชียใต้และก็เอเซียอาคเนย์บริเวณแถบเส้นอีเควเตอร์ เจอทั่วๆไปในประเทศเขตร้อนของภูมิภาคดังที่กล่าวมาข้างต้น ตัวอย่างเช่น ประเทศ อินเดีย เกาะแม่กัสการ์ , มาเลเซีย อื่นๆอีกมากมาย แล้วมีการกระจัดกระจายชนิดไปในประเทศเขตร้อนใกล้เคียง เช่น บังคลาเทศ , พม่า ,ไทย , อินโดนีเซีย ฯลฯ ส่วนในประเทศไทย มีการนำมาใช้เป็นยาสมุนไพรและก็นำมาปลูกเป็นไม้ประดับ,พืชที่มีความเป็นสิริมงคลมาตั้งแต่อดีตกาลแล้ว
ลักษณะทั่วไป

  • ต้น ทองพันชั่งมีลักษณะเป็นไม้พุ่มเตี้ยขนาดเล็ก มีความสูงต้นราวๆ 1 - 1.5 เมตร มักแตกหน่อและแผ่กิ่งก้านออกเป็นกอ ลำต้นและกิ่งไม้มีขนห่างๆทั่วไป กิ่งอ่อนมักเป็นสันสี่เหลี่ยมตามแนวยาว ส่วนโคนของลำต้นเนื้อไม้แกนแข็ง
  • ใบ เป็นใบลำพังลักษณะรูปไข่ ปลายใบแล้วก็โคนใบแหลม ขอบใบเรียบ หรือเป็นคลื่นนิดหน่อย ออกตรงข้ามกันเป็นคู่ๆและก็แต่ละคู่ออกสลับทิศทางกัน เนื้อใบบางและสะอาด ใบยาว 4 – 6 ซม. กว้าง 2 – 3 เซนติเมตร ใบมีสีเขียวอ่อน
  • ดอก เป็นดอกช่อขนาดเล็ก มีสีขาวออกเป็นช่อสั้นๆตรงซอกมุมใบ มองดอกมีลักษณะเสมือน นกกระยางกำลังบิน (แต่ชาวจังหวัดสุรินทร์เห็นว่าดอกทองพันชั่งน้ำหนักคล้ายข้าวเม่าหมายถึงมีกลีบดอกไม้สี่กลีบตกออกเหมือนข้าวเม่า ก็เลยเรียกต้นทองพันชั่งว่า “ดอกไม้อ็อมบก” แสดงว่า ต้นดอกข้าวเม่า) กลีบรองดอกมี 5 กลีบ รวมทั้งมีขน กลีบดอกไม้สีขาวชิดกันตรงโคนเป็นหลอด ยาวราว 2 เซนติเมตร ปลายแยกเป็น 2 กลีบ กลีบขนยาวโดยประมาณ 0.8 เซนติเมตร กว้าง 0.1 ซม. ปลายแยกเป็น 2 แฉกแหลมสั้นๆกลีบข้างล่างแผ่กว้าง 1.5 เซนติเมตร แยกเป็น 3 แฉก โคนกลีบมีจุดประสีม่วงแดง เกสรตัวผู้สีน้ำตาลอ่อน มีสองอันยื่นพ้นปากหลอดออกมาเล็กน้อย รังไข่มี 1 อัน รูปยาวรี มีหลอดท่อรังไข่เหมือนเส้นด้าย ยาวเสมอปากหลอดดอก ก้านเกสรสั้นติดอยู่ที่ปากท่อดอก
  • ผล มีลักษณะเป็นฝัก กลมยาว และมีขนภายใน มี 4 เม็ดเมื่อแห้งสามารถแตกได้
การขยายพันธุ์ ทองคำพันชั่งน้ำหนักสามารถเพาะพันธุ์ได้ด้วย การเพาะเมล็ดและก็นำกิ่งมาปักชำ แม้กระนั้นในตอนนี้แนวทางที่ได้รับความนิยมและก็มีอัตราการปลูกที่ได้ประสิทธิภาพที่ดี คือ แนวทางการเป็นตัดกิ่งแก่ที่มีตาติดอยู่ 2-3 ตา แล้วปลิดใบทิ้งให้หมดจากนั้นตัดบริเวณกิ่งให้เฉทำมุม 45 องศา แล้วปักลงไปในดินที่ชุ่มน้ำโดยให้กิ่งเอียงนิดหน่อย ทองคำพันชั่งเป็นพืชที่รังเกียจร่มเงามาก (อยากที่ที่มีแสงแดดลอดผ่านมารำไร) มักถูกใจที่ดินปนทรายที่มีการระบายน้ำดี ไม่ขังเฉอะแฉะ รวมทั้งจำเป็นต้องรอดูแลการให้น้ำให้ดินชุ่มชื้น รวมทั้งจำต้องรอกำจัดวัชพืชอยู่เป็นประจำ เนื่องจากถ้าหากว่าขาดน้ำหรือถูกแดดมากเกินไปใบจะเป็นจุดเหลืองและก็หลังจากนั้นจึงค่อยๆแห้งตาย ดังนั้นการปลูกจำเป็นจะต้องปลูกลงในฤดูฝน
องค์ประกอบทางเคมี ใบพบสารสำคัญเป็น rhinacanthin และ oxymethylanthraquinone รากมี Resin Rhinacanthin (1.9 เปอร์เซ็นต์) มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคได้ มีเกลือโปตัสเซียส และมี Oxymethylanthraquinone นอกนั้นยังพบสาร  Quinone, Rutin (quercetin - 3 - rutinoside)
สรรพคุณ หนังสือเรียนยาไทยใช้ ใบ และราก  รักษาขี้กลาก โรคเกลื้อน ผื่นคัน ใบ รสเบื่อเย็น ดับพิษไข้ แก้ไข้ตัวร้อน แก้พยาธิผิวหนัง รักษาอาการผมตก , ปวดฝี , แก้พิษ , แก้อักเสบ , บำรุงร่างกาย เป็นยาขับฉี่ ยาระบาย  ราก รสเบื่อเมา แก้ขี้กลากโรคเกลื้อน ผื่นคัน แล้วก็โรคผิวหนังที่เป็นน้ำเหลืองบางจำพวก   รักษาโรคโรคมะเร็ง ดับพิษไข้ แก้พิษงู พยาธิวงแหวนตามผิวหนัง อีกทั้งต้น รักษาโรคผิวหนัง กลากโรคเกลื้อน แก้น้ำเหลืองเสีย ผื่นคัน รักษามะเร็ง ขับพยาธิตามผิวหนังหรือบาดแผล รักษาอาการไส้เลื่อน เยี่ยวไม่ดีเหมือนปกติ ต้น บำรุงร่างกาย รักษาอาการผมหล่นนอกจากนั้นยังคงใช้ผสมในตำรับยาร่วมกับสมุนไพรอื่นๆรักษาโรคต่อแต่นี้ไปเป็น

  • ราก - รักษามะเร็งเนื้องอก รักษามะเร็งปอด กระเพาะไส้ มะเร็งตามร่างกาย ทำให้ผมดกดำ แก้ไอเป็นเลือด อาเจียนเป็นเลือด แก้ริดสีดวงทวาร ดับพิษไข้ รักษาโรคผิวหนัง แก้กษัย แก้ผมหงอก ผมตก รักษาโรคตับทุพพลภาพ รักษาโรครูมาติซึม รักษาโรคไขข้อพิการ แก้ลมเข้าข้อทำให้ปวดบวมต่างๆขับเยี่ยว แก้แมงเคียนกินรากผม แก้เหา แก้รังแค
  • อีกทั้งต้น - รักษาโรคผิวหนัง โรคกุฏฐัง แก้เม็ดผื่นคัน
  • ต้น - รักษามะเร็งเนื้องอก รักษาโรคมะเร็งปอด โรคมะเร็งกระเพาะ โรคมะเร็งตามร่างกาย โรคมะเร็งไส้ แก้แมงเคียนกินรากผม แก้เหา แก้รังแค รักษาโรคผิวหนัง
  • ใบ - แก้แมงเคียนกินรากผม แก้เหา แก้รังแค รักษาโรคผิวหนัง แก้ไข้ แก้ปวดหัวตัวร้อน แก้มะเร็งไช แก้หิดมะตอย รักษาโรคโรคมะเร็ง รักษาวัณโรค แก้ใจเสียกระบวน แก้คลุ้มคลั่ง แก้สารพัดสารพันพิษ


