แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - far1122

หน้า: 1 2 3 ... 9
1

ถั่งเช่า
ทานถั่งเช่าเห็นผลด้านในกี่วัน
-ถั่งเช่า ช่วยรักษาคนที่มีลักษณะจากการที่สืบเนื่องมาจากการเป็นโรคไตอย่างเช่นอาการ ปวดหลัง ปัสสาสะหลายครั้ง ฯลฯ
-ช่วยเพิ่มความฟิตให้กับร่างกายของนักกีฬาได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักกีฬาจำพวกวิ่งแข็ง หรือนักกีฬาที่ใช้ภาระกำลังอย่างมาก
-ช่วยเพิ่มสมรรถภาพเพศได้อย่างดีเยี่ยมเนื่องจาก ถั่งเช่านั้นช่วยให้เลือดเข้าไปหล่อเลี้ยงที่อวัยวะสืบพันธุ์ได้มากขึ้น-สมุนไพร ถั่งเช่าช่วยให้น้ำกามน้ำอสุจิแข็งแร็ง
-ถั่งเช่า ช่วยลด และต่อต้านอนุมูอิสระภายในร่างกาย ช่วยยั้งแล้วก็ชะลอความแก่ได้ รวมทั้งซ่อมเซลต่างๆที่เสื่อมในร่างกาย
-ช่วยเพิ่มความจำ แล้วก็ป้องกันโรคสมองเสท่อมได้
-ช่วยลดอาการใจสั่น และก็หัวใจเต้นเร็ว ที่มีต้นเหตุมาจากโรคที่เกิดขึ้นและมีปัญหาเกี่ยวกับความดันโลหิต
-ช่วยขยายหลอดเลือด ช่วยเพิ่มระดับออกสิเจนในเลือด รวมถึงช่วยให้เลือดมีระบบระเบียบไหลเวียนที่ดีขึ้น
-ช่วยยับยั้งเชื้อร้ายอย่างแบคทีเรียในร่างกายได้ถึงแม้ว่าจะเชื้อแบคทีเรียที่ร้ายแรงอย่างวัณโรคก็ตาม
-ถั่งเช่า ช่วยทำให้เลือดลมของสุขภาพสตรีเดินดียิ่งขึ้น ระดูมาธรรมดา รวมทั้งยังช่วยทำให้สุขภาพสตรีมีความพร้อมเพรียงที่จะมีบุตรเพิ่มมากขึ้นดด้วย
-ช่วยต้านมะเร็ง เพราะสารคอร์ไดเซปินใน ถั่งเช่าเป็นสารต้านทานมะเร็งทำให้ยั้งการเป็นวัณโรคมะเร็งได้ รวมทั้งช่วยไม่ให้ผู้เจ็บป่วยโรคมะเร็งที่หายแล้วกลับมาเป็นอีก
สารออกฤทธิ์ที่สำคัญของถั่งเช่า
ที่ตัวของ สมุนไพร ถั่งเช่านั้นมีคุณประโยชน์ต่างๆเยอะมากก็เพราะว่าในตัวของถั่งเช่า มีสารออกฤทธิ์สำคัญนั้นเอง โดยสารออกฤทธิ์ที่สำคัญของถั่งเช่าที่ค่อนข้างเป็นอระโยชน์และได้รับการยืนยันด้านวิทยาศาสตร์แล้วมีดังนี้
1.สาร Cordycepin งานศึกษาทดสอบพบว่าสารตัวนี้สามารถ ช่วยแก้อาการเมื่อยล้า บำรุงกำลัง ต้านทานเชื้อโรคช่วยให้การไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น บำรุงเลือด บำรุงหัวใจ ต่อต้านการโตของเซลล์ของโรคมะเร็ง บำรุงไต รักษาโรคไตอักเสบ บำรุงระบบแพร่พันธุ์ ปรับสมดุลร่างกาย แล้วก็ เสริมภูมิต้านทาน
2.สาร Nitric oxides สารตัวนี้เป็นสารที่ช่วยกรรมวิธีการแข็งตัวของของลับชายให้ปฏิบัติงาน แข็งเร็ว และ นานขึ้น มันจะออกฤทธิ์สำหรับเพื่อการขยายเส้นโลหิตให้เข้าสู่องคชาติมากขึ้น ถั่งเช่า ให้การแข็งตัวของอวัยวะสืบพันธุ์นานขึ้นอย่างสมบูรณ์
3.สาร Adrenaline สารตัวนี้เป็นสารที่ช่วยเพิ่มพลังงานให้กับร่างกาย มันจะมีผลให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น ไม่มีอาการอ่อนล้า และสามารถนอนหลับได้อย่างเต็มเปี่ยมหลับเต็มอิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งยังสามารถช่วยชะลอความแก่ให้กับคนอย่างเราๆได้อีกด้วย
4.สารPolysaccharide สารตัวนี้เป็นสารที่ช่วยเสริมภูมิต้านทานให้กับร่างกายของคนเรา มันจะสร้างกลไกการคุ้มครองป้องกันโรค แล้วก็ป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้อย่างดีเยี่ยม
ตัวอย่างงานศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยบางส่วนที่เกี่ยวกับฤทธิ์ของ ถั่งเช่าในทางเภสัชวิทยา โดยที่เป็นการวิจัยในตัวของคน ดังนี้
-จากการศึกษาเรียนรู้วิจัยเกี่ยวกับกรณีของฤทธิ์จาก ถั่งเช่าที่มีผลกระตุ้นสมรรถทางเพศของผู้ชายจากจำนวนตัวอย่างทั้งนั้น 22 คน ผลปรากฏว่า ฤทธิ์ของ ถั่งเช่านั้นสามารถช่วยเพิ่มสเปิร์มในเชื้อสเปิร์มของผู้ชายจากกลุ่มของตัวอย่างได้ถึง33%แล้วก็ยังสามารถช่วยลดจำนวนสเปิร์มที่อ่อนแอ หรือไม่ปกติลงในเชื้ออสุจิของเพศชายจากกลุ่มทดลอง29%จากการที่เพียงแค่ให้ผู้ชายจากกลุ่มทดลองนี้กิน ถั่งเช่าเพียงแค่เป็นอาหารเสริมเพียงแค่นั้น นอกเหนือจากนั้นยังมีอีกหนึ่งแบบอย่างตัวอย่างร่วมกันที่เป็นการวิจัยเกี่ยวกับความสามารถทางเพศ คือมีการให้กลุ่มทดลองทั้งหมดศ เป็นมีการให้กลุ่มของตัวอย่างทั้งเพศชาย แล้วก็เพศหญิงจำนวน 189 คน ที่มีภาวะอารมณ์ทางเพศน้อยลงได้ลองกิน ถั่งเช่าผลปรากฏว่า สามารถช่วยทำให้กลุ่มของตัวอย่างทั้งสิ้นศชาย แล้ผู้หญิงนั้นให้กลับมามีอารมณ์ทางเพศที่มากขึ้นได้ถึง 66%
-จากการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับกรณีของฤทธ์จาก สมุนไพร ถั่งเช่าที่ส่งผลช่วยลดน้ำตาลในเลือด ศึกษาค้นพบว่าถั่งเช่านั้นสามารถช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้สูงสุดถึง 95% โดยทานถั่งเช่าแค่เพียงวันละ 3 กรัมเพียงแค่นั้น โดยไม่เหมือนกับกลุ่มที่ยังคงรักษาด้วยการใช้ยาแผนปัจุบันอย่างสิ้นเชิง เพราะการควบคุมระดับน้ำตาลจากยาแผนปัจจุบันนั้นสามารถคุมระดับน้ำตาลเพียงแค่ได้เพียงแค่ 54 % เท่านั้น

ถั่งเช่าสายพันธุ์ไหนที่เยี่ยมที่สุด?[/size][/b]
ถั่งเช่ามีเยอะมากหลากหลายประเภท หลากหลายสายพันธุ์ แล้วก็จากหลายพื้อที่ ทั้งแบบเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ รวมทั้งแบบที่เกิดจากกรรมวิธีการเพาะเลี้ยง ส่วนถั่งเช่าสายพันธ์ไหนที่แพงที่สุดในโลกนั้นก็คงจะต้องกล่าวว่าเป็นถั่งเช่าสายพันธ์ทิเบต สาเหตุก็เนื่องจากว่าหายาก แต่ว่าในขณะนี้ได้มีหลักฐานการตรวจสอบพบว่าสารออกฤทธิ์สำคัญสำหรับในการรักษาโรคของเห็ดถั่งเช่าสีทองคำ(ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่เพาะเลี้ยงได้ง่าย) มีมากยิ่งกว่าถั่งเช่าทิเบตหลายเท่า นอกจากนี้การที่เห็ดถั่งเช่าสีทองคำสามารถเพาะเลี้ยงได้ทให้สามารถควบคุมสารเจือปนแล้วก็โลหะหนักให้เป็นไปตามมาตรฐานได้ง่ายกว่าถั่งเช่าประเทศทิเบตที่เก็บมาจากธรรมชาติ
-เกรดของถั่งเช่า
เว้นเสียแต่ถั่งเช่ามีหลายสายพันธุ์แล้ว ถั่งเช่ายังมีหลายเกรดอีกด้วย โดยหลักๆที่เจอในขณะนี้และก็ตามตลาดก็จะมี 2 เกรดร่วมกันดังต่อไปนี้
-เกรด AAA –ถั่งเช่าเกรด AAA คือ ถั่งเช่าที่ได้รับการคัดสรรมาอย่าดีว่าเป็น ถั่งเช่าที่เป็นประโยชน์ รวมทั้งสารอาหารมากมายว่า ถั่งเช่าปรกติ รวมทั้งเป็น ถั่งเช่าที่มีขนาดมาตรฐาน รวมทั้งถูกเก็บมาในเวลาที่ถูกต้อง
-เกรด A-ถั่งเช่าเกรด Aหมายถึงสมุนไพร ถั่งเช่าที่มีคุณสมบัติแทบจะเสมือนถั่งเช่าเกรด AAA ทุกสิ่งทุกอย่าง เพียงแต่ว่าขนาดของมันนั้นมิได้มาตรฐานเพียงเท่านั้น
นอกเหนือจากถั่งเช่า 2 เกรดที่ว่ามาแล้วนั้นยังมีเกรดอื่นๆแต่ไม่เป็นที่นิยมในตลาด ที่นิยมก็มีแค่ 2 เกรดหลักๆแค่นั้น เพื่อให้มีความปลอดภัยเราควรจะซื้อ ถั่งเช่าจากร้านขายยา หรือสมุนไพรจีนที่เปิดให้บริการมาอย่างช้านาน หรือร้านที่เป็นที่ชื่นชอบกับคนทั่วไป ดังนี้นั้นก็เพื่อก็เพื่อความไม่กังวลใจและก็จะได้ผิดหลอกให้จ่ายตลาดเลียนแบบนั้นเอง