นอกจากนี้ในแบบเรียนบางเล่ม ยังได้เอ๋ยถึงคุณประโยชน์ทองพันชั่ง โดยมิได้ระบุว่าใช้ส่วนใดของพืช หรือส่วนใดในแบบเรียนยาร่วมกับสมุนไพรอื่นๆในการบรรเทาโรคต่างๆดังนี้คือ
- รักษาโรคความดันเลือดสูง รักษาโรคโรคมะเร็ง แก้มุตกิตระมองขาว เป็นยาอายุวัฒนะ แก้ผมหล่น รักษาโรคนิ่ว
- แก้เคล็ดขัดยอกชายโครง มือเคล็ดลับ คอเคล็ด แก้มะเร็งในกระเพาะ แก้ฝีประคำร้อย แก้มะเร็งในคอ แก้มะเร็งในปาก แก้ไข้เหนือ แก้จุกเสียด เป็นยาหยอดตา แก้ไอเป็นเลือด แก้ช้ำใน แก้นิ่ว แก้โรคผิวหนัง แก้ลมสาร แก้มะเร็งในปอด แก้มะเร็งข้างในรวมทั้งข้างนอก
ทองพันชั่งรักษามะเร็ง ช่วยยับยั้งมะเร็ง ยกตัวอย่างเช่น มะเร็งในกระเพาะ มะเร็งในคอ โรคมะเร็งในปาก โรคมะเร็งในปอด เพราะเหตุว่าต้นทองคำพันชั่งมีสารสำคัญเป็น “สารแนพโทควิโนนเอสเทอร์” (Naphthoquinone Ester) ซึ่งเป็นสารประกอบที่มีการออกฤทธิ์สำหรับเพื่อการตอนยับยั้งมะเร็งเยื่อบุช่องปาก มะเร็งเต้านม มะเร็งมดลูก  มีแถลงการณ์ว่าในประเทศไต้หวันใช้ทองคำพันชั่งเป็นยาประจำถิ่นสำหรับการบำบัดรักษาโรคเบาหวาน โรคผิวหนัง ความดันโลหิตสูง แล้วก็ตับอักเสบ
ต้นแบบ/ขนาดวิธีใช้

  • ทาแก้กลากเกลื้อนหรือโรคผิวหนังผื่นคันอื่นๆใช้ใบสดผสมน้ำมันถ่านหินหรือแอลกอฮอล์ 75 เปอร์เซ็นต์ หรือบางทีอาจใช้รากบดเป็นผงแช่แอลกอฮอลล์ 1 อาทิตย์ เอามาทาแก้โรคผิวหนัง ขี้กลากโรคเกลื้อน และก็ผื่นคันอื่นๆใช้ใบหรือรากสด ตำกับน้ำปูนใสผสมพริกไทย พอกแก้โรคผิวหนังเรื้อรัง ขี้กลาก รวมทั้งโรคผิวหนังอักเสบ หรือใช้ใบ (สดหรือแห้ง) หรือราก (สดหรือแห้ง) ตำให้ละเอียด แช่เหล้าพอเพียงท่วมตั้งไว้ 7 วัน นำน้ำยาที่ได้มาทาบริเวณที่เป็นเสมอๆหรือทาวันละ 3-4 ครั้ง จนกว่าจะหาย เมื่อหายแล้วให้ทาต่ออีก 7 วัน เหตุที่ต้องแช่ไว้นาน 7 วัน เป็นด้วยเหตุว่าน้ำยาที่ยังแช่ไม่ครบกำหนดจะมีฤทธิ์กัดผิวหนัง ถ้านำไปทาจะมีผลให้ผิวหนังแสบแล้วก็คันเยอะขึ้นเรื่อยๆ น้ำยาจากรากแห้งกัดผิวมากกว่าใบแห้ง
  • ส่วนน้ำยาจากใบสดไม่กัดผิว ใช้รับประทานเป็นยาข้างใน รักษาโรคโรคมะเร็ง รวมทั้งวัณโรคระยะเริ่มต้น


o ใช้ทั้งยังต้น สด ปริมาณ 30 กรัม ต้มกับน้ำ จำนวนท่วมใบยา ต้มดื่มต่างน้ำ
o ใช้ก้านแล้วก็ใบสด 30 กรัม (แห้ง 10-15 กรัม) ผสมน้ำตาลกรวดต้มน้ำดื่ม รักษาโรคปอดระยะเริ่มแรก

  • ช่วยขับเยี่ยว ให้ใช้ใบสด คั่วให้แห้งเอามาชงเป็นชาใช้ดื่มจะช่วยขับเยี่ยวได้


การเรียนรู้ทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ฆ่าเชื้อราและยีสต์     ผลการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้ารวมทั้งการวิจัยการฆ่าเชื้อรา Trichophyton rubrum ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคกลาก โดยวิธี paper disc เทียบกับยาต่อต้านเชื้อรา griseofulvin และ nystatin โดยใช้สารสกัดจากใบรวมทั้งกิ่ง ด้วยน้ำ แอลกอฮอล์ และก็คลอโรฟอร์ม พบว่าสารสกัดด้วยน้ำมีฤทธิ์น้อยมาก ส่วนสารสกัดด้วยแอลกอฮอล์และก็คลอโรฟอร์มมีฤทธิ์ต้านเชื้อราได้ดิบได้ดีพอเหมาะพอควร  สารสกัดทองคำพันชั่งน้ำหนักด้วยเมทานอล ไดคลอโรมีเทนและก็เฮก เซน มีผลยับยั้งเชื้อรา Epidermophyton floccousm, Microsporum gypseum, Trichophyton mentagrophytes แล้วก็ T. rubrum ที่นำมาซึ่งโรคผิวหนัง เมื่อทดสอบบนจานเลี้ยงเชื้อ   สาร rhinacanthin C, D แล้วก็ N ซึ่งแยกจากใบเมื่อนำมาทดลองฤทธิ์ต้านเชื้อรา บนจานเลี้ยงเชื้อ  พบว่าสารดังที่กล่าวผ่านมาแล้วทั้ง 3 ชนิด สามารถต้านทานเชื้อราที่ทำให้มีการเกิดโรคทางผิวหนัง ดังเช่น  Trichophyton rubrum, T. mentagrophytes และก็ Microsporum gypseum  ได้ โดยที่สาร rhinacanthin C มีฤทธิ์แรงที่สุด  สารสกัด RN-A รวมทั้ง RN-B ซึ่งเป็นกรุ๊ป sesquiterpenoid จากใบทองพันชั่ง มีลักษณะองค์ประกอบคล้ายกับสาร pyrano-1,2-naphthoquinones  สามารถฆ่าสปอร์ของเชื้อรา  Pyricularia oryzae ซึ่งเป็นราที่เป็นสาเหตุของโรคในข้าวเจ้าได้  สาร 3,4-dihydro-3,3-dimethyl-2H-naphtho(2,3-o)pyran-5,10-dione จากทองคำพันชั่งมีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อรา              สาร rhinacanthin C, D แล้วก็ N จากใบทองพันชั่ง สามารถยั้งยีสต์ Candida albicans ซึ่งเป็นต้นเหตุของการตำหนิดเชื้อราในช่องปากและก็ช่องคลอด
ฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัส  สารสกัดใบทองพันชั่งน้ำหนักด้วยน้ำและก็เอทานอล เมื่อเอามาทดลองฤทธิ์ต่อต้านเชื้อไวรัสในเซลล์เพาะเลี้ยง  พบว่าสามารถยับยั้งเชื้อไวรัส Herpes simplex type1 (HSV-1) ซึ่งเป็นต้นเหตุของเริม  สาร rhinacanthin C แล้วก็ D จากต้นทองคำพันชั่งน้ำหนัก เมื่อเอามาทดลองฤทธิ์ต่อต้านเชื้อไวรัส ในเซลล์เพาะเลี้ยง  พบว่าสามารถยับยั้งเชื้อ cytomegalovirus ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนี่งของการตำหนิดเชื้อไวรัสในคนป่วยภูมิคุ้มกันผิดพลาด  สาร rhinacanthin E รวมทั้ง F จากส่วนเหนือดินของต้นทองคำพันชั่ง เมื่อนำมาทดลองฤทธิ์ต่อต้านไวรัสในเซลล์เพาะเลี้ยง พบว่าสามารถยั้งเชื้อไวรัสที่นำไปสู่โรคไข้หวัดใหญ่ได้
การเรียนรู้ทางพิษวิทยา
การทดสอบความเป็นพิษ    สารสกัดต้นทองพันชั่งด้วยแอลกอฮอล์ปริมาณร้อยละ 50  เมื่อป้อนหรือฉีดเข้าใต้ผิวหนังในขนาด 10 กรัม/โล ไม่พบอาการเป็นพิษในหนูเม้าส์ ซึ่งขนาดที่ใช้ทดสอบนี้เป็น 3,333 เท่าของขนาดที่ใช้ในตำราเรียนยา
คำแนะนำ/ข้อควรคำนึง   การเก็บมาใช้ ควรจะเก็บใบแล้วก็รากจากต้นที่สมบูรณ์แข็งแรงได้รับปุ๋ย, แสงแดด และก็น้ำเพียงพอ กล่าวอีกนัยหนึ่งใบไม่มีจุดเหลือง มีสีเขียวสดเป็นมัน รวมทั้งควรเลือกเก็บจากต้นที่มีอายุเกิน 1 ปี หรือมีดอกแล้ว และก็สำหรับคนที่เป็นโรคหัวใจ โรคหืด โรคโลหิตจาง โรคมะเร็งในเลือด โรคความดันโลหิตต่ำ ไม่ควรกินสมุนไพรทองพันชั่ง
เอกสารอ้างอิง