2
มะกรูด
ชื่อสมุนไพร  มะกรูด
ชื่ออื่นๆ/ชื่อแคว้น มะขูด , มะขุน (ภาคเหนือ) , ส้มมั่วผี , ส้มกรูด (ภาคใต้) , โกร้ยเชีด (เขมร) , มะขู (แม่ฮ่องสอน)
ชื่อสามัญ    Kaffir lime , Mauritius papeda , Leech lime
ชื่อวิทยาศาสตร์  Citrus hystrix DC.
วงศ์  RUTACEAE
บ้านเกิดเมืองนอน เป็นพืชเชื้อสายส้ม และมะนาว เป็นพืชท้องถิ่นในเขตร้อนชื้นแถบประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิเช่น ไทย พม่า ลาว เขมร ฯลฯ  ซึ่งถูกจัดเป็นไม้ผล สำหรับมะกรูดในประเทศไทยนั้น  ชาวไทยอาจจะรู้จักกันเป็นอย่างดี ด้วยเหตุว่าเป็นสมุนไพรคู่ครัวไทยมาอย่างนาน ด้วยเหตุว่านิยมใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องแกงที่ต้องอย่างขาดไม่ได้เลย (ซึ่งปกติแล้วเรามักจะนิยมใช้ใบมะกรูดแล้วก็ผิวมะกรูดมาเป็นส่วนผสมของพริกแกง) ยิ่งไปกว่านี้มะกรูดก็ยังมีประโยชน์ในด้านฯลฯ ไม่ว่าจะเป็นในด้านของความสวยสดงดงามและก็ในด้านของยาสมุนไพร อีกทั้งยังนับได้ว่าเป็นพืชที่มีความเป็นสิริมงคลที่นิยมนำมาปลูกไว้รอบๆบ้านอีกด้วย เพราะเชื่อว่าจะทำให้ผู้อยู่อาศัยเป็นสุข โดยชอบปลูกไว้ทางทิศตะวันตกเฉเหนือของตัวบ้าน
ลักษณะทั่วไป
มะกรูด เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก เนื้อไม้เป็นเนื้อแข็ง เปลือกเรียบมีสีน้ำตาลอ่อน ลำต้นแตกกิ่งก้านไม่น้อยเลยทีเดียวตั้งแต่ระดับล่างของลำต้นทำให้มีลักษณะเป็นพุ่ม ตามลำต้น และกิ่งมีหนามแหลมยาว ใบมะกรูด เป็นใบประกอบ ออกเป็นใบโดดเดี่ยว มีก้านใบแผ่ออกเป็นครีบเหมือนแผ่นใบ ใบมีลักษณะดก เรียบ มีผิวมัน สีเขียว รวมทั้งเขียวเข้มตามอายุของใบ ใบมีคอดกิ่วที่กึ่งกลางใบทำให้ใบแบ่งได้เป็น 2 ตอน หรือ คล้ายใบไม้ 2 ใบ ต่อกัน ขนาดใบกว้างโดยประมาณ 2.5-5 เซนติเมตร ยาวโดยประมาณ 5-12 ซม. ใบมีกลิ่นหอมมากมายเนื่องจากว่ามีต่อมน้ำมันอยู่  ดอกมะกรูดเป็นดอกสมบูรณ์เพศ ดอกออกเป็นช่อมีสีขาว แทงออกบริเวณส่วนยอดหรือตามซอกใบ แต่ละช่อมีดอกราว 1-5 ดอก หลีบดอกมีสีขาวครีม 5 กลีบ มีขนปกคลุม ภายในดอกมีเกสรมีสีเหลือง ดอกมีกลิ่นหอมสดชื่นนิดหน่อย แล้วก็เมื่อแก่จะตกง่าย  ผลมะกรูดหรือลูกมะกรูด มีลักษณะค่อนข้างกลม มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 5-7 ซม. ผลคล้ายผลส้มซ่า ผลมีขนาดใหญ่กว่าลูกมะนาวนิดหน่อย รูปแบบของผลมีรูปร่างแตกต่างกันไปสุดแท้แต่ชนิด เปลือกผลค่อนข้างจะครึ้ม ผิวเปลือกมีสีเขียวเข้ม ผิวตะปุ่มตะป่ำเป็นคลื่นหรือเป็นปุ่มนูน ภายในเปลือกมีต่อมน้ำมันหอมระเหยไม่น้อยเลยทีเดียว มีจุกที่ศีรษะ แล้วก็ท้ายของผล เมื่อสุก ผลจะกลายเป็นสีเหลือง  ข้างในผลประกอบด้วยเนื้อชุ่มฉ่ำน้ำ มีเม็ดแทรกรอบๆกลางผล 5-10 เม็ด เนื้อผลมีรสเปรี้ยวผสมขมเล็กน้อย
การขยายพันธุ์   การขยายพันธุ์มะกรูดสามารถทำได้ด้วยหลายวิธี อย่างเช่น การตอนกิ่ง การทาบกิ่ง การติดตา การต่อยอด และการเพาะเมล็ด แม้กระนั้นแนวทางที่เป็นที่นิยม ยกตัวอย่างเช่น การตอนกิ่ง การต่อยอด และก็การเพาะด้วยเม็ด เมื่อได้ต้นกล้าที่จะนำไปปลูกแล้ว ขั้นตอนต่อไป ให้ขุดหลุม ให้ขนาดหลุมกว้าง x ยาว x ลึก ราว 50 x 50 x 50 ซม. รองตูดหลุมด้วยขี้วัวผสมดิน กรีดถุงสีดำออก น้ำต้นกล้าลงปลูก กลบดิน รดน้ำ คลุมฟาง รวมทั้งทำหลักปักกับต้นเพื่อกันโยกเวลาลมพัด  โดยทั่วไปนิยมนำมาปลูกมะกรูดระยะใกล้เป็น2×2 เมตร 1 ไร่จะได้มะกรูด 400 ต้น ถ้าหากปลูกระยะ 1.5 x 1.5 เมตร 1 ไร่จะได้ 1067 ต้น ในการปลูกระยะใกล้นี้จะเป็นการปลูกมะกรูดเพื่อจำหน่ายใบ เนื่องจากว่ามีการตัดใบขายทุกๆ3 – 4 เดือน พุ่มมะกรูดก็จะไม่ชิดกันมากมาย  แม้ต้องการปลูกเพื่อเป็นลูกมะกรูด ผู้ปลูกอาจปลูกระยะห่าง 4 x 4 เมตร 1 ไร่จะได้ 200 ต้น หรือ 5 x 5 เมตร 1 ไร่จะได้ 65 ต้น ฯลฯ
สำหรับมะกรูดปลูกได้ดิบได้ดีในดินทุกประเภทและก็ระยะปลูกมะกรูดนั้น ปลูกได้หลายระยะขึ้นอยู่กับเป้าประสงค์และก็พื้นที่ของผู้ปลูกดังกล่าว
องค์ประกอบทางเคมี นํ้ามันหอมระเหยมะกรูดมี 2 ส่วนมากๆเป็น สารในกรุ๊ปเทอร์พีน ( terpenes) แล้วก็สารที่ไม่ใช่กลุ่มเทอร์พีน ( non-terpene) หรือ oxygenated compounds ดังเช่นว่า ในผิวมะกรูดมีน้ำมันระเหยง่ายปริมาณร้อยละ 4 มีองค์ประกอบหลักเป็น “เบตาไพนีน” (beta-pinene) ราวจำนวนร้อยละ 30 , “ลิโมนีน” (limonene)  ราวๆร้อยละ 29 , beta-phellandrene, citronellal นอกจากนี้ยังพบ linalool, borneol, camphor, sabinene, germacrene D, aviprin   
ที่มา :  Wikipedia
       สารกรุ๊ปคูมาริน เป็นต้นว่า umbelliferone, bergamottin,  oxypeucedanin, psoralen, N-(iminoethyl)-L-ornithine (L-NIO)       น้ำจากผลเจอกรด citric
ส่วนในใบมะกรูดเมื่อกลั่นด้วยละอองน้ำ จะได้น้ำมันระเหยง่ายราวๆจำนวนร้อยละ 0.08 มีส่วนประกอบหลักเป็น “แอล-สิโตรเนลลาล”(l-citronellal) ราวปริมาณร้อยละ 65, citronellol, citronellol acetate นอกจากนั้นยังพบ sabinene, alpha-pinene, beta-pinene, alpha –phellandrene, limonene, terpinene, cymene, linalool และก็สารอื่นที่เจออาทิเช่น indole alkaloids, rutin, hesperidin, diosmin, alpha-tocopherol ส่วนค่าทางโภชนาการของมะกรูดนั้นสามารถแยกได้ดังนี้
คุณค่าทางโภชนาการของใบมะกรูด (100 กรัม)

  • พลังงาน 171 กิโลแคลอรี่
  • โปรตีน 6.8 กรัม
  • ไขมัน 3.1 กรัม
  • คาร์โบไฮเดรต 29.0 กรัม
  • เส้นใย 8.2 กรัม
  • แคลเซียม 1672 มิลลิกรัม
  • ฟอสฟอรัส 20 มก.
  • เหล็ก 3.8 มิลลิกรัม
  • วิตามินเอ 303 ไมโครกรัม
  • ไทอามีน 0.20 มิลลิกรัม
  • ไรโบฟลาวิน 0.35 มก.
  • ไนอาซิน 1.0 มิลลิกรัม
  • วิตามินซี 20 มิลลิกรัม
  • ขี้เถ้า 4.0 กรัม


คุณประโยชน์ทางโภชนาการของผิวลูกมะกรูด (100 กรัม)

  • คาร์โบไฮเดรต 21.3 กรัม
  • โปรตีน 2.8 กรัม
  • ไขมัน 1.1 กรัม
  • ใยอาหาร 3.4 กรัม
  • แคลเซียม 322 มิลลิกรัม
  • ฟอสฟอรัส 62 มก.
  • เหล็ก 1.7 มก.
  • วิตามินบี 1 0 มก.
  • วิตามินบี 2 0.13 มก.
  • วิตามินซี 115 มิลลิกรัม


คุณค่าทางโภชนาการของน้ำมะกรูด (100 กรัม)

  • คาร์โบไฮเดรต 10.8 กรัม
  • โปรตีน 0.6 กรัม
  • ไขมัน 0 กรัม
  • ใยอาหาร 0 กรัม
  • แคลเซียม 20 มิลลิกรัม
  • ฟอสฟอรัส 20 มิลลิกรัม
  • เหล็ก 0.6 มก.
  • วิตามินบี 1 0.02 มก.
  • วิตามินบี 2 58 มก.
  • วิตามินซี 55 มก.
ประโยชน์/สรรพคุณ
ใบมะกรูดและน้ำมะกรูดสามารถใช้กำจัดกลิ่นคาวในอาหารและก็ใช้สำหรับในการเตรียมอาหารและแต่งเหม็นคาวหวานของอาหาร เป็นต้นว่า ต้มยำ แกงเผ็ด ผัดเผ็ด ฉู่ฉี่ ห่อหมก ฯลฯ มีการนำเปลือกของมะกรูดมาใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องแต่งตัวบางชนิด อย่างเช่น สบู่ แชมพูมะกรูดหรือยาสระผมมะกรูด ผลิตภัณฑ์คุ้มครองปกป้องยุงและแมลง เป็นต้น ส่วนคุณประโยชน์ทางยาของมะกรูดนั้นมีดังนี้
แบบเรียนยาไทย: ใบมะกรูด มีรสปร่า หอม แก้ไอ แก้อ้วกเป็นเลือด แก้บอบช้ำใน กัดเสมหะในคอ แก้น้ำลายเหนียว กัดเถาดานในท้อง แก้ระดูเสียฟอกเลือดเมนส์ ขับระดู ขับลมในลำไส้ แก้จุกเสียด ผิว มีรสปร่าหอม ร้อน เป็นยาขับลมในลำไส้ แก้แน่น ขับระดู ขับผายลม เป็นยาบำรุงหัวใจ ผล ดองเป็นยาฟอกโลหิตในสตรี ช่วยขับระดู ขับลมในลำไส้ แก้จุกเสียด ลักปิดลักเปิด น้ำมันจากผิวช่วยคุ้มครองป้องกันรังแค และก็ทำให้เส้นผมดกดำเป็นเงาสวย ผล รสเปรี้ยว กัดเสลด แก้น้ำลายเหนียว กัดเถาดานในท้อง แก้รอบเดือนเสีย ฟอกโลหิตเมนส์ ขับรอบเดือน ขับลมในไส้ ทำลายพิษผิดสำแดง ผล ปิ้งไฟให้สุก ผ่าครึ่งลูก เอาถูขัดสระผม ทำให้ผมดกดำเป็นเงาสวย นุ่มสลวย แก้คัน แก้รังแค แก้ชันนะตุ ทำให้ผมสะอาดแพทย์ตามชนบทใช้ผลเอาไส้ออก ใส่มหาหิงคุ์แทน สุมไฟให้เกรียม บดกวาดปากลิ้นเด็กอ่อน ขับขี้เทา ขับลม แก้ปวดท้องในเด็ก หรือใช้ผลสดเอามาผิงไฟให้เกรียม แล้วละลายให้กับน้ำผึ้ง ใช้ทาลิ้นให้เด็กที่เกิดใหม่ ยาท้องถิ่นบางถิ่นใช้น้ำมันมะกรูดดองยาที่เรียกว่า “ยาดองเปรี้ยวเค็ม” ที่ใช้รับประทานเป็นยาฟอกเลือดในสตรี น้ำผลมะกรูด มีรสเปรี้ยว แก้เสมหะในคอ แก้เลือดออกตามไรฟัน ฟอกเลือดระดู ขับลมในไส้ รวมทั้งใช้ถนอมยาไม่ให้บูดเน่า แก้อาการท้องอืด ช่วยเจริญอาหาร ใช้สระผมกันรังแค  เนื้อของผล แก้ปวดศีรษะ
ตำรายาไทย: ผิวมะกรูดจัดอยู่ใน “เปลือกส้ม 8 ประการ” ประกอบด้วย ผิวส้มเขียวหวาน ผิวส้มจีน ผิวส้มซ่า ผิวส้มโอ ผิวส้มจังหวัดตรังกานู ผิวมะงั่ว ผิวมะนาว หรือผิวส้มโอมือ แล้วก็ผิวมะกรูด มีสรรพคุณแก้ลมกองละเอียด กองหยาบ แก้เสลดโลหะ ใช้ปรุงยาหอม แก้ทางลม
           ในแบบเรียนพระยารักษาโรคพระนารายณ์: เจาะจงตำรับ “น้ำมันมหาจักร” เตรียมได้ง่าย ใช้เครื่องยาน้อยสิ่ง หาซื้อได้ง่าย ในตำรับให้ใช้น้ำมันงา 1 ทะนาน (ขนาดทะนาน 600) มะกรูดสด 30 ลูก ปอกมัวแต่ผิว จัดแจงโดยการเอาน้ำมันงาตั้งไฟให้ร้อน เอาผิวมะกรูดใส่ลง ทอดจนกระทั่งเหลืองเกรียมก็ดีให้ยกน้ำมันลง กรองเอากากออก ทิ้งเอาไว้ให้เย็น แล้วเอาเครื่องยาอีก 7 สิ่ง บดให้เป็นผุยผงละเอียด ใส่ลงในน้ำมันที่ได้ เครื่องยาที่ใช้มี เทียนทั้ง 5 (เทียนตาตั๊กแตน เทียนขาว เทียนข้าวเปลือก เทียนแดง และก็เทียนดำ) หนักสิ่งละ 2 สลึง ดีปลีหนัก 1 บาท รวมทั้งการบูรหนัก 2 บาท คุณประโยชน์ ใช้ยอนหู แก้ลม แก้ริดสีดวง แก้ยุ่ยคันก็ได้ ทาแก้เมื่อยขบ แล้วก็ใส่รอยแผล ที่มีอาการปวด ที่เกิดจากเสี้ยน จากหนาม จากหอกกระบี่ ระวังไม่ให้แผลถูกน้ำ จะไม่เป็นหนอง
           นอกจากนี้บัญชียาจากสมุนไพร ที่มีการใช้ตามองค์ความรู้เริ่มแรก ตามประกาศ คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา ปรากฏการใช้ผิวมะกรูด ในยารักษาลักษณะโรคในระบบต่างๆของร่างกาย อย่างเช่น ตำรับ”ยาหอมเทพจิตร” มีส่วนประกอบของผิวมะกรูด อยู่ใน ”เปลือกส้ม 8 ประการ” ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆในตำรับ มีคุณประโยชน์สำหรับการแก้ลมตาลาย แก้อาการหน้ามืด ตาลาย ใจสั่น คลื่นเหียนอาเจียน คลื่นไส้ แก้ลมจุกแน่นในท้อง  ตำรับ “ยาประสะไพล” มีส่วนประกอบของผิวมะกรูด ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆในตำรับ ใช้ในสตรีที่รอบเดือนมาไม่บ่อยนัก หรือมาน้อชูว่าธรรมดา รวมทั้งขับน้ำคร่ำในสตรีหลังคลอด
แบบ/ขนาดวิธีใช้ ใช้ขับลมในไส้ แก้แน่น แก้เสมหะ ฝานผิวมะกรูดสดเป็นชิ้นเล็กๆ1 ช้อนแกง เติมการบูร หรือพิมเสน 1 หยิบมือ ชงด้วยน้ำเดือดแช่ทิ้งเอาไว้ ดื่มแต่น้ำรับประทาน 1-2 ครั้ง ถ้าหากยังไม่ทุเลากินต่อเนื่องกัน 2-3 วัน ใช้สระผม ให้ดกดำ เงางาม รักษาชันนะตุ  ให้ผ่ามะกรูดเป็น 2 ชิ้น เมื่อสระผมเสร็จแล้ว เอามะกรูดมาสระซ้ำโดยยีไปบนผม น้ำมะกรูดเป็นกรดจะมีผลให้ผมสะอาด แล้วล้างเอาสมุนไพรออกให้หมด หรือใช้ผลเผาไฟ เอามาผ่าซีกใช้สระผม  ช่วยแก้อาการนอนไม่หลับ ด้วยการใช้ผิวมะกรูด รากชะเอม ไพล เฉียงมีดพร้า ขมิ้นอ้อย ในปริมาณเสมอกัน เอามาบดเป็นผง นำมาชงละลายน้ำร้อนหรือต้มเป็นน้ำดื่ม  ช่วยฟอกเลือด ด้วยการนำผลมะกรูดสดมาผ่าเป็น 2 ซีกและจากนั้นจึงนำไปดองกับเกลือหรือน้ำผึ้งราว 1 เดือน แล้วรินมัวแต่น้ำ จะช่วยฟอกเลือดได้อย่างดีเยี่ยม
การศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบ สาร coumarins 2 จำพวกที่ได้จากผลมะกรูด ตัวอย่างเช่น bergamottin และ N-(iminoethyl)-L-ornithine (L-NIO) มีฤทธิ์ยับยั้งการหลั่งไนตริกออกไซด์ (NO) ในหลอดทดลอง ซึ่งเป็นสารที่ส่งผลให้เกิดการอักเสบ ซึ่งหลั่งจาก macrophage ของหนูที่ถูกกระตุ้นด้วย lipopolysaccharide (LPS) และก็ interferon-g (IFN- g)  โดยมีค่า IC50 เท่ากับ 14.0 µM และก็ 7.9 µM ตามลำดับ
      สารคูมาริน 3 ประเภท ตัวอย่างเช่น bergamottin, oxypeucedanin รวมทั้ง psoralen สามารถยับยั้งการผลิตไนตริกออกไซด์ เมื่อทดสอบในเซลล์แมคโครฟาจ RAW 264.7 ของหนู ที่ถูกกระตุ้นด้วยลิโปพอลิแซ็กคาร์ไรด์ (LPS) แล้วก็อินเตอร์เฟอรอน (interferon)
ฤทธิ์ปกป้องตับ    ศึกษาฤทธิ์คุ้มครองตับของใบมะกรูดในหนูขาว โดยให้สารสกัด 80% เมทานอล จากใบมะกรูด ขนาด 200 mg/kg เป็นเวลา 7 วัน ก่อนให้ยา paracetamol ขนาด 2 g/kg ตรงเวลา 5 วัน เพื่อกระตุ้นให้เกิดพิษต่อตับ ซึ่งยา paracetamol จะเป็นตัวกระตุ้นให้ตับของหนูกำเนิดพิษในวันที่ 5 ใช้สาร Silymarin ขนาด 100 mg/kg เป็นสารมาตรฐาน ในวันที่ 7 จะมีการตรวจประเมินแนวทางการทำงานของตับ ยกตัวอย่างเช่น ระดับเอนไซม์ตับ (ALT, AST, ALP), total bilirubin, total protein,blood serums และก็ hepatic antioxidants (SOD, CAT, GSH and GPx) จากการทดสอบพบว่าสารสกัดใบมะกรูดจะช่วยฟื้นฟูตับ โดยการทำให้ระดับเอนไซม์ตับ รวมทั้งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีต้านอนุมูลอิสระของตับกลับมาอยู่ในระดับธรรมดาได้อย่งมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) ซึ่งการวิจัยชิ้นนี้สรุปได้ว่าสารสกัดใบมะกรูดมีฤทธิ์คุ้มครองป้องกันตับไม่ให้เกิดพิษจากยา paracetamol ได้
การทดสอบพิษกระทันหันของสารสกัดใบด้วยเอทานอล 50% โดยให้หนูกินในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโล (คิดเป็น 357 เท่า เปรียบเทียบกับขนาดรักษาในคน) และก็ให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังหนู ในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 โล ตรวจไม่พบอาการเป็นพิษ
มีการทดสอบความเป็นพิษอีกฉบับหนึ่งบอกว่า สารสกัดผิวมะกรูดด้วยเอทานอล (95%) เมื่อป้อนให้หนูกินเพื่อเรียนรู้ความเป็นพิษกระทันหัน พบว่าขนาดที่ทำให้สัตว์ทดลองตายเป็นจำนวนครึ่งหนึ่ง (LD50) มีค่ามากกว่า 100  กรัม/กิโลกรัม
ฤทธิ์เสริมการเกิดมะเร็งตับ    จากการทบทวนงานศึกษาค้นคว้าวิจัยพบว่ามะกรูดมีฤทธิ์ต้านทานฤทธิ์ของสารเสริมการเกิดโรคมะเร็ง (tumor promoter) สำหรับการทดลองแบบ tumor promoter-induced Epstein-Barr virus activation ได้ งานศึกษาเรียนรู้นี้มีวัตถุประสงค์ที่จะเรียนฤทธิ์ของมะกรูดต่อการเกิดโรคมะเร็งตับของหนูขาว สายพันธุ์ F344 ที่ได้รับสารก่อโรคมะเร็ง 2-amino-3,8-dimethylimidazo 4,5-ƒ quinoxaline (MeIQx) สำหรับเพื่อการทดสอบแบบ medium-term bioassay ผลของการวิจัยพบว่ามะกรูดมีฤทธิ์เสริมฤทธิ์ของ MelQx สำหรับการทําให้เกิดโรคมะเร็งตับ (preneoplastic liver foci) อย่างมีความนัยสําคัญทางสถิติ
พิษต่อระบบแพร่พันธุ์   เมื่อป้อนสารสกัดผิวมะกรูดด้วยเอทานอล (95%) ให้กับหนูขาวที่ตั้งท้องขนาด 1 แล้วก็ 2.5 กรัม/กก. ทางสายยางให้อาหารวันละ 2 ครั้ง พบว่าสามารถต้านทานการฝังตัวของตัวอ่อนได้ 42.5 ±14.8 รวมทั้ง 86.1±8.1% เป็นลำดับ แล้วก็มีผลทำให้แท้งได้ 86.3±9.6 รวมทั้ง 96.9±3.1% เป็นลำดับ และก็สารสกัดผิวมะกรูดด้วยคลอโรฟอร์มเมื่อป้อนให้กับหนูที่ตั้งครรภ์ในขนาด 0.5 แล้วก็ 1.0 กรัม/กิโลกรัม ทางสายยางให้อาหารวันละ 2 ครั้ง เหมือนกัน พบว่าสามารถต้านการฝังตัวของตัวอ่อนได้ 34.4±14.3 และก็ 62.2±14.5% ตามลำดับ และส่งผลทำให้แท้งได้ 62.2±14.5 และก็ 91.9± 5.5%
พิษต่อเซลล์สารสกัดใบด้วยเมทานอล ทำทดสอบกับเซลล์ ด้วยความเข้มข้น 20 มคก./มิลลิลิตร พบว่าเป็นพิษต่อ Cells-Raji (9) น้ำมันหอมระเหย (ไม่กำหนดส่วนที่ใช้และขนาด) เป็นพิษต่อเซลล์ CEM-SS
ฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์     สารสกัดใบด้วยน้ำ แล้วก็น้ำร้อน ทำการทดลองในจานเพาะเลี้ยงเชื้อ ด้วยความเข้มข้น 0.5 มิลลิลิตร/จาน พบว่าไม่มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ต่อเชื้อ Bacillus subtilis H-17 (Rec+) และก็ B. subtilis M-45 (Rec-)
คำแนะนำ/ข้อพึงระวัง การใช้น้ำมันหอมระเหยกับผิวหนังในปริมาณที่มาก  จำต้องเลี่ยงการสัมผัสแสงเนื่องมาจากน้ำมันที่ได้จากการบีบผิวผล อาจจะเป็นผลให้กำเนิดพิษเมื่อสัมผัสกับแสงสว่างได้ และก็กำเนิดมีสารสีเกินที่ผิวหนัง ใบหน้า แล้วก็ลำคอ เนื่องจากว่ามีสารกรุ๊ปคูมาริน แต่น้ำมันจากผิวผลที่ได้จากการกลั่นจะไม่มีสารนี้  น้ำมะกรูดมีความเป็นกรดสูง จำเป็นจะต้องรอบคอบการกินขณะท้องว่าง เพราะอาจจะส่งผลให้มีการระคายเคืองต่อระบบทางเดินอาหารได้
เอกสารอ้างอิง