  • นันทวัน บุณยะประภัศร, บรรณาธิการ. 2530. ก้าวไปกับสุมนไพร เล่ม 3 พิมพ์ครั้งที่ 1.กรุงเทพมหานคร:ธรรกมลการพิมพ์.
  • ทองพันชั่ง.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ทองพันชั่ง.ฐานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
  • Wu, T.S., Tien, J.J., Yeh, M.Y., and Lee, K.H. 1988. Isolation and cytotoxicity of rhinacanthin-A and - B, Two napthoquinones from Rhinacanthus nasutus. Phytochemistry 27 (12) : 3787-3788.
  • มาโนช วามานนท์ และเพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ, บรรณาธิการ. 2530. ยาสมุนไพร สำหรับงานสาธารณสุขมูลฐาน พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพมหานคร:โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก. http://www.disthai.com/
  • ทองพันชั่ง.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่6.คอลัมน์สมุนไพรน่ารู้.ตุลาคม 2522
  • ภโวทัย พาสนาดสภณ.สารออกฤทธิ์ในสมุนไพร (Active Ingradients in Herbs). คอลัมน์ บทความวิชาการ.วารสารวิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้าจันทบุรี.ปีที่ 27 .ฉบับที่1.กันยายน 2558 – กุมภาพันธ์ .2559. หน้า 120-131
  • ทองพันชั่ง.กลุ่มสมุนไพรแก้มะเร็ง.สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด.โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพฯรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี.
  • โครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเอง. 2531. ทองพันชั่ง : แก้กลาก เกลื้อน สังคัง. ข่าวสารสมุนไพร 32 : 32-35.
  • Wongwanakul, R., Vardhanabhuti, N.,Siripong, P., &Jianmongkol, S. (2013). Effects of rhinacanthin-C on function andexpression ofdrugeffluxtransporters in Caco-2cells. Fitoterapia,89, 80-85.



Tags : ทองพันชั่ง

7

สมุนไพรส้มเช้า
ส้มเช้าEuphorbia ligularia Roxb.
ชื่อพ้อง E. neriifolia Boiss. ส้มเช้า (กึ่งกลาง)
   ไม้พุ่ม หรือ ไม้ต้น ขนาดเล็ก สูง 5-7  ม. ไม่มีขน ข้อต่อตามกิ่งเป็นห้าเหลี่ยม ที่โคนก้านใบมีหู ใบเป็นหนาม ติดตามปลายๆกิ่ง ออกมาจากตุ่ม 1-2 อัน. ใบ ตกง่าย รูปไข่กลับ ขอบขนาน หรือ รูปไข่กลับ แกมรูปช้อน กว้าง 3-6 เซนติเมตร ยาว 15-30 ซม. ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ หรือ เป็นคลื่น โคนใบสอบแคบ เส้นกิ่งก้านสาขาใบมองเห็นได้ไม่ชัดเจน ก้านใบสั้น. ดอก ออกเป็นช่อ มีดอกย่อยรวมกันแน่นเป็นกลุ่ม ดอกเพศผู้ และก็ดอกเพศเมียอยู่บนช่อเดียวกัน โคนช่อมีกลีบรองกลีบดอกไม้สีเหลือง มีก้านสั้นๆแตกเป็นง่าม ออกช่อจากแอ่งเดียวกัน กระจุกช่อดอกที่อยู่ด้านข้างมีก้านช่อใหญ่ รวมทั้งสั้นมากมาย ช่อดอกที่อยู่ตามง่าม ชอบไม่มีก้าน รวมทั้งเป็นเพศผู้ล้วน ใบประดับประดาออกเป็นคู่ตรงกันข้ามกัน รูปไต เล็ก สมุนไพร ใบประดับรองดอกเป็นรูปครึ่งวงกลม เกลี้ยง ปลายแยกเป็น 5 กลีบ รูปกลมแกมหัวใจ ขอบจักเป็นฟัน ต่อมรูปไตปนขอบขนาน อยู่ตามทางขวาง; รังไข่ผิวเรียบ รวมทั้งเกลี้ยง ท่อรังไข่ติดกัน ตั้งตรง ปลายยอดดกกว่าโคน. ผล เป็นประเภทแห้ง ไม่มีเนื้อ มี 3 พู ประกอบด้วยผลเล็กๆค่อนข้างแบน 3 ผลรวมกัน.