  • ดนัย ทิวาเวช, Hirose M, Futakuchi M, วิทยา ธรรมวิทย์, Ito N, Shirai T.  ฤทธิ์เสริมการเกิดมะเร็งตับของข่า กระชาย และมะกรูด ในหนูที่ได้รับสารก่อมะเร็ง 2-amino-3,8-dimethylimidazo(4,5-ƒ)quinoxaline (MeIQx).  การประชุมวิชาการ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ครั้งที่ 11 “ วิทยาศาสตร์การแพทย์ไทยกับกติกาใหม่ของโลก ” กรุงเทพฯ, 9-11 ตุลาคม 2543:33
  • มะกรูด (ผิวผล).ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
  • กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข.2546.ประมวลผลผลงานวิจัยด้านพิษวิทยา ของสถาบันวิจัยสมุนไพร เล่ม 1.โรงพิมพ์การศาสนา:กรุงเทพมหานคร. http://www.disthai.com/
  • Murakami A, Gao G, Kim OK, Omura M, Yano M, Ito C, et al. Identification of coumarins from the fruit of Citrus hystrix DC as inhibitors of nitric oxide generation in mouse macrophage RAW 264.7 cells. J Agric food chem. 1999;47:333-339.
  • กอบกุล เฉลิมพันธ์ชัย ดวงชัย บำเพ็ญบุญ ธิดา โตจิราการ และคณะ.  ตำรับยาสมุนไพรที่มีฤทธิ์ทำลายจุลินทรีย์.  รวมบทคัดย่องานวิจัยการแพทย์แผนไทยและทิศทางการวิจัยในอนาคต สถาบันการแพทย์แผนไทย, 2543.
  • คุณค่าทางโภชนาการของอาหารไทย.กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข.2544.
  • มะกรูด/ใบมะกรูดประโยชน์และสรรพคุณมะกรูด.พืชเกษตรดอทคอม
  • Tangyuenyongwatana P, Gritsanapan W. Prasaplai: An essential Thai traditional formulation for primary dysmenorrhea treatment. TANG. 2014;4(2):10-11.
  • ชนิพรรณ บุตรยี่. การศึกษาชีวภาพความพร้อมและคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระของฟลาโวนอยด์จากใบมะกรูดในหลอดทดลองและศักยภาพในการป้องกันการแตกหักของโครโมโซมในหนูเม้าส์โดยวิธีการตรวจไมโครนิวเคลียสในเม็ดเลือดแดง [วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต]. กรุงเทพฯ. มหาวิทยาลัยมหิดล;2551.
  • มะกรูด(ใบ).ฐานข้อมูลเครื่องยาคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี


3
บอระเพ็ด
ชื่อสมุนไพร บอระเพ็ด
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น จุ้งจาลิง , จุ่งจิง , เครือเขาฮอ (ภาคเหนือ) , เจตมูลหนาม (หนองคาย) , หางหนู (อุบลราชธานี) , เถาหัวด้วน , ตัวเจตมูลยาน (จังหวัดสระบุรี)
ชื่อสามัญ Heart leaved moonseed
ชื่อวิทยาศาสตร์ Tinospora crispa (L.) Miers ex Hook.f. & Thomson
ชื่อพ้อง Tinospora tuberculata Miers, Tinospora rumphii Boerl.
สกุล Menispermaceae
ถิ่นเกิด บอระเพ็ดเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในป่าดิบแล้งและก็ป่าเบญจพรรณ ในแถบเอเซียอาคเนย์พบได้ทั่วไปในประเทศไทย พม่า ลาว เขมร เป็นต้น รวมทั้งบางประเทศในเอเชียใต้ อย่างเช่น อินเดีย และก็ศรีลังกา สำหรับในประเทศไทยนั้นบอระเพ็ดนับเป็นพืชที่เป็นที่รู้จักเป็นอย่างดีมานานแล้ว เนื่องจากว่าชาวไทยในอดีตสมัยได้นำบอระเพ็ดมาใช้เป็นสมุนไพรรักษาลักษณะการป่วยต่างๆเป็นต้นว่า ใช้ลดไข้ บำรุงร่างกาย บำรุงธาตุ ช่วยเจริญอาหาร อื่นๆอีกมากมาย แม้กระทั่งเดี๋ยวนี้ก็ยังนิยมใช้บอระเพ็ดเพื่อคุณประโยชน์ทางยากลุ่มนี้อยู่ ซึ่งในประเทศไทยนั้นสามารถเจอบอระเพ็ดได้ทุกภาคของประเทศและส่วนมากเจอในป่าดิบแล้งแล้วก็ป่าเบญจพรรณทั่วๆไป
ลักษณะทั่วไป 
บอระเพ็ด จัดเป็น  ไม้เลื้อย เนื้อแข็ง ไม่มีขน ยาวถึง 15 เมตร เถากลม ตะปุ่มตะป่ำไม่เรียบ เป็นปุ่มเปลือกของเถาบางลอกออกได้ เป็นปุ่มกระจัดกระจายทั่วไป เมื่อแก่มองเห็นปุ่มเงื่อนกลุ่มนี้หนาแน่น แล้วก็เด่นชัดมากมาย เปลือกเถา เหมือนเยื่อกระดาษ มียางขาว ใส  เถามีรสขมจัด สีเทาแกมเหลือง มีรากอากาศคล้ายเส้นด้ายยาว กลม ยาว สีน้ำตาลเข้ม ใบลำพัง เรียงเวียนสลับ มักเป็นรูปหัวใจ รูปไข่กว้าง หรือรูปกลม กว้าง 6-12ซม. ยาว 7-14 เซนติเมตร โคนเรียวแหลมยาว ปลายจักเป็นรูปหัวใจลึก หรือตื้น เนื้อคล้ายแผ่นกระดาษบาง มักมีต่อม ใบด้านล่างครั้งคราวพบต่อมแบนตามโคนง่ามของเส้นใบ เส้นใบออกมาจากโคนใบรูปฝ่ามือมี 3-5 เส้น แล้วก็มีเส้นกิ่งก้านสาขาใบอีก 1-3 คู่ ก้านใบยาว 5-15 เซนติเมตร บวมพอง รวมทั้งเป็นข้องอ ดอกออกเป็นช่อตามกิ่งแก่ๆที่ไม่มีใบ มักมีดอกเมื่อใบหลุดร่วงหมด มี 2-3 ช่อ เล็กเรียว ดอกมีขนาดเล็กสีเขียวอมเหลือง ดอกเพศผู้และก็เพศเมียแยกกันอยู่ต่างดอก ช่อดอกเพศผู้ ยาว 5-9 เซนติเมตร ดอกมี 1-3 ดอก ติดเป็นกลุ่ม ดอกเพศผู้ มีก้านดอกย่อยเล็กเรียว ยาว 2-4 มิลลิเมตร กลีบเลี้ยงสีเขียวอ่อน วงนอกมี 3 กลีบ รูปไข่ ดกที่โคน ยาว 1-1.5 มิลลิเมตร วงในมี 3 กลีบ รูปไข่กลับ มีก้านกลม หรือโคนแหลม ยาว 3-4 มิลลิเมตร กลีบมี 3 กลีบ กลีบวงนอกเท่านั้นที่ก้าวหน้าขึ้น รูปใบหอกกลับแคบ แบน ไม่มีตุ่ม ยาว 2 มม. ส่วนกลีบวงในลดรูป เกสรเพศผู้มี 6 อัน ยาว 2 มิลลิเมตร ช่อดอกเพศเมีย ยาว 2-6 มม. ดอกโดยมากกำเนิดผู้เดียวๆตามง่ามใบ ดอกเพศเมีย กลีบเลี้ยงแล้วก็กลีบคล้ายดอกเพศผู้ เกสรเพศผู้ปลอมมี 6 อัน เป็นรูปลิ่มแคบ ยาวราวๆ 1 มม. เกสรเพศเมียมี 3 อัน ทรงรี ยาว 2 มิลลิเมตร ยอดเกสรเพศเมียเป็นพูสั้นมากมาย ผลออกเป็นช่อ มีก้านช่อยาว 1.5-2 เซนติเมตร มีก้านผลเป็นรูปกึ่งปิรามิด ยาว 2-3 มม. ใต้ลงมาเป็นกลีบเลี้ยงที่ติดแน่น รูปไข่ ยาว 2 มิลลิเมตร โค้งกลับ ผลสด เมื่อสุกมีสีเหลืองหรือสีส้ม ทรงรี ยาว 2 เซนติเมตร ผนังผลชั้นในสีขาว ทรงรี กว้าง 7-9 มิลลิเมตร ยาว 11-13 มิลลิเมตร ผิวร่นเล็กน้อย หรือเกือบจะเรียบ มีสันที่ข้างบนชัด มีช่องเปิดรูปรีเล็กที่ข้างบน ออกดอกปลายเดือนมกราคมถึงเดือนพฤษภาคม ติดผลราวเมษายนถึงพฤษภาคม
การขยายพันธุ์
การขยายพันธุ์บอระเพ็ดสามารถทำเป็น 2 วิธีหมายถึงการเพาะเมล็ด แล้วก็การปักชำกิ่ง การเพาะเม็ดนั้นต้องใช้เมล็ดจากผลที่สุกจัด ผลมีสีเหลืองเข้ม ยิ่งสำเร็จที่หล่นแล้วยิ่งดี จากนั้น นำผลมาตากแดดให้แห้ง นาน 15-20 วัน แล้วก็เก็บไว้ในร่มก่อนจนถึงต้นฤดูฝนก็เลยนำออกมาเพาะในถุงเพาะชำหรือใช้หยอดปลูกตามจุดที่อยากได้ การปลูกด้วยเมล็ดนี้ จะได้เครือบอระเพ็ดที่ใหญ่ยาวมากกว่าการปักชำ  การปักชำเถา เป็นวิธีหนึ่งที่สบายเร็ว ด้วยการตัดเถาบอระเพ็ดที่แก่จัด เถามีอายุตั้งแต่ 1 ปี ขึ้นไป ตัดเถายาว 20-30 ซม. ต่อไป ค่อยนำลงปักชำในถุงหรือกระถาง วิธีแบบนี้ จะได้ต้นที่งอกใหม่ด้านใน 15-30 วัน แม้กระนั้นลำต้นมักมีเครือไม่ยาวเสมือนการเพาะเมล็ด แม้กระนั้นไม่ได้แตกต่างกันมากสักเท่าไรนัก
ส่วนประกอบทางเคมี

  • สารขมชื่อ picroretin, columbin, picroretroside, tinosporide, tinosporidine
  • สารกรุ๊ปไตรเทอปีนอยส์ ดังเช่นว่า Borapetoside A, Borapetoside B, Borapetol A, Tinocrisposide, tinosporan
  • สารกลุ่มอัลคาลอยด์ เช่น N-formylannonaine, N-acetylnornuciferine เป็นต้น
  • สารประเภทอามีนที่เจอ ได้แก่ N-trans-feruloyl tyramine, N-cis-feruloyl tyramine
  • สารฟีนอสิคไกลโคไซด์ ยกตัวอย่างเช่น tinoluberide
  • สารอื่นๆเป็นต้นว่า berberine, β-sitosterol


ที่มา : wikipedia
คุณประโยชน์/คุณประโยชน์ น้ำสกัดหรือน้ำสุกจากบอระเพ็ดสามารถใช้ฉีดพ่นกำจัด และก็ป้องกันหนอนแมลงศัตรูพืช อาทิ หนอนใยผัก แล้วก็เพลี้ยต่างๆได้เป็นอย่างดี ส่วนลำต้น และใบของบอระเพ็ดสามารถใช้ผสมในอาหารสัตว์หรือให้สัตว์กินโดยตรง เพื่อสัตว์มีร่างกายแข็งแรง รวมทั้งรักษาโรคในสัตว์ ทั้งยังโค กระบือ สุกร ไก่ และก็อื่น ซึ่งราษฎรนิยมให้ไก่ชนกินในระยะก่อนออกชน ยิ่งกว่านั้นลำตัน และใบยังสามารถนำมาบด รวมทั้งใช้พอกศีรษะหรือสระผม สำหรับกำจัดเหาได้อีกด้วย ส่วนคุณประโยชน์ทางยาของบอระเพ็ดนั้นมีดังนี้
ตำรายาไทย
ใช้  เถา ซึ่งมีรสขมจัดเย็น แก้ไข้ทุกชนิด แก้พิษโรคฝีดาษ เป็นยาขมเจริญอาหาร ต้มดื่มเพื่อเจริญอาหาร ช่วยในการย่อย บำรุงน้ำดี บำรุงไฟธาตุ แก้โรคกระเพาะอาหาร บำรุงร่างกาย แก้สะอึก แก้มาลาเรีย เป็นยาขับเหงื่อ ดับกระหาย แก้ร้อนในดีเยี่ยม แก้อหิวาต์ แก้ท้องเดิน ไข้จับสั่น ยับยั้งความร้อน ทำให้เนื้อเย็น แก้เลือดพิการ ใช้ภายนอกใช้ล้างตา ล้างแผลที่เกิดจากโรคซิฟิลิส ใบ มีรสขมเมา เป็นยาพอกรอยแผล ทำให้เย็นและบรรเทาลักษณะของการปวด ดับพิษปวดแสบปวดร้อน พอกฝี แก้ฟกช้ำดำเขียว แก้คัน แก้รำมะนาด ปวดฟัน ฆ่าแมลงที่ไพเราะ ฆ่าพยาธิไส้เดือน แก้ไข้ แก้โรคผิวหนัง บำรุงน้ำดี  ราก มีรสขม เป็นยาช่วยทำให้เจริญอาหาร ดับพิษร้อน ทำลายพิษไข้ รากอากาศ รสขมเย็น แก้ไข้ขึ้นสูงมีลักษณะบ้าเพ้อ ดับพิษร้อน ทำลายพิษร้อน ทำลายพิษไข้ เจริญอาหาร ผล รสขม แก้ไข้ แก้เสมหะเป็นพิษ ทุกส่วนของพืช ใช้แก้ไข้ เป็นยาบำรุง โรคดีซ่าน ยาเจริญอาหาร แก้มาลาเรียใช้เป็นยาอายุวัฒนะ แก้ร้อนในกระหายน้ำ
นอกจากนี้บอระเพ็ดยังจัดอยู่ใน “พิกัดตรีญาณรส” คือการจำกัดจำนวนตัวยาที่ทำให้รู้รสอาหาร 3 อย่าง มี ไส้หมาก รากสะเดา เถาบอระเพ็ด มีคุณประโยชน์ แก้ไข้ ดับพิษร้อน ขับฉี่ ขับเสมหะ บำรุงไฟธาตุ บำรุงกำลัง “พิกัดยาแก้ไข้ 5 ชนิด” คือการจำกัดจำนวนตัวยาแก้ไข้ 5 อย่าง มี รากย่านาง รากคนทา รากต้นกระโรกใหญ่ ขี้เหล็กอีกทั้ง 5 และเถาบอระเพ็ด สรรพคุณแก้ไข้พิษร้อน
ตำราอายุรเวทของอินเดีย ใช้ เถา เป็นยาแก้ไข้ เหมือนกันกับชิงช้าชาลี กล่าวไว้ว่า แก้ไข้ดีเท่ากับซิงโคนา แก้ธาตุแตกต่างจากปกติ โรคที่เกิดขึ้นและมีปัญหาเกี่ยวกับทางเท้าปัสสาวะ แก้อาการอักเสบ แก้อาการเกร็ง
แบบ/ขนาดวิธีการใช้
รักษาอาการไข้ ใช้เถาบอระเพ็ดที่ไม่แก่หรืออ่อนกระทั่งเกินไป (เถาเพสลาก) ประมาณ  1- 1.5  ฟุต (2.5 คืบ) หรือเถา น้ำหนัก  30-40  กรัม  โดยตำ  เติมน้ำน้อย  คั้นเอาน้ำดื่ม  หรือต้มกับน้ำ  3  ส่วน  ต้มให้เหลือ  1  ส่วน  หรือบดเป็นผุยผง  ทำให้เป็นลูกกลอนรับประทานวันละ  2  ครั้ง  ก่อนที่จะกินอาหาร  ยามเช้า  เย็น
           รักษาอาการไม่อยากอาหาร: ใช้เถาที่โตเต็มที่   ราวๆ  1- 1.5   ฟุต  (2.5 คืบ)  น้ำหนัก หรือเถา 30-40  กรัม  โดยตำ  เพิ่มน้ำเล็กน้อย  คั้นเอาน้ำ  หรือต้มกับน้ำ  3  ส่วน  เคี่ยวให้เหลือ  1  ส่วน  หรือบดเป็นผง  ทำให้เป็นลูกกลอนรับประทานวันละ  2  ครั้ง  ก่อนที่จะรับประทานอาหาร  ตอนเช้า  เย็น  ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ ด้วยการใช้บอระเพ็ด / เม็ดข่อย / หัวหญ้าแห้วหมู / เม็ดพริกไทย / เปลือกต้นทิ้งถ่อน / เปลือกต้นตะโกนา ในสัดส่วนเท่ากันนำมาบดเป็นผง ปั้นเป็นยาลูกกลอนเท่าปลายนิ้วก้อย กินก่อนนอนทีละ 2-3 เม็ด หรือถ้าไม่อย่างนั้นก็อาจจะนำเถาบอระเพ็ดมาหั่นตากแห้งแล้วนำมาบดให้เป็นผุยผงปั้นเป็นลูกกลอนก็ได้  ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ด้วยการใช้เถาสดที่โตเต็มกำลังตากแห้งแล้วบดเป็นผุยผง เอามาชงน้ำร้อนดื่มครั้งละ 1 ช้อน เช้าตรู่และก็เย็น แก้โรคกระเพาะอาหารด้วยการใช้บอระเพ็ด 5 ส่วน / มะขามเปียก 7 ส่วน / เกลือ 3 ส่วน / น้ำผึ้งพอควร เอามาคลุกให้เข้ากันแล้วรับประทานก่อนกินอาหาร 3 เวลา นำทุกส่วนของบอระเพ็ด (เถา,ใบ,ราก) มาบดแล้วก็ใช้ประคบฝี เพื่อลดน้ำหนอง,ลดอาการปวดบวม หรือ แผล(สำหรับห้ามเลือด)
การเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ลดไข้    มีผู้ทำการศึกษาฤทธิ์ลดไข้ของบอระเพ็ด โดยทดลองกับสัตว์ทดสอบที่ถูกรั้งนำให้เกิดไข้ด้วยสารต่างๆตัวอย่างเช่น การทดสอบกรอกสารสกัดบอระเพ็ดด้วยอัลกอฮอล์แล้วก็น้ำ (1:1) ให้กระต่ายที่ถูกรั้งนำให้กำเนิดไข้ด้วยยีสต์ พบว่าสารสกัดไม่มีฤทธิ์ลดไข้ บุญเทียม แล้วก็ภาควิชา ได้ทดสอบให้สารสกัดบอระเพ็ดด้วยน้ำกับหนูเพศผู้ที่ถูกรั้งนำให้เกิดไข้ด้วยวัคซีนไทฟอยด์ในขนาด 100 มก./กก. โดยการผสมกับน้ำกิน  พบว่าสารสกัดมีฤทธิ์ลดไข้ และก็ต่อมาได้ทำการทดสอบโดยให้สารสกัดบอระเพ็ดกับกระต่ายและก็หนูขาวเพศผู้ที่เหนี่ยวนำให้เกิดไข้ด้วย LPS (Lipopolysaccharide) ในขนาด 200 มก./กิโลกรัม รวมทั้ง 600 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ตามลำดับ พบว่าสารสกัดมีฤทธิ์ลดไข้ได้เช่นกัน จากการเรียนมั่นใจว่ากลไกสำหรับเพื่อการยั้งการเกิดไข้ของสารสกัดบอระเพ็ดน่าจะเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากการไปยับยั้งการผลิต interleukin-1 หรือ prostaglandins (PGs) ซึ่งกลไกนี้เป็นกลไกที่อยู่ในระบบ CNS ยิ่งกว่านั้นยังมีผู้พบว่าส่วนสกัดด้วยบิวทานอลมีฤทธิ์ลดไข้ ไม่มีการทดสอบแยกสารออกฤทธิ์ลดไข้จากบอระเพ็ด แต่มีรายงานฤทธิ์ลดไข้ของสารที่พบในบอระเพ็ดคือ berberine เมื่อป้อนให้หนูในขนาด 10 มิลลิกรัม/กิโลกรัม รวมทั้ง b-sitosterol ซึ่งออกฤทธิ์ในขนาด 160 มก./กก.
ฤทธิ์ต้านการอักเสบ        มีผู้ทำการศึกษาฤทธิ์ลดการอักเสบของชาชงบอระเพ็ดโดยการกรอกให้แกะเพศผู้ (ตอน) ในขนาด 8 มล./ตัว พบว่าชาชงบอระเพ็ดมีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบเทียบเท่ากับแอสไพริน 30 มก./น้ำหนักตัว 200 กรัม Higashino และก็คณะ ได้ศึกษาเล่าเรียนฤทธิ์ต้านการอักเสบของสารสกัดเถาบอระเพ็ดด้วยเมทานอล (50%) กับหนูขาวที่ถูกรั้งนำให้เกิดการอักเสบที่อุ้งเท้าด้วย carrageenin โดยให้กินสารสกัดในขนาด 10 มก./กก. พบว่าสารสกัดมีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบ โดยส่วนสกัดด้วยบิวทานอผุดผ่องกฤทธิ์เจริญที่สุด ไม่ว่าจะให้โดยการกิน ฉีดเข้าใต้ผิวหนัง หรือฉีดเข้าท้อง และก็พบว่าส่วนสกัดในขนาด 3 มก./กิโลกรัม เมื่อให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังมีฤทธิ์เทียบเท่ากับ sulpyrine 250 มิลลิกรัม/กก. และก็ diphenhydramine 10 มิลลิกรัม/กิโลกรัม
ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดของสาร borapetosides A การศึกษาฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดของสาร borapetosides A สารสำคัญที่เจอในต้นบอระเพ็ด โดยการฉีด borapetosides A ให้แก่หนูเม้าส์ที่เป็นโรคเบาหวาน จำพวกที่ 1 และชนิดที่ 2 รวมทั้งหนูเม้าส์ปกติ วันละ 2 ครั้ง ต่อเนื่องกัน 7 วัน พบว่า borapetosides A จะช่วยเพิ่มระดับของไกลวัวเจน แล้วก็ลดน้ำตาลในเลือดได้หนูปกติ และก็หนูที่เป็นโรคเบาหวาน โดยฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดของ borapetosides A เกี่ยวเนื่องกับการเพิ่มจำนวนอินซูลินในหนูธรรมดาและหนูที่เป็นโรคเบาหวานจำพวกที่ 2 แม้กระนั้นไม่มีผลต่อระดับอินซูลินในหนูที่เป็นโรคเบาหวานประเภทที่ 1 นอกจากนั้นยังพบว่าสาร borapetosides A กระตุ้นการสังเคราะห์ไกลโคเจนในเซลล์เนื้อกล้าม และลดการแสดงออกของโปรตีน phosphoenolpyruvate carboxylase ที่มากขึ้นจากการเป็นเบาหวานได้ การศึกษาค้นคว้าวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าสาร borapetosides A จากต้นบอระเพ็ดสามารถออกฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดได้ทั้งชนิดที่เกี่ยวโยงและไม่เกี่ยวเนื่องกับอินซูลิน โดยผ่านกลไกกระตุ้นการใช้เดกซ์โทรสของกล้าม ลดการสะสมน้ำตาลในเซลล์ และกระตุ้นการสร้างอินซูลิน
การทดสอบในสัตว์ทดสอบพบว่าบอระเพ็ดมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดได้ ส่วนการเรียนในผู้เจ็บป่วยเบาหวานโดยให้ทานบอระเพ็ด วันละ 250 มก. วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 2 เดือน พบว่าช่วยลดระดับน้ำตาลได้ แต่ว่าขณะที่ทำการทดลองผู้ป่วยหลายรายมีลักษณะอาการตับอักเสบ และพบว่าการใช้บอระเพ็ดในขนาดสูงแล้วก็ติดต่อกันเป็นเวลานานจะเป็นพิษต่อตับแล้วก็ไต มีรายงานการวิจัยของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ระบุว่าเมื่อให้อาสาสมัครสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง 12 ราย รับประทานบอระเพ็ดขนาด 1 กรัม วันละ 3 ครั้ง นาน 8 สัปดาห์ พบว่าแนวโน้มทำให้ระดับเอนไซม์ในตับมากขึ้น แสดงว่ามีลัษณะทิศทางจะทำให้เกิดพิษต่อตับ
การเรียนทางพิษวิทยา  การทดสอบพิษกระทันหันของสารสกัดเถาด้วยเอทานอล 50% โดยให้หนูกินในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (คิดเป็น 1,786 เท่า เปรียบเทียบกับขนาดรักษาในคน) แล้วก็ให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังหนู ในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 โล ตรวจไม่เจออาการเป็นพิษ  เมื่อป้อนสารสกัดด้วยเอทานอล ให้หนูถีบจักร ขนาด 4 ก./กิโลกรัม เท่ากันผงยาแห้ง 28.95 ก./กิโลกรัม ไม่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดอาการพิษ การเรียนพิษเรื้อรัง พบว่าเมื่อป้อนสารสกัดด้วยเอทานอล ให้หนูขาวประเภทวิสตาร์ทั้ง 2 เพศ ในขนาด 0.02, 0.16 รวมทั้ง 1.28 กรัม/กิโลกรัม/วัน หรือเทียบเท่าผงแห้ง 0.145, 1.16 แล้วก็ 9.26 ก./กก. ตรงเวลา 6 เดือน พบว่าหนูขาวทั้งคู่เพศที่ได้รับสารสกัดในขนาด 1.28 ก./กิโลกรัม มีผลทำให้น้ำหนักหนูต่ำกว่ากลุ่มควบคุมแล้วก็กำเนิดอาการแตกต่างจากปกติของหลักการทำงานของตับและไตได้          มีแพทย์ผู้ทำการศึกษาศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับฤทธิ์ลดเบาหวานของบอระเพ็ด พบว่าคนไข้มีลักษณะอาการตับอักเสบหลายราย
ข้อเสนอแนะ/ข้อควรปฏิบัติตาม