นิเวศน์วิทยา
: กำเนิดตามป่าราบ และก็ป่าเบญจพรรณปกติ.
คุณประโยชน์ : สรรพคุณต่างๆเหมือนต้นสลัดไดป่า (E. antiquorum) มาก แต่ว่ายางต้นเป็นพิษน้อยกว่า ราก ใช้เบื่อปลา ตำเป็นยาฆ่าเชื้อโรคและแก้พิษแมลงกัดต่อย  ต้น น้ำต้มเปลือก กินเป็นยาระบาย ใบ ใช้เบื่อปลา

8

สมุนไพรกระเบาใหญ่
กระเบาใหญ่ Hydnocarpus anthelminthica Pierre
บางถิ่เรียก กระเบาใหญ่ กระเบาน้ำ กระเบาแข็ง กาหลง (ภาคกลาง) กระเบา (ทั่วไป) กระเบาตึก (เขมร-ตะวันอก) ตัวโฮ่งจี๊ (จีน) ค่อย (จังหวัดสุราษฎร์ธานี)
  ต้นไม้ ขนาดกึ่งกลาง สูง 15-20 ม. ลำต้นตรง. ใบ เดี่ยว ออกเวียนสลับ รูปขอบขนานปนรูปหอก กว้าง 4-6 เซนติเมตร ยาว 15-20 เซนติเมตร ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมนเบี้ยว ขอบใบเรียบ เนื้อใบครึ้ม หมดจด เส้นใบมี 8-10 คู่ เส้นใบย่อยสานกันเป็นร่างแหเห็นได้ชัด ใบแห้งสีน้ำตาลปนแดง [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] ดอก ออกตามง่ามใบ เป็นดอกแยกเพศ กลีบเลี้ยงแล้วก็กลีบดอกไม้มีอย่างละ 5 กลีบ ดอกเพศผู้ สีชมพู มีกลิ่นหอม ออกผู้เดียวๆก้านดอกยาว เกสรเพศผู้มี 5 อัน ดอกเพศภรรยา ออกเป็นช่อสั้นๆผล กลมใหญ่ มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 8-10 ซม. สีขาว ผิวเรียบ มีขน หรือ เกล็ดสีน้ำตาลแดงหุ้ม

นิเววิทยาศน์
: ขึ้นตามป่าดิบใกล้ชายน้ำ ทางภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระดับความสูงจากน้ำทะเล 50-200 ม.
สรรพคุณ : ต้น น้ำสุกเปลือก กินเป็นยาขับเยี่ยว เมล็ด เป็นยาขับพยาธิ เมื่อกระทำบีบเม็ดจะได้นำมันกระค่อย ใช้ทาแก้โรคเรื้อน หรือ โรคชันนะตุ ใช้ทาเช็ดนวดแก้ปวดท้อง รูมาว่ากล่าวซึม และก็โรคเก๊าท์

9

สมุนไพรเพกา
ชื่อพื้นบ้านอื่น  มะลิดไม้  มะลิ้นไม้  ลิดไม้ (ภาคเหนือ) หมากลิ้นก้าง หมากลิ้นช้าง (เงี้ยว-ภาคเหนือ) ดอก๊ะ  ด๊อกก๊ะ  ดุแก (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) กาโด้โด้ง (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี) เพกา (ภาคกลาง) ลิ้นฟ้า (เลย) เบโก (มลายู-นราธิวาส)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Oroxylum indicum (L.) Kurz
ชื่อวงศ์  BIGNONIACEAE
ชื่อสามัญ Indian trumpet flower.
ลักษณะทั่วไปทางพฤกษศาสตร์
ต้นไม้ขนาดเล็ก (ST) ผัดใบ สูงราวๆ 4-20 เมตร เปลือกต้น เรียบสีเทา บางคราวแตกเป็นรอยตื้นน้อย มีรูระบายอากาศกลาดเกลื่อนตามลำต้นแล้วก็กิ่งก้าน
ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก มีใบเดี่ยวๆขนาดใหญ่ที่ปลายก้าน ทรงกลม ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมน ก้านใบยาว ใบย่อยรูปไข่ ขอบของใบเรียบ ออกตรงข้ามชิดกัน อยู่ประมาณปลายกิ่ง ก้านใบย่อยสั้น แผ่นใบสีเขียวเข้ม
ดอก มีดอกเป็นช่อแบบช่อกระจะ ช่อมีขนาดใหญ่ออกที่บริเวณปลายยอด มีก้านช่อดอกยาว มีดอกย่อยขนาดใหญ่ รูปปากเปิดแบบสามมาตรด้านข้าง กลีบดอกไม้ดก มี 5 กลีบ ข้างนอกสีม่วงแดงหรือน้ำตาลคล้ำ ด้านในสีเหลืองเปรอะๆครึ่งสีชมพู โคนกลีบดอกเชื่อมชิดกันเป็นรูปลำโพง ส่วนปลายแยกออกเป็นกลีบย่นย่อขยุกขยิก รอบๆปลายกลีบดอกไม้ด้านในสีขาวอมเหลือง หรือขาวอมเขียว มีเกสรตัวผู้ 5 อันใกล้กับท่อดอกโคนก้านจะมีขน ผล เป็นฝักแบน ยาวเหมือนรูปดาบ แขวนระย้าอยู่เหนือเรือนยอด สีน้ำตาลดำ เมื่อแก่จะแตกออกเป็น 2 ส่วน
เมล็ด เมล็ดแบน มีปีกบางใสจำนวนไม่ใช่น้อย

นิเวศวิทยา
เป็นไม้ที่ขึ้นได้ทั่วไปทุกภาคของเมืองไทย ชอบขึ้นบนกลางแจ้ง รอบๆป่าเขาดิบ และก็ไร่ร้างธรรมดา
การปลูกแล้วก็แพร่พันธุ์
เป็นไม้ที่ปลูกได้ไม่ยาก และไม่อยากเอาใจใส่มากเท่าไรนัก เจริญเติบโตเจริญในที่ชื้นระบายน้ำดีโดยเฉพาะอย่างยิ่งดินซึ่งร่วนซุย ควรปลูกภายในหน้าฝน ขยายพันธ์ุด้วยการเพาะเมล็ดหรือการตัดชำราก
ส่วนที่ใช้กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมและสรรพคคุณ   
เปลือกราก รสฝาดขม แก้ปวดท้อง ฝาดวสมาน เป็นยาบำรุง แก้บิด แก้ท้องเดิน ขับเหงื่อ
ราก รสฝาดขม เป็นยาบำรุงธาตุ แก้ท้องวตก เจริญอาหาร นำไปสู่น้ำย่อยของกิน ฝนกับน้ำปูนใสทาแก้อาการอักเสบ ฟกช้ำ บวม ลำต้น รสขม แก้แมลงป่องต่อย เปลือกต้น รสขมฝาด ขับน้ำเหลืองเสีย ขับเลือด ขับเสมหะ ดับพิษเลือด เป็นยาขมเจริญอาหาร
ใบ รสฝาด ใช้ต้มดื่มแก้อาการปวดท้อง แก้ปวดข้อ รวมทั้งเจริญอาหาร
ผลอ่อนหรือฝักอ่อน รสขมร้อน ขับผายลม เป็นยาบำรุงธาตุ                                                     
ผลแก่หรือฝักแก่ รสขมร้อน แก้ร้อนในหิวน้ำ
เมล็ดแก่ รสขม เป็นยาอมแก้ไข ขับเมหะ ใช้เป็นส่วนประกอบอย่างหึ่งในน้ำจับเลี้ยงของคนจีนแก้ร้อนใน
การใช้รวมทั้งจำนวนที่ใช้

  • ขับเลือด ขับน้ำเหลืองเสีย โดยใช้เปลือกต้นสด 1 กำมือ หรือหนักประมาณ 20 กรัม สับเป็นชิ้นต้มในน้ำที่สะอาด 1 ลิตร เคี่ยวให้เหลือ 3 ใน 4 ส่วน กรองเอาน้ำกิน รุ่งเช้า-เย็น 2. แก้ปวดฝี โดยใช้เปลือกสด ประมาณ 1 ฝ่ามือฝนกับเหล้าโรงทาบริเวณที่บ่อยๆ
  • แก้อาการร้อนใน แก้ไอ และขับเสลด เมล็กเป็นส่วนประกอบอย่างหนึ่งใน “น้ำจับเลี้ยง” ของคนจีน โดยใช้เม็ดทีละ 0.5-1 กำมือ (หนักโดยประมาณ 1.5-3 กรัม) ใส่น้ำประมาณ 300 มล. ต้มไฟอ่อนพอเดือดนานราวๆ 1 ชั่วโมง ดื่มวันละ 3 ครั้ง