  • ส่วนที่นิยมนำเถาบอระเพ็ดมาใช้ทำเป็นยาจะเป็นส่วนของ “เถาเพสลาก” เนื่องจากมีลักษณะไม่แก่หรืออ่อนเกินความจำเป็นนัก และก็มีรสชาติขมจัด แม้กระนั้นถ้าเกิดเป็นเถาแก่จะแตกแห้ง รสเฝื่อน ไม่ขม หรือหากอ่อนเกินไปก็จะมีรสไม่ขมมาก
  • การเรียนในอาสาสมัครสุขภาพแข็งแรง 12 กินบอระเพ็ดในขนาด 1 กรัม วันละ 3 ครั้ง นาน 8 อาทิตย์ พบแนวโน้มระดับเอนไซม์ในตับมากขึ้นหมายความว่าคงจะนำไปสู่พิษต่อตับ
  • ถ้าเกิดนำบอระเพ็ดมาใช้รวมทั้งพบอาการเปลี่ยนไปจากปกติของการทำงานตับและก็ไต ควรหยุดการใช้
  • ห้ามใช้ในคนที่มีภาวะเอนไซม์ตับขาดตกบกพร่อง หรือคนเจ็บที่มีประวัติเป็นโรคตับหรือโรคไต
  • สมุนไพรบอระเพ็ดในการกินในส่วนของรากโดยตลอดเป็นเวลานานอาจมีผลต่อหัวจิตใจ เพราะเหตุว่าเป็นยารสขม สิ่งที่ต้องระวังก็คือไม่สมควรใช้ชิดกันสม่ำเสมอเกิน 1 เดือน ถ้าหากว่าจำต้องใช้ในเดือนต่อไปก็ควรเว้นระยะเวลา 1-2 อาทิตย์เป็นขั้นต่ำเพื่อให้ร่างกายสามารถปรับภาวะได้ก่อน หากใช้ไปแล้วมีลักษณะมือเท้าเย็น แขนขาหมดเรี่ยวแรงก็ควรจะหยุดกิน
เอกสารอ้างอิง

  • บอระเพ็ด.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
  • บุญเทียม คงศักดิ์ตระกูล  ยุวดี วงษ์กระจ่าง และคณะ.  รายงานฉบับสมบูรณ์ขององค์การเภสัชกรรม, 2541:18pp.
  • Higashino H, Suzuki A, Tanaka Y, Pootakham K.  Inhibitory effects of Siamese Tinospora crispa extracts on the carrageenin-induced foot pad edema in rats (the 1st report).  Nippon Yakurigaku Zasshi 1992;100(4):339-44.
  • บอระเพ็ด.ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก http://www.disthai.com/
  • Kongsaktrakoon B, Temsiririrkkul R, Suvitayavat W, Nakornchai S, Wongkrajang Y.  The antipyretic effect of Tinospora crispa Mier ex Hook.f. & Thoms.  Mahidol Univ J Pharm Sci 1994;21(1):1-6.
  • บอระเพ็ด.ชาสมุนไพรบรรเทาอาการไข้.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.หน้า3-5
  • กัมปนาท รื่นรมย์.ประสิทธิภาพและการออกฤทธิ์ของสารสกัดจากบอระเพ็ดในการเป็นสารกำจัดแมลงต่อหนอนใยผัก(Plutella xylostella L.)
  • Sabir M, Akhter MH, Bhide NK.  Further studies on pharmacology of berberine.  Indian J Physiol Pharmacol 1978;22:9.
  • บอระเพ็ด ประโยชน์/สรรพคุณบอระเพ็ด.พืชเกษตรดอทคอมเว็บเพื่อเกษตรไทยบุญส่ง คงคาทิพย์ และสมนึก วงศ์ทอง การแยกสารออกฤทธิ์ฆ่าหนอนเจาะเสมอฝ้ายจากต้นบอระเพ็ดและการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างของสารกับการออกฤทธิ์
  • บอระเพ็ด.ฐานข้อมูลเครื่องยาคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
  • ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดของสาร borapetosides A จากต้นบอระเพ็ด.ข่าวความเคลื่อนไหนสมุนไพร.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Rivai Y.  Antiinflammatory effects of Tinospora crispa (L) Miers ex Hook.f & Thoms stem infusion on rat.  MS Thesis, Dept Pharm, Fac Math & Sci, Univ Andalas, Indonesia, 1987.
  • บอระเพ็ดกับเบาหวาน.กระทู้ถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
  • Gupta M, Nath R, Srivastava N, Shanker K, Kishor K, Bhargava KB.  Anti-inflammatory and antipyretic activities of b-sitosterol.  Planta Med 1980;39:157-63.
  • Mokkhasmit M, Swatdimongkol K, Satrawaha P.  Study on toxicity of Thai medicinal plants.  Bull Dept Med Sci 1971;12(2/4):36-65.
  • บอระเพ็ด.ฐานข้อมูลความปลอดภัยของสมุนไพรที่มีการขึ้นทะเบียนยาแผนโบราณ.สำนังานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
  • Chavalittumrong P, Attawish A, Chuthaputti A, Chuntapet P.  Toxicological study of crude extract of Tinospora crispa Miers ex Hook.f. & Thoms.  Thai J Pharm Sci 1997;21(4):199-210.


4

สมุนไพรตาตุ่มทะเล
ตาตุ่มทะเลExcoecaria agallocha Linn.
บางถิ่นเรียก ตาตุ่มทะเล} ตาตุ่ม (กลาง); บูโคน (มลายู-ปัตตานี).
ต้นไม้ ขนาดกลาง สูง 8-15 ม. เปลือกสีเทาวาว. ใบ เดี่ยว เรียงสลับกัน รูปไข่ หรือ รี กว้าง 2-5 เซนติเมตร ยาว 3-9 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบสอบ หรือ มน; ขอบของใบเรียบ หรือ หยักบางส่วน; ก้านใบยาว 1-2 เซนติเมตร ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบ ดอกเพศผู้ และดอกเพศเมียอยู่ต่างต้นกัน. ดอกเพศผู้ ออกเป็นช่อยาว 3-7 ซม.; กลีบรองกลีบดอก 3 กลีบ; เกสรผู้ 3 อัน ไม่ชิดกัน อับเรณูมี 2 ช่อง กลม. สมุนไพร ดอกเพศเมีย ออกเป็นช่อยาว 1.5-3.5 เซนติเมตร กลีบรองกลีบโคนเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็น 3 แฉก; รังไข่มี 3 ช่อง แต่ละช่องมีไข่อ่อน 1 หน่วย. ผล รูปกลมแป้น มี 3 พู กว้างประมาณ 6 มม. ยาวราวๆ 4 มิลลิเมตร เม็ด ค่อนข้างจะกลม.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามป่าชายเลน.
คุณประโยชน์ : ราก ตำ หรือ ฝน ประสมกับขิง เป็นยาพอก หรือ ทา แก้อาการบวมตามมือรวมทั้งเท้า ต้น ยางมีฤทธิ์กัดทำลาย ก่อให้เกิดอาการอักเสบ ถ้าเข้าตาจะทำให้ปวดอักเสบมากมาย ถึงทำให้ตาบอดได้ แก่นเรียกว่ากระลำพัก (ตาตุ่มสมุทร) เมื่อเผาไฟจะมีกลิ่นหอมาก ใช้เข้าเครื่องยา เป็นยาขับลม ฟอกเลือด ขับประจำเดือน ระบาย และก็ขับเสมหะ ถ้าเกิดเอาไม้ประเภทนี้ไปปักเลี้ยงหอยแมลงภู่ คนที่รับประทานหอยที่เกาะไม้นี้ จะมีผลให้ท้องเดินได้  ควันที่เกิดขึ้นมาจากการเผาต้น ใช้รมแก้โรคเรื้อน  ยางต้นต้มรวมกับน้ำมัน ใช้ทาแก้โรคเรื้อน กัดแผลอักเสบเรื้อรัง ทาเช็ดนวดแก้ปวดตามข้อ และอัมพาต ถ้ากินยางต้นในขนาดต่ำๆเป็นยาถ่าย แต่ว่าหากรับประทานมากมายอาจก่อให้สตรีแท้งบุตรได้ ใบ เป็นพิษ น้ำต้มเปลือก รับประทานเป็นยาทำให้อ้วก เป็นยาถ่าย แก้โรคลมชัก และเป็นยาฝาดสมาน