Tags : สมุนไพร

10

สมุนไพรต้นเอียน
ต้นเอียน Neolitsea zeylanica Merr. ต้นเอียน (ภาคใต้)
 ต้นไม้ สูงได้ถึง 15 ม. เปลือกสีเทา หรือเทาอมชมพู เรียบหรือมีรอยแตกตามยาวน้อย แขนงเรียวเล็ก ใบ เดี่ยว ออกเวียนสลับรอบกิ่งแบบบันไดเวียน ใบอ่อนสีชมพูอ่อน รูปรี รูปไข่ หรือรูปขอบขนานปนรูปไข่ กว้าง 2-7.5 ซม. ยาว 3.5-14 ซม. ปลายใบเรียวยาว ปลายสุดมน โคนใบแหลม เนื้อใบเหมือนแผ่นหนังบางๆข้างล่างเป็นรอยเปื้อนขาว เส้นใบมี 3-4 คู่ คู่ล่างสุดยาวขึ้นไปถึงราวๆกลางใบ ก้านใบยาว 0.5-2 เซนติเมตร ข้างบนเป็นร่อง เกลี้ยง ดอก ออกตามง่ามใบ หรือตามกิ่ง มีตั้งแม้กระนั้น 1-4 ดอก มีใบตกแต่ง 4 ใบ ด้านดอกย่อยมีขน ยาวราวๆ 3 มิลลิเมตร กลีบรวม 4 กลีบ มีขน [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url][/url][/color] ดอกเพศผู้ มีเกสรเพศผู้ 6 อัน เรียงเป็น 2 วง วงนอก 4 อัน หันหน้าเข้าข้างใน ไม่มีต่อม วงใน 2 อัน เบือนหน้าเข้าข้างใน มีต่อมที่โคนก้านเกสร 2 ต่อ อับเรณูมี 4 ช่อง ดอกเพศภรรยา มีเกสรเพศผู้เป็นหมัน 6 อัน รูปยาว หรือรูปช้อน เกสรเพศเมียรูปกลม ผล กลมเส้นผ่าศูนย์กลาง 7-12 มิลลิเมตร เมื่ออ่อนสีเขียวแก่เกือบจะดำ มีกลีบรวมซึ่งเชื่อมกันเป็นรูปถ้วยรองรับอยู่ บางทีอาจจะออกลำพังๆหรือออกเป็นกลุ่มตั้งแต่ 2-6 ผล

นิเวศน์วิทยา
: ชอบขึ้นตามหาดทรายแล้วก็ตามหิน
สรรพคุณ : ราก ต้น ตำเป็นยาพอกแก้แผลหรือเล็บอักเสบ[/size][/b]

11

ไก่บ้าน
ไก่บ้าน หรือไก่เลี้ยง เป็นสัตว์ ๒ ขา มีขนปกคลุมตัว แล้วก็มีปีก เป็นสัตว์เลี้ยงที่อยู่คู่กับมนุษย์มาแต่ว่าสมัยก่อน ปัจจุบันมีการพัมนาสายพันธุ์ต่างๆเยอะแยะ มีทั้งๆที่เลี้ยงเพื่อกินเนื้อ เรียกไก่ เนื้อ รวมทั้งประเภทที่เลี้ยงเพื่อรับประทานไข่ เรียกไก่ไข่
ไก่บ้าน มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gallus gallus (Linnaeus)

อยู่ในตระกูล Phasianidae มีชื่อสามัญว่า domestic fowl
[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/i][/b][/url] เป็นไก่ที่มีสายพันธุ์มาจากไก่ป่า (junglefowl) ก็เลยมีลักษณะทั่วๆไปคล้ายไก่ป่า สิ่งที่แตกต่างที่พินิจได้ง่ายระหว่างไก่บ้านกับไก่ป่าก็คือ หน้าแข้งของไก่บ้านมีสีได้หลายสี ยกตัวอย่างเช่น สีขาว สีเหลือง แต่ของไก่ป่ามีเพียงแค่สีเดียวเป็นสีเทาเข้ม

12
เรียนในอเมริกา / สัตววัตถุ นกกวัก
« เมื่อ: 16 ม.ค. 2018, 10:39:38 am »

นกกวัก
นกกวักมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Amaurornis phoenicurus (Pennant)
จัดอยู่ในสกุล Rallidae
มีชื่อสามัญว่า white – breasted waterhen หรือ white – breasted swamphen
ชีววิทยาของนกกวัก
นกประเภทนี้เป็นนกขนาดกึ่งกลาง รูปร่างป้อม ความยาวของตัววัดจากปลายปากถึงปลายหางราว ๓๐ เซนติเมตร ปากสีเหลือง โคนปากสีแดง หน้าผาก คอกระทรวงอุตสาหกรรมและท้องสีขาว ด้านบนลำตัวสีดำ ด้านข้างตรงโคนขาสีเทา ตูดสีน้ำตาล ขาและก็นิ้วยาวสีเหลือง นกกวักมีลักษณะว่องไว มักหากินตัวเดียวโดดๆตามหนองที่มีพรรณไม้น้ำลอยอยู่ วิ่งบนไม้น้ำได้อย่างรวดเร็ว มักออกหากินตอนพลบค่ำหรือย่ำรุ่ง แผดเสียงร้องดัง “กวัก กวัก” ขณะเดินเล่น ลำตัวจะอยู่ในแนวขนานกับพื้นดิน รวมทั้งกระดกหางไปด้วย ว่ายน้ำเก่ง แต่ว่าบินไม่เก่งนัก ขณะบินขาจะแขวนลง นกประเภทนี้กินสัตว์น้ำตัวเล็กๆเป็นของกิน ตัวอย่างเช่น กุ้ง หอย ปู ปลา และพืชที่ขึ้นอยู่ในน้ำลางจำพวก ทำรังด้วยกิ่งไม้แล้วก็ใบไม้ในบริเวณพงพืชน้ำที่รกทึบ ตกไข่คราวละ ๕ – ๗ ฟอง ไข่สีฟ้าอ่อน มีจุดสีเทา เพศผู้แล้วก็ตัวเมียเปลี่ยนกันกกไข่ ใช้เวลาฟักราว ๒๐ วัน พบได้ในทุกภาคของประเทศ

คุณประโยชน์ทางยา
สมุนไพร ตำราคุณประโยชน์ยาโบราณใช้น้ำมันนกกวักผสมยาทาแก้แผลโรคเรื้อน โรคมะเร็ง รวมทั้งพยาธิผื่นคันต่างๆ

13

สมุนไพรสาบแร้งสาบกา
สาบแร้งสาบกา Pogostemon auricularius (L.) Hassk.
ชื่อพ้อง Dysophylla auricularia (L.) Blume สาบนกแร้งสาบกา (จังหวัดสุราษฎร์ธานี)
ไม้ล้มลุก อายุปีเดียว สูง 30-70 เซนติเมตร ลำต้นผู้เดียวตั้งชัน หรือ แตกกิ่งห่างๆมีขนเรี่ยราย ใบ โดดเดี่ยว ออกตรงกันข้าม รูปไข่แคบ หรือ รูปไข่ กว้าง 2-3 เซนติเมตร ยาว 4-6 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบสอบ หรือ กลม ขอบใบจักแบบฟันเลื่อยไม่บ่อยนักกัน เฉพาะขอบบริเวณโคนใบเรียบมีขนทั้งด้านบน รวมทั้งข้างล่าง เนื้อใบบาง ก้านใบยาว 2-8 มิลลิเมตร มีขน สมุนไพร ดอก ออกเป็นช่อที่ยอดลักษณะเป็นแท่งทรงกระบอกยาว 4-7 ซม. ดอกขนาดเล็ก มากไม่น้อยเลยทีเดียวอัดกันแน่นรอบแกนดอกตลอดช่อ มีขน ใบแต่งแต้มมีขนาดเล็ก รูปรีแคบ ตามขอบมีขนยาว กลีบเลี้ยงเชื่อมชิดกันคล้ายรูประฆัง ยาว 1.2-1.5 มิลลิเมตร มีต่อมเป็นจุดๆปลายหยักแหลม 5 หยัก ขนาดเกือบเท่ากันเมื่อดอกเจริญวัยไปได้ผล กลีบเชื่อมติดกันเป็นหลอดเล็ก ตรงปลายหลอดแยกเป็นแฉกมนๆ4 แฉก มีขน เกสรเพศผู้มี 4 อัน ก้านเกสรมีขน ผล รูปรี เล็ก ผิวเป็นลายร่างแหถี่ๆ

นิเวศน์วิทยา
: เป็นวัชพืชขึ้นทั่วไป
สรรพคุณ : ต้น ตำผสมกับน้ำมะนาว เป็นยาพอกท้องเด็ก แก้เจ็บท้อง ท้องเดิน ขับพยาธิ ไตอักเสบ แก้ผื่นคัน น้ำต้มต้นใช้ทาถูกนวดแก้ปวด rheumatismรวมทั้งใช้ข้างนอกเป็นยาล้างแผล

14
เรียนในอเมริกา / สัตววัตถุ มดเเดง
« เมื่อ: 15 ม.ค. 2018, 04:59:10 am »

มดแดง
มดแดงเป็นมด มีสีแดง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Oecophyllasmaragdina(Fabricius)
จัดอยู่ในตระกูล Formicidae
ชีววิทยาของมด
มดเป็นแมลงพวกหนึ่ง มีลักษณะที่สำคัญเป็น  บริเวณส่วนท้องคอดกิ่วในขณะที่ตืดกับอกทางด้านหลังของส่วนท้องบ้องที่ ๑  หรือในมดบางชนิดศูนย์รวมไปถึงบ้องที่  มดมีลักษณะเป็นโหนกสูงมากขึ้น โหนกนี้อาจโค้งมนหรือมีลักษณะเป็นแผนแบนก็ได้ ลักษณะโหนกนี้เป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้มดแตกต่างไปจากกลุ่มแมลงที่ดูคล้ายคลึงกัน  อาทิเช่น  พวกต่อและก็แตน หรือแตกต่างไปจากปลวกที่คนทั่วๆไปมักงงงวยกัน โดยมองเห็นมดกับปลวกเหมือนกันไปหมด เว้นแต่ไม่ราวกับมดตรงที่ไม่มีโหนกแล้วปลวกยังมีส่วนท้องไม่คอดกิ่วอีกดัวย แบบนี้เพราะบ้องแรกๆของส่วนท้องของปลวกนั้น มีขนาดโตเท่าๆกับส่วนนอก หรือโตกว่าส่วนนอก
มดอยู่รวมกันเป็นกลุ่มเดียวกับปลวก มีชีวิตแบบสังคม โดยทำรังอยู่ดัวยกันรังหนึ่งๆเป็นร้อย เป็นพัน หรือ หลายหมื่น หลายแสนตัว ไม่มีชนิดใดอยู่โดดเดี่ยว ประกอบดัวยวรรณะ แต่ละวรรณะมีขนาด รูปร่าง ลักษณะ แล้วก็เพศแตกต่าง กล่าวอีกนัยหนึ่ง มดตัวเมียเป็นแม่รัง เพศผู้เป็นพ่อรัง แล้วก็มดงานอันเป็นมดตัวเมียที่เป็นหมันทำหน้าที่สร้างรัง เลี้ยงรัง และเฝ้ารัง แต่ละวรรณะอาจมีรูปร่างลักษณะไม่เหมือนกันออกไปอีก
ยกตัวอย่างเช่น มดงานซึ่งเป็นพวกที่ไม่มีปีกก็อาจทำหน้าที่สร้างรังรวมทั้งเลี้ยงรัง พวกนี้มีร่างกายขนาดปรกติ หัวกระทรวงอุตสาหกรรมและก็ท้องได้สัดส่วนกัน แต่ในเวลาเดียวกันบางทีอาจพบมดงานซึ่งปฏิบัติภารกิจเฝ้ารัง มดพวกนี้นอกจากตัวใหญ่กว่ามดงานธรรมดาเป็นอย่างมากแล้ว ยังมีหัวโต กรามใหญ่ ไม่ได้รูปทรงกับลำตัวดัวย
ในหมู่มดตัวผู้และก็มดตังเมียซึ่งเป็นพ่อรังและก็แม่รังนั้น บางทีอาจเจอได้ทั้งพวกที่มีปีกและไม่มีปีก หรือมีลำตัวโตหรือเล็กขนาดไล่เลี่ยกับมดงานก็มี อย่างไรก็แล้วแต่มดตัวเมียที่เป็นแม่รังนั้นมักมีขนาดโตกว่าเพศผู้และก็มดงาน บางทีอาจพินิจมดเพศผู้ได้จากดางตาที่โตกว่ามดแม่รังแล้วก็มดงานลูกรัง ซึ่งพวกข้างหลังนี้มักมีตาเล็ก กระทั่งบางครั้งบางคราวแทบไม่เห็นว่าเป็นตา ส่วนมดพ่อรังหรือมดแม่รังที่มีปีกนั้น รูปแบบของปีกแตกต่างจากพวกปลวกหรือแมลงเม่าอย่างเห็นได้ชัด พูดอีกนัยหนึ่ง ปีกคู่หน้าของมดโตกว่าปีกคู่หลังมาก รูปร่างของปีกคู่หน้ารวมทั้งปีกคู่ข้างหลังก็แตกต่างกัน รวมทั้งที่สำคัญคือมีเส้นปีกน้อย ส่วนปลวกนั้น ปีกคู่หน้ากับปีกคู่ข้างหลังมีขนาดไล่เลี่ยกัน และก็รูปร่างของปีกก็คล้ายคลึงกัน เส้นปีกมีมากกว่าเส้นปีกของมดมากมาย เห็นเป็นลวดลายเต็มไปทั้งปี