Tags : สมุนไพร

5
ตะไคร้
ชื่อสมุนไพร ตะไคร้
ชื่ออื่นๆ/ ชื่อเขตแดน จักไคร (ภาคเหนือ) , คาหอม (ไทใหญ่แม่ฮ่องสอน) , ไคร (ภาคใต้) , สิงไคร , หัวสิงไคร (อีสาน) , ห่อวอตะโป่ (กะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอน) , เชิดเกรย , เหลอะเกรย (เขมร)
ชื่อสามัญ Lemon grass, West Indian lemongrass , Sweet rush
ชื่อวิทยาศาสตร์ Cymbopogon citratus (DC.) Stapf
สกุล   GRAMINEAE
บ้านเกิด ตะไคร้เป็นพืชสมุนไพรชนิดหนึ่งที่ผูกพันกับวิถีชีวิตของคนไทยพวกเรามาตั้งแต่สมัยก่อนแล้ว แบบนี้เพราะตะไคร้เป็นพืชที่มีบ้านเกิดในแถบเขตร้อนของทวีปเอเชีย ดังเช่น ไทย , พม่า , ลาว , มาเลเซีย , อินโดนีเซีย , อินเดียว , ศรีลังกา ฯลฯแล้วก็ยังสามารถเจอได้ในประเทศเขตร้อนบางประเทศในแถบอเมริกาใต้ ด้วยเหมือนกัน โดยธรรมดา ตะไคร้จัดเป็นพืชล้มลุกเชื้อสายหญ้าและสามารถแบ่งออกเป็น 6 ประเภท ได้แก่ ตะไคร้หอม ตะไคร้กอ ตะไคร้ต้น ตะไคร้น้ำ ตะไคร้หางนาค แล้วก็ตะไคร้หางสิงห์
ลักษณะทั่วไป ตะไคร้ เป็นไม้ล้มลุกวงศ์เดียวกับต้นหญ้า มักมีอายุมากกว่า 1 ปี (ขึ้นกับต้นสายปลายเหตุทางสภาพแวดล้อม)ลำต้นตะไคร้มีเหง้าใต้ดิน ลำต้นมีลักษณะตั้งชัน รูปทรงกระบอก มีความสูงได้ถึง 1 เมตร (แล้วก็ใบ) ส่วนของลำต้นที่เราแลเห็นจะเป็นส่วนของกาบใบที่ออกเรียงช้อนกันแน่น โคนต้นมีลักษณะกาบใบหุ้มหนา ผิวเรียบ และก็มีขนอ่อนปกคลุม ส่วนโคนมีรูปร่างอ้วน มีสีม่วงอ่อนเล็กน้อย รวมทั้งเบาๆเรียวเล็กลงกลายเป็นส่วนของใบ แกนกลางเป็นบ้องแข็ง ส่วนนี้สูงราวๆ 20-30 ซม. ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดิน รวมทั้งจำพวก รวมทั้งเป็นส่วนที่ประยุกต์ใช้สำหรับทำอาหาร ใบตะไคร้ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ ก้านใบ (ส่วนลำต้นที่กล่าวข้างต้น) หูใบ (ส่วนต่อระหว่างกาบใบ และใบ) และใบ  ใบตะไคร้ เป็นใบผู้เดียว มีสีเขียว มีลักษณะเรียวยาว ปลายใบโค้งลู่ลงดิน โคนใบเชื่อมต่อกับหูใบ ใบมีรูปขอบขนาน ผิวใบสากมือ และมีขนปกคลุม ปลายใบแหลม ขอบของใบเรียบ แต่ว่าคม กลางใบมีเส้นกลางใบแข็ง สีขาวอมเทา แลเห็นต่างกับแผ่นใบเด่นชัด ใบกว้างราว 2 ซม. ยาว 60-80 เซนติเมตร  ตะไคร้เป็นพืชที่ออกดอกยาก จึงไม่ค่อยพบเจอ ดอกตะไคร้ดอกจะออกดอกเป็นช่อกระจัดกระจาย มีก้านช่อดอกยาว และมีก้านช่อดอกย่อยเรียงเป็นคู่ๆในแต่ละคู่จะมีใบตกแต่งรองรับ มีกลิ่นหอมสดชื่น ดอกมีขนาดใหญ่เหมือนดอกอ้อ
การขยายพันธุ์ ตะไคร้สามารถขยายพันธุ์ได้ด้วย การปักชำต้นเหง้า โดยตัดใบออกให้เหลือตอนโคนโดยประมาณหนึ่งคืบ นำมาปักชำไว้สักหนึ่งอาทิตย์ก็จะมีรากแตกออกออกมา และจากนั้นจึงนำไปลงแปลงดินที่เตรียมไว้  สำหรับวิธีการปลูกตะไคร้มีดังนี้

  • การเตรียมดิน ตะไคร้ถูกใจดินซึ่งร่วนซุย ให้ไถพลิกดินและก็ไถพรวนลึกโดยประมาณ 0.5 เมตร แล้วทำหลุม แต่ละหลุมห่างกันประมาณ 0.5 เมตร
  • ลงต้นพันธุ์หลุมละ 3 ต้น กลบดินให้พอเพียงมิดรากตะไคร้โดยประมาณ 10 เซนติเมตร
  • ขั้นแรกรดน้ำทุกๆวัน แม้กระนั้นระวังอย่าให้น้ำเข้าไส้ตะไคร้เวลารดน้ำให้รดคราวโคนต้นตะไคร้เท่านั้น มิฉะนั้นต้นตะไคร้จะเน่าห้ามใช้สปริงเกอร์เป็นอันขาดจำเป็นต้องให้น้ำที่โคนเท่านั้น
  • ในช่วง 3 วันแรกที่ปลูกให้พรางแสงแดดให้ตะไคร้ด้วย ภายหลังจากตะไคร้ปรับตัวได้แล้วให้เอาอุปกรณ์พรางแสงออกเพราะธรรมชาติของตะไคร้ชอบแดด แล้วก็เจริญเติบโตก้าวหน้าในที่ที่มีแสงแรง
  • เมื่อผ่านไป 1 เดือนตะไคร้จะเริ่มตั้งกอ ให้พิจารณาที่ต้น ถ้าหากต้นเจริญวัยดี ลำต้นจะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางราว 1.5-2 ซม.ก็สามารถตัดไปใช้หรือขายได้ การตัดตะไคร้ให้ตัดติดกก แม้กระนั้นอย่าให้สะเทือนรากที่อยู่ในดินเพราะเหตุว่าตะไคร้สามารถแตกขึ้นมาตั้งกอได้อีก ไม่ต้องหาต้นพันธุ์มาปลูกใหม่แทน
  • เมื่อตัดควรจะตัดให้หมดกอ เพื่อต้นตะไคร้ที่แตกใหม่จะได้เติบโตได้เต็มที่
  • ข้างหลัง จากตัดแล้วตะไคร้จะตั้งกอใหม่ภายในเวลา 1-2 เดือนเมื่อตะไคร้โตเต็มกำลังรวมทั้งสามารถตัดได้อีกตลอดไปจนกระทั่งต้นจะทรุดโทรม หรือ ตะไคร้ไม่แตกขึ้นมาอีก


ตะไคร้ถูกใจดินซึ่งร่วนซุย แม้กระนั้นก็สามารถก้าวหน้าได้ในดินแทบทุกจำพวกเป็นพืชที่ดูแลง่ายดายถูกใจน้ำถูกใจแดดจ้า เป็นพืชทนแล้งได้ดิบได้ดี แล้วก็เป็นพืชที่มีโรคน้อย ศัตรูพืชก็ไม่ค่อยมี (คงจะเป็นผลมาจากการที่ตะไคร้มีน้ำมันหอมระเหยในทุกๆส่วนก็เลยสามารถคุ้มครองป้องกันจากแมลงต่างๆได้)
องค์ประกอบทางเคมี
พบสาร  citral 80% นอกนั้นยังพบ trans – isocitral , geranial, nerol, geraniol, myrcene, limonene, eugenol, linalool, menthol, nerolidol, camphor, farnesol, citronellol,
ที่มา : wikipedia
citronellal, farnesol , caryophyllene oxide ส่วนในน้ำมันหอมระเหยของตะไคร้ มีสารสำคัญที่ออกฤทธิ์ลดการบีบตัวของไส้เป็นmenthol, cineole, camphor รวมทั้ง linalool ก็เลยลดอาการแน่นจุกเสียด  แล้วก็ช่วยขับลม  นอกเหนือจากนี้มี citral, citronellol, geraneol แล้วก็ cineole มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียดังเช่นว่า E. coli   ส่วนคุณค่าทางโภชนาการของตะไคร้มีดังนี้
ค่าทางโภชนาการของตะไคร้ ( 100 กรัม)

  • พลังงาน 143 กิโลแคลอรี่
  • โปรตีน 1.2 กรัม
  • ไขมัน 2.1 กรัม
  • คาร์โบไฮเดรต 29.7 กรัม
  • เส้นใย 4.2 กรัม
  • แคลเซียม 35 มิลลิกรัม
  • ฟอสฟอรัส 30 มิลลิกรัม
  • เหล็ก 2.6 มก.
  • วิตามินเอ 43 ไมโครกรัม
  • ไทอามีน 0.05 มก.
  • ไรโบฟลาวิน 0.02 มก.
  • ไนอาซิน 2.2 มิลลิกรัม
  • วิตามินซี 1 มก.
  • เถ้า 1.4 กรัม


ที่มา: กองโภชนาการ (2544)
คุณประโยชน์ / คุณประโยชน์ ใช้ส่วนของเหง้า ลำต้นรวมทั้งใบของตะไคร้ เป็นส่วนประกอบของของกินที่สำคัญหลายประเภทยกตัวอย่างเช่น ต้มยำ แล้วก็ของกินไทยหลายประเภท และใช้เป็นเครื่องเทศเตรียมอาหารสำหรับขจัดกลิ่นคาว ช่วยทำให้อาหารมีกลิ่นหอมหวน แล้วก็ปรับแต่งรสให้น่าอร่อยมากขึ้น สามารถนำมาใช้ทำเป็นน้ำตะไคร้ น้ำตะไคร้ใบเตย ช่วยดับร้อนแก้หิวได้เป็นอย่างดี  สามารถนำไปดัดแปลงเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลายประเภท ตัวอย่างเช่น เครื่องปรุงอบแห้ง ตะไคร้แห้งสำหรับชงดื่ม เอามาสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหย เป็นต้น
น้ำมันตะไคร้ (น้ำมันหอมระเหยที่ได้จากการสกัดตะไคร้)
– ใช้เป็นส่วนผสมของน้ำหอม
– ใช้เป็นส่วนประกอบสำหรับทำสบู่ แชมพูสระผม
– ใช้เป็นส่วนผสมของเครื่องสำอาง
– ใช้ทานวด แก้เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว
– ใช้ทาลำตัว แขน ขา เพื่อป้องกัน ยุง และก็แมลง
– ใช้เป็นส่วนประกอบของสารคุ้มครองปกป้อง รวมทั้งกำจัดแมลง
ส่วนสรรพคุณของทางยาของตะไคร้นั้นมีดังนี้
หนังสือเรียนยาไทย: ต้น รสหอมปร่า ขับลม ลดอาการท้องอืดท้องอืดท้องเฟ้อแน่นจุกเสียด  แก้อาการเกร็ง ขับเหงื่อ แก้โรคทางเท้าเยี่ยว แก้อาการขัดเบา แก้นิ่ว แก้ฉี่เป็นเลือด ทำให้เจริญอาหาร ลดระดับความดันโลหิต เหง้า แก้เบื่อข้าว บำรุงไฟธาตุ แก้กษัย ขับลมในไส้ แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้เยี่ยวขัด แก้ปัสสาวะทุพพลภาพ แก้นิ่ว เป็นยารักษาโรคเกลื้อน แก้ไข้หวัด ขับระดู ขับตกขาว ใช้ข้างนอกทาแก้ลักษณะของการปวดบวมตามข้อ
           แบบเรียนยาท้องถิ่นอีสาน : ใช้ทั้งต้น ลดไข้ โดยเอามาต้มกระทั่งเดือดราวๆ 10 นาที ชูลงดื่มครั้งละครึ่งแก้วสามเวลา ใช้ด้านนอกรักษาโรคผิวหนังโดยต้มกับน้ำแล้วก็เอามาอาบ
           ตำรับยาสมุนไพรล้านนา: ใช้รักษาอาการบวมในเด็ก กลางคน และคนชรา โดยในตำรับประกอบด้วยตะไคร้ แล้วก็สมุนไพรอื่นอีก 13 ประเภท นำไปต้มอาบ
           ทางสุคนธบำบัดน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้บ้าน ช่วยกระตุ้นให้ตื่นตัว เบิกบานใจ ทำให้รู้สึกดี ผ่อนคลายความเคลียด แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ช่วยในการย่อยอาหาร ช่วยเจริญอาหาร ทุเลาอาการปวดโรคข้ออักเสบ ปวดกล้าม
ส่วนคุณประโยชน์ทางการแพทย์แผนปัจจุบันที่ได้มีการทำการศึกษาเรียนรู้ทางสถานพยาบาลผลปรากฏว่า น้ำยาบ้วนปากจากตะไคร้สามารถช่วยลดกลิ่นปากที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียบางประเภทลงได้รวมทั้งพบว่ามีความปลอดภัยจากการใช้งานในกลุ่มผู้ถูกทดสอบ แม้ยังคงควรจะมีการแก้ไขกลิ่นแรงแล้วก็รสจากตะไคร้เสริมเติมต่อไป และในน้ำมันหอมระเหยที่สกัดจากตะไคร้มีอัตราการดูแลรักษาผู้เจ็บป่วยโรคเกลื้อนอยู่ที่โดยประมาณ 60% ในระหว่างที่ตัวยาคีโตโคนาโซลมีประสิทธิผลทางการรักษาสูงขึ้นมากยิ่งกว่าเป็นอยู่ที่ 80%  และมีการทดลองคุณภาพของตะไคร้ด้วยการทาโลชั่นที่มีส่วนผสมของน้ำมันตะไคร้ลงบนแขนของผู้อาสาสมัครทดสอบ แล้วให้ผู้ทดลองอยู่ในรอบๆที่มีตัวริ้นประเภท Culicoides Pachymerus อยู่อย่างมาก โดยทดสอบบ่อยๆ10 ครั้ง เพื่อทดสอบประสิทธิผลทางการคุ้มครองปกป้องภายใน 3-6 ชั่วโมง ผลการทดลองพบว่า โลชั่นที่มีส่วนผสมของตะไคร้มีประสิทธิผลทางการปกป้องริ้นจำพวกนี้ได้สูงสุดถึงราว 5 ชั่วโมง  ส่วนการทดสอบถึงความสามารถของตะไคร้สำหรับเพื่อการป้องกันยุงก้นปล่องสายพันธุ์ Anopheles Arabiensis ในอาสาสมัครทดลองเพศชาย 3 คน พบว่ายากันยุงที่มีส่วนผสมของตะไคร้มีคุณภาพสำหรับในการปกป้องยุงได้ยาวนานที่ประมาณ 3 ชั่วโมง  ส่วนในเรื่องการกำจัดรังแคนั้น มีงานทดสอบหนึ่งในไทยที่นำเอาน้ำมันสกัดจากตะไคร้มาเป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์น้ำมันบำรุงเส้นผมแต่งกลิ่น 5, 10 และ 15% โดยมีอาสาสมัครทดลองเป็นคนไทยในวัย 20-60 ปี ปริมาณ 30 คน ผลการทดสอบพบว่า ผลิตภัณฑ์น้ำมันบำรุงเส้นผมแต่งกลิ่นตะไคร้มีประสิทธิผลต่อการลดจำนวนรังแคลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของตะไคร้ 10%
แบบ/ขนาดการใช้
ใช้รักษาอาการขัดเบา    เหง้าแล้วก็ลำต้นสด   หรือแห้ง  1  กำมือ  หรือน้ำหนักสด  40-60  กรัม  แห้ง  20-30  กรัม  ตีต้มกับน้ำพอเหมาะ  แบ่งดื่ม  3  ครั้งๆละ  1  ถ้วยชา (75  ไม่ลิลิตร) ก่อนที่จะกินอาหาร  หรือจะหั่นตะไคร้  คั่วด้วยไฟอ่อนๆพอเพียงเหลือง  ชงด้วยน้ำเดือด  ปิดฝาทิ้งไว้  5-10  นาที  ดื่มแม้กระนั้นน้ำ 3 ครั้ง ทีละ  1  ถ้วยชา  ก่อนกินอาหาร                     
ใช้รักษาท้องอืดท้องเฟ้อแน่นจุกเสียด   ใช้เหง้ารวมทั้งลำต้นสด  1  กำมือ  น้ำหนัก  40-60  กรัม  ทุบพอแตก  ต้มกับน้ำ  2  ถ้วยแก้ว  เดือด  5-10  นาที  ดื่มแต่น้ำ  ทีละ  1/2  แก้ว  วันละ  3  ครั้งหน้าอาหาร     
การใช้ตะไคร้รักษาอาการแน่นจุกเสียด ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข (สาธารณสุขพื้นฐาน)