สมุนไพร ในปัจจุบันมีการราวๆกันว่า มดที่มีการแยกชื่อวิทยาศาสตร์ไว้แล้ว มีอยู่ไม่น้อยกว่า ๖,๐๐๐ประเภท คนประเทศไทยต่างเคยชินกับมดอย่างดีเยี่ยม เพราะเหตุว่ามีมดหลายชนิดอาศัยตามบ้านที่พัก หรือในรอบๆใกล้เคียงกัยบ้านช่อง การเรียกชื่อมดของคนประเทศไทยบางทีอาจเรียกชื่อตามสีสันของมด โดยการเรียก “มด” นำหน้า ดังเช่น มดแดง(OecophyllasmaragdinaFabrius) เพราะว่ามีตัวสีแดง มดดำ (CataulacusgranulatusLatreillr, Hypocli-neathoracicus Smith) ซึ่งสติไม่ดีไปเป็นมด เป็นต้น มดบางจำพวกเราเรียกชื่อตามอาการอันมีสาเหตุจากถูกมดนั้นกัด อย่างเช่น มดคัน (CamponotusmaculatusFabricius) ซึ่งเมื่อถูกกัดแล้วจะมีผลให้รู้สึกคันในบริเวณแผลที่กัด  หรือมัดคันไฟ  (Solenopsis  geminate Fabricius, SolenopsisgeminataFabricius var. rufaJerdon) ซึ่งเมื่อถูกกัด นอกจากมีลักษณะคันแล้ว ยังมีลักษณะอาการแสบร้อนราวกับถูกไฟลวก
บางชนิดก็เรียกตามลักษณะท่าทางที่มดแสดงออก ดังเช่น มดรีบ (AnoploessislongipesJerdon) ซึ่งเป็นมดที่ถูกใจวิ่งเร็วและวิ่งพล่านไป เปรียบได้เสมือนดั่งคนที่วิ่งดัวยความสะดุ้ง  มดจำพวกนี้บางที่เรียกสั้นๆว่า มดตะลาน  ที่เพี้ยนเป็นมดตาลานก็มี หรือมดก้นงอล (CrematogasterdoheniiMaye) อันเป็นมดที่เวลาเดินหรือวิ่งมักยกท้องขึ้นสูงตั้งฉากกับพื้น  ทำให้ดูเหมือนตูดงอล  ฯลฯ
มดบางประเภทเป็นมดที่ประชากรตามท้องถิ่นใช้บริโภค  จึงเรียกไปตามรสอย่างเช่น  ทางภาคเหนือ  อันอาทิเช่น  ชาวจังหวัดแพร่  น่าน  ลำพูน  เชียงราย  เชียงใหม่  ฯลฯ  นิยมใช้มดแดงซึ่งมีรสเปรี้ยวแทนน้ำส้ม  ก็เรียกว่า มดส้มหรือมดมัน  ซึ่งประชาชนบางถิ่นนิยมกินกันเหตุเพราะมีรสชาติมันแล้วก็อร่อย  ก็เลยเรียกชื่อตามรสชาตินั้น อย่างไรก็แล้วแต่  มีมดบางจำพวกที่ชาวบ้านมิได้รัชูชื่อโดยใข้คำ “มด” นำหน้ายกตัวอย่างเช่น เศษไม้ดิน (Doeylusorientalis  Westwood) ซึ่งเป็นมดประเภทหนึ่งที่ทำลายกัดกินฝักถั่งลิสงที่ยังมิได้เก็บเกี่ยวอยู่ในดิน
มดก็เช่นเดียวกับแมลงประเภทอื่นที่อาจมีการรัชูชื่อเพี้ยนไปตามท้องภิ่นตัวอย่างเช่น  แม่รังที่มีปีกของมดแดง (OecophyllasmsrhdineFabrius) ชาวชนบทในท้องถิ่นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  อันดังเช่น  ชาวจังหวัดนครราชสีมา ขอนแก่น จังหวัดบุรีรัมย์ ศรีสะเกษ จังหวัดสุรินทร์ นครพนม ร้อยเอ็ด อุบลราชธานีเรียกแม่เป้งในช่วงเวลาที่คนภาคกบางมัดเรียกมดโม่ง  ส่วนชาวจังหวัดภาคใต้  อย่างเช่น  จังหวัดชุมพร  จังหวัดสุราษฎร์ธานี  สงขา  นครศรีธรรมราช  ภูเก็ต  เรียกว่าแม่เย้าหรือแม่เหยา
มดมีวงจรชีวิตในลักษณะที่พ่อรังและก็แม่รังที่มีปีกจะบินอกกจากรังและผสมพันธุ์กันเมื่อถึงเวลาแล้ว  มดเพศผู้มักตาย  มดตัวเมียซึ่งเตรียมสร้างรังใหม่ก็จะหาที่พักอิงอันมิดชิด  แล้วสลัดปีกทิ้ง  คอยกระทั่งไข่แก่ก็จะว่างไข่ เมื่อไข่ฟักเป็นตัวอ่อนแม่รังก็จะให้อาหารเลี้ยงลูกอ่อนจวบจนกระทั่งเข้าดักแด้  และอกกมาเป็นตัวโตเต็มกำลังเปลี่ยนเป็นมดงานที่อุปถัมภ์แม่ถัดไป  เมื่อมดงานทำหน้าที่เลี้ยงรังได้แล้ว  แม่รังก็ทำ
หน้าที่ตกไข่เพียงอย่างเดียว  การควบคุมวรรณะของรังบางทีอาจปฏิบัติโดยการวางไข่ที่แตกต่างกัน  ดังเช่น  ขนาดไม่เหมือนกัน  ไข่ขนาดเล็ฟกออกมาเป็นมดตัวเมียที่เป็นแม่รังรวมทั้งมดงาน  ส่วนไข่ขนาดใหญ่เป็นมดตัวผู้หรือมดพ่อรัง  รูปแบบของวงจรชีวิตแบบนี้ไม่เหมือนกับปลวก  เพราะเหตุว่าปลวกนั้นเป็ฯแมลงเม่า  ซึ่งประกอบดัสยพ่อรวมทั้งแม่ปลวกที่มีปีกบินขึ้นผสมกันแล้  บิดารังมักมีชืวิตอยู่และก็ร่วมทำรักับแม่ปลวกซึ่งเตรียมวางไข่  เมื่อไข่ฟักเป็นตัว  ก็จะเป็นปลวกงานซึ่งสามารถดำเนินงานชุบเลี้ยงพ่อแม่ได้โดยไม่ต้องรอคอยให้โตเต็มกำลังซะก่อน
นิสัยคาวมเป็นอยู่ของมดก็มีลักษณะต่างๆกัน  บางพวกสร้างรังอยู่บนต้อนไม้โยใช่ใบไม้ที่อาศัยมาห่อทำเป็นรวงรัง  ดังเช่นมดแดง  หรือขนเศษพืชดินผสมน้ำลายสร้างรังชิดกับไม้ที่อาศัย  ดังเช่นว่ามดลี่หรือมดตูดงอล  บางพวกสร้างรังในดินมีลักษณะเป็นช่องสลับซับซ้อนเหมือนรังปวก  ดังเช่นมดมันหรือแมลงมัน  รังของมดจึงมัลักษณะของวัสดุที่สร้าง  องค์ประกอบ  และก็รูปร่างแตกต่างกันไปมากมายก่ายกองให้มองเห็นได้เสมอ
ชีวิวิทยาของมดแดง
เมื่อมดแม่รังได้รับการผสมพันธุ์แล้ว  ครั้นไข่แก่ก็จะวางไข่  ไข่มดแดงมีขนาดเล็กสีขาวขุ่น  จะถูกวางเป็นกระจุกใกล้กับใบไม้ด้านในรัง   ไข่ที่ได้รับการผสมจะเจริญก้าวหน้าไปเป็นมดงานและมดแม่รังส่วนไข่ที่มิได้รับผสมจะเจริญก้าวหน้าไปเป็นมดตัวผู้  เมื่อไข่ก้าวหน้าขึ้นก็จะเข้าสู้ระยะตัวอ่อนในระยะนี้อาจทานอาหารแล้วก็ขยับเขยื้อนตัวได้น้อย  หลังจากนั้นก็แปลงเป็นดักแด้ซึ่งมีลักษณะเหมือนตัวสมบูรณ์เต็มวัยทุกๆอย่าง ขาแล้วก็ปีกเป็นอิสระจากลำตัว  รวมทั้งหยุดทานอาหาร  แล้วก็จะลอกตราบออกมาเป็นตัวเต็มวัย  และก็ที่ขาวขุ่นก็จะเริ่มกลายเป็นสีอื่นตามวรรณะมดตัวโตเต็มวัยทั้ง๓ วรรณะอาทิเช่น
๑. มดแม่รัง มีความยาว  ๑๕-๑๘ มิลลิเมตร  สีเขียวใสจนกระทั่งสีน้ำตาลปนแดงหัวรวมทั้งอกสีน้ำตาลคล้ายมดงาน  แต่ว่าหัวกว้างว่า  ส่วนนอกสั้น  อกบ้องแรกตรงอกข้อที่ ๓ ทู่ ขาสั้นกว่ามดงาน ปีกกว้าง  ข้อต่อหนวดสั้นกว่ากว่ามดงาน  ส่วนท้องเป็นรูปไข่  เมื่อได้รับการผสมพันธุ์แล้ว  จะมีขนาดใหญ่ขึ้นเท่าตัว  ทำหน้าที่แพร่พันธุ์  รังหนึ่งอาจพบมดแม่รังหลายตัว  แต่จะมีเพียงแต่ตัวเดียวแค่นั้นที่จะสืบพันธุ์ได้
๒. มดตัวผู้  มีความยาว ๖-๗ มิลลิเมตร  ลำตัวสีดำ  หัวเล็ก  กรามแคบตาโต  หนวดเป็นแบบด้าย  มี ๑๓ ปล้อง  ฐานหนวดยาว  ปลายเส้นหนวดค่อยๆใหญ่ขึ้นเป็นรูปกระบอก  อกข้อที่ ๓ ใหญ่  ข้อต่อหนวดยาว  ท้องรูปไข่  ปีกสีนวลใสมีบทบาทผสมพันธุ์พียงอปิ้งเดียว  อายุสั้นมากมาย  เมื่อสืบพันธุ์แล้วจะตาย
๓.  มดงาน  มีความยาว ๗-๑๑ มิลลิเมตร  กว้าง ๑.๕– ๒ มิลลิเมตร  สีแดงหัวรวมทั้งอกมีขนสั้นๆ หัวกลม  ส่วนล่างแคบ  ฟันกรามไขว้กัน  ปลายแหลมโค้งตอนต่อไปแคบ  อกบ้องที่  ๒  กลม  โค้งขึ้น  อกบ้องที่ ๓ คอด  เหมือนอาน  ขายาวเรียว  ข้อต่อหนวดรูปไข่  ส่วนท้องสั้น  เป็นมดตัวเมียที่เป็นหมันไม่มีปีก  มีหน้าที่หาร  ทำรัง  และก็คุ้มครองศัตรู
ผลดีทางยา
ตำราเรียนคุณประโยชน์ยาบาราณว่า  น้ำเยี่ยวมดแดงสีรสเปรี้ยว  ฉุน  สูดกลิ่นแก้ลมแก้พิษเสมหะเลือด ราษฎรบางถิ่นใช้มดแดงทำลายพิษ  โดยการเอารังมดแดงมาเคาะใส่รอบๆปากแผลที่ถูกงูมีพิษกัด  ให้มดต่อยที่รอบๆนั้น  ไม่นานมดแดงก็จะตาย  ใช้มือเฉือนเอามดแดงเอาไป  แล้วเคาะมดแดงลงไปใหม่  ทำอีกครั้งๆไปเรื่อยจชูว่ากำลังจะถึงมือแพทพ์  บางครั้งบางทีอาจจะต้องใช้มดแดงถึงกว่า ๑๐ รัง นอกจากนั้น  ประชาชนบางถิ่นยังบางทีอาจใช้เยี่ยวมดแดงทำความสอาดรอยแผลได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกำเนิดรอยแผลขึ้น  และไม่อยู่ในข้อจำกัดที่จะชำระล้างบาดแผลหรือหายาใส่แผลได้  ดังเช่นว่า  เมือ่อยู่ในป่าหรือในทุ่งข้าว  ก็บางทีอาจเอามดแดง ๕-๑๐ ตัว (ตามขนาดของรอยแผล)  วางไว้บริเวณปากแผล  ให้ปวดแสบปวดร้อนมากมาย
พระคัมภีร์ธาตุวิภังค์ให้ยาแก้ “วัณโรค ๗ ประการ”  อันเกิดบางทีอาจ “หนองพิการหรือแตก” ซึ่งกระตุ้นให้เกิดอาการไอ  ผอมเกร็ง  เบื่ออาหารยาขนานนี้เข้า “รังมดแดง” เป็นเครื่องยาด้วย  ดังนี้ ปุพ์โพ  คือหนองพิการหรือแตก ให้ไอเป็นอันมาก  ให้กายผอมแห้งแรงน้อยหนัก  ให้ทานอาหารไม่จักรส  มักเป็นฝีในท้อง ๗ ประการ  หากจะแก้ท่านให้เอารังมดแดง ๑ ตำลึง  หัวหอม ๑ ตำลึง ๑ บาท ขมิ้นอ้อยยาว ๑ องคุลี  ยา ๗ สิ่งนี้ ต้ม ๓ เอา ๑ แทรก ดีเกลือตามธาตุหนักและธาตุเบาชำระบุมีดพร้ายซะก่อน แล้วจึงประกอบยาประจำธาตุในเสลดก็ได้