  • นำตะไคร้ทั้งต้นรวมทั้งรากปริมาณ 5 ต้น สับเป็นท่อน ต้มกับเกลือ เพิ่มน้ำสุก 3 ส่วน ให้เหลือ 1 ส่วน ดื่มทีละ 1 ถ้วยแก้ว ต่อเนื่องกัน 3 วัน จะหายปวดท้อง
  • นำลำต้นแก่ใหม่ๆทุบเพียงพอแหลกประมาณ 1 กำมือ (40-60 กรัม) ต้มเอาน้ำดื่ม


                ใช้รักษาอาการเมาค้าง ใช้ต้นสดโขลกคั้นเอาน้ำดื่มแก้อาการเมาในกรณีคนที่เมามากๆช่วยทำให้สร่างเร็ว
การเรียนทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ลดการบีบตัวของลำไส้ สารเคมีในน้ำมันหอมระเหยของตะไคร้ช่วยขับลม น้ำมันหอมระเหยของตะไคร้ก็เลยลดอาการแน่นจุกเสียดได้
  • ฤทธิ์ทำลายเชื้อแบคทีเรียต้นเหตุอาการแน่นจุกเสียดและก็ท้องเสีย เมื่อนำน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ (ความเข้มข้นร้อยละ 0.3) มาทดลอง พบว่าสามารถต้านเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดอาการท้องเสียได้ปานกลาง   มีการปรับปรุงสูตรตำรับเจล ล้างมือจากน้ำมันตะไคร้สำหรับยับยั้งเชื้อแบคทีเรียที่นำไปสู่อาการท้องเดิน พบว่าตำรับที่มีประสิทธิภาพในการยั้งเชื้อแบคทีเรียดังกล่าวมาแล้วข้างต้นเจริญที่สุดหมายถึงตำรับที่มีความเข้มข้นของน้ำมันตะไคร้ปริมาณร้อยละ 5 โดยน้ำหนัก แล้วก็มีการจดสิทธิบัตรสำหรับสารสกัดตะไคร้ที่เป็นส่วนผสมในยา อาหาร หรือเครื่องสำอาง โดยกล่าวว่าสามารถยั้งเชื้อแบคทีเรีย E. coli ได้
  • ฤทธิ์ต้านทานเชื้อรา สารสกัดด้วยเอทานอล แล้วก็น้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ สามารถต่อต้านเชื้อราที่เป็นต้นเหตุของโรคผิวหนัง เป็นต้นว่า กลาก เกลื้อน ได้  โดยน้ำมันตะไคร้ที่มีสาร citral และ myrcene เป็นส่วนประกอบหลักจะมีฤทธ์ยับยั้งเชื้อราดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น แล้วก็เมื่อนำน้ำมันตะไคร้ไปพัฒนาเป็นครีมต่อต้านเชื้อราพบว่าที่ความเข้มข้นร้อยละ 2.5 และ 3.0 จะได้ผลต้านทานเชื้อราเจริญที่สุดและก็เหมาะสมที่จะพัฒนาเป็นตำรับยาต่อไป


เมื่อนำน้ำมันหอมระเหย และสารสกัดด้วยเฮกเซน, คลอโรฟอร์ม, เอทานอล และก็น้ำ มาทดสอบฤทธิ์ต่อต้านเชื้อรา พบว่าน้ำมันหอมระเหยและก็สารสกัดตะไคร้ด้วยเฮกเซนสามารถต้านเชื้อราได้ทุกชนิด  ส่วนสารสกัดด้วยคลอโรฟอร์มมีฤทธิ์ต้านทานเชื้อราได้น้อย เวลาที่สารสกัดด้วยเอทานอลรวมทั้งน้ำไม่มีฤทธิ์ต้านเชื้อรา และก็จากผลการทดลองยังพบว่าสารประกอบหลักในน้ำมันหอมระเหย แล้วก็ในสารสกัดด้วยเฮกเซนที่มีฤทธิ์ต้านเชื้อราได้ดิบได้ดีหมายถึงสาร citral
                 มีการจดสิทธิบัตรสินค้าตะไคร้ในรูปของ emulsion รวมทั้ง nanocapsule ที่ประกอบด้วยน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ ใช้สำหรับรักษาโรคผิวหนังที่เกิดขึ้นจากเชื้อรา E.  floccosum, Microsporum canis และก็  T.  rubrum โดยไปยับยั้งการเติบโตหรือฆ่าเซลล์ของเชื้อราดังกล่าวมาแล้วข้างต้น

  • ฤทธิ์ต้านยีสต์ สารสกัดด้วยเอทานอล และน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้สามารถต่อต้านยีสต์ Candida albicans ได้
  • ฤทธิ์แก้ปวด พบว่าน้ำมันหอมระเหยสามารถบรรเทาลักษณะของการปวดได้เมื่อฉีดเข้าทางท้องหนูเม้าส์ที่ถูกรั้งนำให้เกิดความเจ็บด้วยความร้อน  หรือแม้ป้อนน้ำมันหอมระเหยในขนาดเท่าเดิมทางปากจะสามารถทุเลาอาการปวดได้เมื่อเทียบกับยา meperidine


ชาชงตะไคร้ เมื่อป้อนให้หนูเม้าส์รับประทานตรงเวลา 30 นาที ก่อนจะรั้งนำหนูให้ปวดอุ้งเท้าด้วยสารคาราจีแนน 100 ไมโครกรัม/อุ้งเท้า  หรือด้วยสาร prostaglandin E2  และ dibutyryl cyclic AMP พบว่าสามารถยับยั้งลักษณะของการปวดจากการที่ถูกรั้งนำด้วยสารคาราจีแนน รวมทั้ง prostaglandin E2 ได้  แต่ว่าไม่ได้เรื่องหากรั้งนำให้ปวดด้วย dibutyryl cyclic AMP  ยิ่งไปกว่านี้น้ำมันหอมระเหยตะไคร้  และสาร myrcene เมื่อป้อนให้หนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้กำเนิดอาการปวดด้วย prostaglandin E2  พบว่าสามารถยับยั้งอาการปวดได้

  • ฤทธิ์ลดไข้ เมื่อให้สารสกัดน้ำร้อนจากใบของตะไคร้ ทางสายยางแก่หนูขาวในขนาด 20 มล./กก. ไม่มีฤทธิ์ลดอุณหภูมิของหนูขาว แม้กระนั้นเมื่อฉีดเข้าท้องหนูขาวในขนาด 40.0 มล./กก. พบว่าลดอุณหภูมิของหนูขาวได้อย่างเป็นจริงเป็นจัง (p< 0.05) (2) เมื่อให้สารสกัดน้ำร้อนจากใบของตะไคร้ ทางสายยางแก่หนูขาวในขนาด 20-40 มิลลิลิตร/กิโลกรัม วันแล้ววันเล่าตรงเวลา 8 อาทิตย์ พบว่าไม่มีฤทธิ์ลดอุณหภูมิกายของหนูขาว
  • ฤทธิ์ขับน้ำดี ตะไคร้มีสารช่วยสำหรับการขับน้ำดีมาช่วยในการย่อยเป็นborneol, fenchone แล้วก็ cineole
  • ฤทธิ์ขับลม ยาชงตะไคร้เมื่อให้กินไม่มีผลขับลม แต่ถ้าหากให้โดยฉีดทางช่องท้องจะได้ผลดี


เมื่อกรอกน้ำมันหอมระเหยจากใบเข้ากระเพาะอาหาร หรือฉีดเข้าท้องหนูถีบจักรเพศผู้ ขนาด 10, 50, 100 มก./กก. พบว่าสามารถทุเลาอาการปวดได้ รวมทั้งเมื่อกรอก    น้ำมันหอมระเหยจากใบ เข้าข้างในกระเพาะหนูขาว ขนาด 20% พบว่ามีฤทธิ์ทุเลาลักษณะของการปวดที่รั้งนำด้วย carageenan หรือ PGE2 แต่ว่าไม่ได้ผลในหนูที่ทำให้ปวดด้วย dibutyryl cyclic AMP ซึ่งสารออกฤทธิ์ คือ myrcene (1) นอกจากนั้นเมื่อกรอกสารสกัดเอทานอล 95% จากใบสด เข้ากระเพาะหนูถีบจักร ขนาด 1 กรัม/กก. พบว่าไม่อาจจะทุเลาลักษณะของการปวดได้
การศึกษาทางพิษวิทยา หลักฐานความเป็นพิษและก็การทดสอบความเป็นพิษ
เมื่อให้น้ำมันหอมระเหยเข้าทางกระเพาะกระต่าย พบว่ามีค่า LD50 มากกว่า 5 กรัม/กก. ส่วนพิษในหนูขาวไม่กระจ่าง และเมื่อป้อนสารสกัดใบด้วยอัลกอฮอล์และก็น้ำ (1:1) ขนาด 460 มก./กิโลกรัม เข้ากระเพาะหนูถีบจักร พบว่าเป็นพิษ แม้กระนั้นสารสกัดใบด้วยน้ำ ขนาด 20-40 ซีซี/กิโลกรัม เมื่อให้ทางปากไม่เจอพิษ และไม่เป็นพิษต่อตัวอ่อน และไม่มีผลต่อน้ำหนักตัวของหนูขาว มีผู้ศึกษาพิษของน้ำมันหอมระเหย พบว่าอัตราส่วน LD50/TD พอๆกับ 6.9 การป้อนยาชงตะไคร้ให้หนูขาวในขนาด 20 เท่าของขนาดที่ใช้ในคนเป็นเวลา 2 เดือน ไม่เจอความเป็นพิษ
          การเล่าเรียนพิษกะทันหันของน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ขนาด 1,500 ppm เป็นเวลา 60 วัน พบว่าหนูขาวกลุ่มที่ได้ตะไคร้ โตเร็วกว่ากรุ๊ปควบคุม แม้กระนั้นค่าเคมีเลือดไม่เปลี่ยนแปลง
สารสกัดตะไคร้ด้วยเอทานอล (80%) ไม่มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ใน Staphylococcus typhimurium TA98 และ TA100 มีผู้ทดลองฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ใน mammalian cells ของ b-myrcene ซึ่งเป็นสารสำคัญในตะไคร้ พบว่าไม่พบฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ มีผู้ทดลองใช้ตะไคร้แห้ง ขนาด 400 มคกรัม/จานเพาะเชื้อ มาทดสอบกับ S. typhimurium TA98 รวมทั้งเมื่อนำน้ำต้มใบตะไคร้กับเนื้อ (โค ไก่ หมู) ขนาด 4, 8 แล้วก็ 16 มิลลิกรัม/จานเพาะเชื้อ ทดลองกับ S. typhimurium TA98 และ TA100 ไม่พบฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ และสารสกัดด้วยน้ำขนาด 0.5 ซีซี/จานเพาะเชื้อ ไม่มีผลก่อกลายพันธุ์ใน Bacillus subtilis H-17 (Rec+) และ M-45 (Rec-) ตะไคร้สดในขนาด 1.23 มิลลิกรัม/ซีซี ไม่มีพิษต่อยีน (16) และ b-myrcene ซึ่งเป็นสารสำคัญก็ไม่พบพิษเช่นกัน
สาร citral ซึ่งเป็นสารที่ได้จากน้ำมันหอมระเหยจากใบ เป็นพิษต่อเซลล์ P388 mouse leukemia และน้ำมันหอมระเหย เป็นพิษต่อเซลล์ P388 leukemia โดยมีค่า IC50 5.7 มคก./มล. แม้กระนั้นเมื่อผสมน้ำมันหอมระเหยตะไคร้กับโหระพาช้าง (1:1 vol./vol.) มีค่า IC50 10.2 มคกรัม/มิลลิลิตร ส่วนสกัด (partial purified fraction) ไม่เป็นพิษต่อเซลล์ PS (murine lymphocytic leukemia P388),FA   ( murine ascites mammary carcinoma FM3A ) แต่สารสกัดหยาบคายแสดงฤทธิ์อย่างอ่อนต่อเซลล์ FA สารสกัดใบด้วยเมทานอล ในขนาด 50 มคกรัม/ มิลลิลิตร ออกฤทธิ์ไม่แน่นอนต่อเซลล์ของโรคมะเร็ง CA-9KB แม้กระนั้นในขนาด 20 มคกรัม/ มล. ไม่เป็นพิษต่อเซลล์ RAJI
มีผู้ทดลองพิษของชาที่จัดแจงจากตะไคร้พบว่าเมื่อให้อาสาสมัครร่างกายแข็งแรงกินเกิดไคร้ 1 ครั้ง หรือกินวันละครั้งตรงเวลา 2 สัปดาห์ ไม่พบความเคลื่อนไหวทางเคมีในเลือด เม็ดเลือดรวมทั้งฉี่ มีบางรายเท่านั้นที่มีปริมาณใบเสร็จรับเงินลิรูบิน รวมทั้ง amylase สูงขึ้น ก็เลยนับว่าไม่มีอันตราย ส่วนน้ำมันตะไคร้เมื่อผสมในน้ำหอม โดยผสมน้ำมันตะไคร้ปริมาณร้อยละ 0.8 พบว่ามีลักษณะแพ้ แต่การแพ้นี้อาจเป็นเพราะเนื่องจากสารอื่นได้ และมีรายงานความเป็นพิษต่อถุงลมปอดเมื่อดมกลิ่นน้ำมันตะไคร้
ข้อเสนอ / ข้อควรระวัง