15

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพรกะตังใบ[/url][/size][/b]
กะตังใบ Leea indica (Burm.f.) Merr.
บางถิ่นเรียกว่า กะตังใบ (กรุงเทพมหานคร จันทบุรี เชียงใหม่) นางใบ (จังหวัดตราด) ช้างเขิง (ฉาน) ตองจ้วม ตองต้อม (ภาคเหนือ) บั่งบายต้น (ตรัง)
         ไม้ต้น หรือ ไม้ต้นขนาดเล็ก สูงได้ถึง 10 ม. ลำต้นสะอาด หรือปกคลุมด้วยขนสั้นๆใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก (1-)2- หรือ 3 ชั้น ใบย่อยมี 7- ถึงเป็นจำนวนมาก หูใบรูปไข่กลับ กว้างได้ถึง 4 ซม. ยาว 6 ซม. มักจะหมดจด หรือมีขนกระจาย หูใบร่วงง่าย นำมาซึ่งการก่อให้เกิดรอยแผลเป็นสามเหลี่ยมกว้าง แกนกลางใบยาว 10-35 เซนติเมตร สะอาด หรือมีขนสั้นปกคลุม ใบย่อยรูปขอบขนานแกมรูปไข่ ถึงรูปหอกปนรูปไข่ หรือรูปรี หรือรูปใบหอกปนรี กว้าง 3-12 เซนติเมตร ยาว 10-24 ซม. ปลายใบแหลมถึงเรียวแหลม โคนใบสอบ หรือกลม หรือเว้า เล็กน้อย สมุนไพร ขอบของใบจะมน หรือจะแบบฟันเลื่อย หรือแบบซี่ฟันตื้นๆเนื้อใบดกปานกลาง ข้างล่างมีต่อมขนาดเล็กรูปเหลี่ยม หรือกลม เส้นใบมี 6-16 คู่ ก้านใบย่อยยาวได้ถึง 25 มม. เกลี้ยง หรือมีขน ก้านใบรวมยาว 10-25 ซม. ดอก สีขาวอมเขียว ออกเป็นช่อกว้าง ดอกติดห่างๆยาว 10-25 เซนติเมตร เกลี้ยง หรือมีขนน้อย ริ้วแต่งแต้มมีตั้งแต่สามเหลี่ยมออกจะกว้าง ถึงรูปสามเหลี่ยมแคบ ยาวราว 4 มม. ก้านช่อดอกยาวได้ถึง 15 เซนติเมตร กลีบเลี้ยงยาว 2-3 มิลลิเมตร เชื่อมชิดกันที่โคน ปลายแยกเป็นแฉกแหลม 5 แฉก กลีบดอกไม้ 5 กลีบ เชื่อมชิดกันที่โคน เกสรเพศผู้มี 5 อัน ติดอยู่กับหลอดเกสรเพศผู้ ปลายอับเรณูจะโผล่พ้นหลอดออกไปเป็นแฉกมนๆปลายแฉกเว้า เกสรเพศเมียมี 6 ช่อง แต่ละช่องมีไข่ 1 เม็ด ก้านเกสรสั้น ปลายมน ผล กลม แป้น ผิวบาง มีเนื้อนุ่ม สีม่วงดำ มี 6 เมล็ด

นิเวศน์วิทยา : ขึ้นได้ทั่วไปในทุกภาคของประเทศ
สรรพคุณ : ราก น้ำต้มรับประทานเป็นยาพาราท้อง ท้องเสีย แก้บิด ขับเหงื่อ แล้วก็เป็นยาเย็น แก้อาการอยากดื่มน้ำ ใบ ย่างไฟให้ไหม้เกรียม ใช้พอกหัว แก้วิงเวียน งงงัน ตำเป็นยาพอกแก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และแก้ผื่นคันตามผิวหนัง น้ำยางจากใบอ่อนกินเป็นยาช่วยสำหรับการย่อย ผล กินได้

Tags : สมุนไพร

หน้า: 1 2 3