  • การบริโภคตะไคร้หรือการใช้ตะไคร้ทาบนผิวหนังเพื่อเป้าหมายทางการรักษาโรค บางทีอาจจะไม่เป็นอันตรายแม้ใช้ตะไคร้ในขณะสั้นๆภายใต้การดูแลรวมทั้งคำแนะนำจากหมอ
  • การสูดดมสารที่มีส่วนประกอบของตะไคร้ อาจส่งผลให้เกิดผลข้างเคียงที่ทำให้เป็นอันตรายและก็เป็นพิษต่อสุขภาพร่างกายได้ในผู้เจ็บป่วยบางราย ยกตัวอย่างเช่น ผู้มีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพปอด
  • ปรึกษาแพทย์ เภสัชกร และก็เรียนรู้ข้อมูลบนฉลากอย่างถี่ถ้วนก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ใดๆก็ตามที่มีสารสกัดมาจากตะไคร้ก่อนเสมอ เพื่อหลบหลีกการเกิดผลข้างเคียงที่บางทีอาจมีอันตรายต่อร่างกายหลังการบริโภค
  • ระวังการใช้ตะไคร้และก็ผลิตภัณฑ์จากตะไคร้ในคนที่เป็นต้อหิน (glaucoma) เพราะ citral จะทำให้ความดันในดวงตามากขึ้น
เอกสารอ้างอิง

  • ตะไคร้.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.ฉบับประชาชนทั่วไป.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ตะไคร้แกง.ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
  • Puatanachokchai R, Vinitketkumnuen U, Picha P.  Antimutagenic and cytotoxic effects of lemon grass.  The 11th   Asia Pacific Cancer Conference, Bangkok Thailand, 16-19 1993.
  • คุณค่าทางโภชนาการของอาหารไทย.กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข.2544.
  • Carlini EA, Contar JDDP, Silva-Filho AR, Solveira-Filho NG, Frochtengarten ML, Bueno,OFA. Pharmacology of  lemongrass (Cymbopogon citratus Stapf).    Effects of teas prepared from the leaves on laboratory animals.  J  Ethnopharmacol 1986;17(1):37-64.
  • ตะไคร้สรรพคุณประโยชน์กับบทพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์.พบแพทย์ดอทคอม. http://www.disthai.com/
  • Lemongrass oil West Indian.  Food Cosmet Toxicol 1976;14:457.
  • กาญจนา ขยัน,การอบแห้งตะไคร้ด้วยเทคนิคการให้ความร้อนแบบไดอิเล็กตริกโดยใช้เครื่องอบไมโครเวฟที่ควบคุมอุณหภูมิได้.
  • Vinitketkumnuen U, Puatanachokchai R, Kongtawelert P, Lertprasertsuke N, Matsushima T.  Antimutagenicity of   lemon grass (Cymbopogon citratus Stapf) to various known mutagens in Salmonella mutation assay.  Mutat Res   1994;341(1):71-5.
  • ตะไคร้ใบตะไคร้ประโยชน์และสรรพคุณตะไคร้.พืชเกษตรดอทคอมเว็บเพื่อเกษตรไทย.
  • Souza Formigoni MLO, Lodder HM, Filho OG, Ferreira TMS, Carlini EA. Pharmacology of lemongrass  (Cymbopogon citratus Stapf).    Effects of daily two month administration in male and female rats and in  offspring exposed "in utero". J Ethnopharmacol 1986;17(1):65-74.
  • Parra AL, Yhebra RS, Sardinas IG, Buela LI.  Comparative study of the assay of Artemia salina L. and the  estimate of the medium lethal dose (LD50 value) in mice, to determine oral acute toxicity of plant extracts.   Phytomedicine 2001;8(5):395-400.
  • ตะไคร้.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
  • Kauderer B, Zamith H, Paumgartten FJ, Speit G. Evaluation of the mutagenicity of b-myrcene in mammalian cells   in vitro.  Environ Mol Mutagen 1991;18(1):28-34.
  • Lorenzetti BB, Souza GEP, Sarti SJ, et al. Myrcene mimics the peripheral analgesic activity of lemongrass tea.  J  Ethnopharmacol 1991;34(1):43-8.   
  • Skramlik EV. Toxicity and toleration of volatile oils.  Pharmazie 1959;14:435-45.
  • Ostraff M, Anitoni K, Nicholson A, Booth GM. Traditional Tongan cures for morning sickness and their   mutagenic/toxicological evaluations.  J Ethnopharmacol 2000;71(1/2):201-19.
  • Wohrl S, Hemmer W, Focke W, Gotz M, Jarisch R. The significance of fragrance mix, balsam of Peru, colophony   and propolis as screening tools in the detection of fragrance allergy.  Br J Dermatol 2001;145(2):268-73.
  • Onbunma S, Kangsadalampai K, Butryee B, Linna T. Mutagenicity of different juices of meat boiled with herbs   treated with nitrite.  Ann Res Abst, Mahidol Univ (Jan 1 – Dec 31, 2001) 2002;29:350.
  • Costa M, Di Stasi LC, Kirizawa M, et al. Screening in mice of some medicinal plants used for analgesic purposes  in the state of Sao Paulo.  J Ethnopharmacol 1989;27(1/2):25-33.
  • Mishra AK, Kishore N, Dubey NK, Chansouria JPN. An evaluation of the toxicity of the oils of Cymbopogon   citratus and Citrus medica in r

6

โรคออทิสติก (Autistic spectrum disorder)
โรคออทิสติกคืออะไร “ออทิสติก” (Autism Spectrum Disorder) เป็นโรคที่มีชื่อเรียกหลากหลาย และก็มีการเปลี่ยนการเรียกชื่อเป็นระยะ เช่น ออทิสติก (Autistic Disorder), ออทิสซึม (Autism), ออทิสติก สเปกตรัม (Autism Spectrum Disorder), พีดีดี (Pervasive Developmental Disorders; PDDs), พีดีดี เอ็นโอเอส (PDD, Not Otherwise Specified) รวมทั้งแอสเพอร์เกอร์ (Asperger’s Disorder)  จนถึงในปัจจุบันจึงมีการตกลงใช้คำว่า “Autism Spectrum Disorder” ตามเกณฑ์คู่มือการวินิจฉัยโรคทางจิตเวชฉบับปัจจุบัน DSM-5 ของชมรมจิตแพทย์อเมริกัน ซึ่งใช้อย่างเป็นทางการในระดับสากลตั้งแต่ปี พ.ศ.2556 สำหรับในภาษาไทย ใช้ชื่อว่า “ออทิสติก” โรคออทิสติก(Autistic Disorder) หรือ ออทิสซึม(Autism) เป็นความผิดปกติของวิวัฒนาการเด็กแบบอย่างหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะส่วนตัว  เป็นโรคที่เกิดขึ้นจากความไม่ปกติของสมอง ทำให้มีความบกพร่องของวิวัฒนาการหลายด้านหมายถึงกลุ่มอาการความผิดปกติ 3 ด้านหลักคือ

  • ภาษาและการสื่อความหมาย
  • การสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคล
  • ความประพฤติปฏิบัติรวมทั้งความพึงพอใจแบบเจาะจงซ้ำเดิมซึ่งมักจะเกี่ยวกับกิจวัตรที่ทำทุกๆวันรวมทั้งการเคลื่อนไหว ซึ่งอาการพวกนี้เกิดในช่วงต้นของชีวิต มักเริ่มมีลักษณะอาการก่อนอายุ 3 ปี


คำว่า “Autism” มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก ว่า “Auto” ซึ่งมีความหมายว่า Self หมายถึง แยกตัวอยู่คนเดียวในโลกของตน เปรียบได้กับมีกำแพงใส หรือกระจกเงา กั้นบุคคลกลุ่มนี้ออกจากสังคมรอบข้าง
ประวัติความเป็นมา ปี พุทธศักราช2486 มีการรายงานผู้ป่วยเป็นครั้งแรก โดยหมอลีโอ แคนเนอร์ (Leo Kanner) จิตแพทย์ สถาบันจอห์น ฮอปกินส์ อเมริกา รายงานคนเจ็บเด็กปริมาณ 11 คน ที่มีลักษณะแปลกๆเช่น บอกเลียนเสียง พูดช้า สื่อสารไม่รู้เรื่อง ทำอีกครั้งๆเกลียดการเปลี่ยนแปลง ไม่สนใจคนอื่น เล่นไม่เป็น และได้ติดตามเด็กอยู่นาน 5 ปี พบว่าเด็กกลุ่มนี้ต่างจากเด็กที่ขาดตกบกพร่องทางเชาวน์ ก็เลยเรียกชื่อเด็กที่มีลักษณะเช่นนี้ว่า “Early Infantile Autism”
ปี พ.ศ.2487 หมอฮานส์ แอสเพอร์เกอร์ (Hans Asperger) กุมารแพทย์ ชาวออสเตรีย บรรยายถึงเด็กที่มีลักษณะเข้าสังคมลำบาก หมกมุ่นอยู่กับการทำอะไรซ้ำๆประหลาดๆแต่กลับพูดเก่งมากมาย และก็ดูเหมือนจะชาญฉลาดด้วย เรียกชื่อเด็กที่มีลักษณะแบบนี้ว่า “Autistic Psychopathy” ปี พุทธศักราช2524 Lorna Wing นำมาอ้างอิงถึง ออทิสติกในความหมายของแอสเพอร์เกอร์ คล้ายคลึงกับของแคนเนอร์มาก นักค้นคว้ารุ่นหลานจึงสรุปว่า แพทย์ 2 คนนี้พูดถึงเรื่องเดียวกัน แต่ในเนื้อหาที่แตกต่างกัน ซึ่งในปัจจุบันจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกัน คือ “Autism Spectrum Disorder”
                จากการเรียนรู้ช่วงแรกพบอัตราความชุกของโรคออทิสติกโดยประมาณ 4-5 รายต่อ 10000 ราย แม้กระนั้นแถลงการณ์ในระยะหลังเจออัตราความชุกเยอะขึ้นในประเทศต่างๆทั่วโลก เป็น 20-60 รายต่อ 10000 ราย ความชุกที่เพิ่มมากขึ้นนี้ ส่วนใดส่วนหนึ่งมาจากความเข้าใจเกี่ยวกับออทิสติกที่มากขึ้น การใช้เครื่องมือในการวิเคราะห์ที่แตกต่าง รวมถึงปริมาณผู้ป่วยที่อาจมีมากยิ่งขึ้น โรคออทิสติกเจอในเพศชายมากยิ่งกว่าเพศหญิงอัตราส่วนราวๆ 2-4:1 อัตราส่วนนี้สูงขึ้นในกรุ๊ปเด็กที่มีลักษณะอาการน้อยรวมทั้งในทางตรงกันข้ามอัตราส่วนผู้ชายต่อเพศหญิงลดน้อยลงในกรุ๊ปที่มีภาวะปัญญาอ่อนรุนแรงร่วมด้วย
สิ่งที่ทำให้เกิดโรคออทิสติก  มีความบากบั่นในการศึกษาเรียนรู้ถึงต้นเหตุของออทิสติก แต่ก็ยังไม่รู้สาเหตุของความแตกต่างจากปกติที่ชัดแจ้งได้ ในขณะนี้มีหลักฐานสนับสนุนชัดเจนว่ามีต้นเหตุจากหลักการทำงานของสมองที่ผิดปกติ มากยิ่งกว่าได้ผลจากสิ่งแวดล้อม
            ในสมัยก่อนเคยมั่นใจว่าออทิสติก มีสาเหตุจากการอุปถัมภ์ในลักษณะที่เย็นชา (Refrigerator Mother) (พ่อแม่ที่บรรลุผลสำเร็จในเรื่องงาน จนความสัมพันธ์ระหว่างบิดามารดากับลูกมีความห่างเย็นชา ซึ่งมีการเปรียบว่า เป็นพ่อแม่ตู้แช่เย็น) แม้กระนั้นจากหลักฐานข้อมูลในตอนนี้รับรองได้แน่ชัดว่า แบบการอุปถัมภ์ค้ำชูไม่ใช่ปัจจัยที่ทำให้เป็นออทิสติก แต่ว่าถ้าหากเลี้ยงดูอย่างเหมาะสมก็จะสามารถช่วยทำให้เด็กพัฒนาได้มาก
           แม้กระนั้นในตอนนี้นักค้นคว้า/นักวิทยาศาสตร์ พบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุด้านพันธุกรรมสูงมากมาย มีความเชื่อมโยงกับโครโมโซมหลายตำแหน่ง ได้แก่ ตำแหน่งที่ 15q 11-13, 7q และ 16p ฯลฯ และก็จากการศึกษาเล่าเรียนในฝาแฝด พบว่าแฝดเหมือน ซึ่งมีรหัสกรรมพันธุ์เหมือนกัน ได้โอกาสเป็นออทิสติกทั้งสองสูงยิ่งกว่าแฝดไม่เหมือนอย่างเห็นได้ชัด
                และการเรียนทางด้านกายวิภาครวมทั้งสารสื่อประสาทในสมองของคนเจ็บออทิสติก จากทั้งยังทางรูปรังสี สัญญาณคลื่นสมอง สารเคมีในสมองรวมถึงชิ้นเนื้อ เจอความแปลกหลายสิ่งหลายอย่างในคนไข้ออทิสติกแม้กระนั้นยังไม่เจอแบบที่เฉพาะ ในทางกายตอนพบว่าสมองของผู้เจ็บป่วยออทิสติกมีขนาดใหญ่กว่าของคนทั่วๆไป แล้วก็นิดหน่อยของสมองมีขนาดเปลี่ยนไปจากปกติ ตำแหน่งที่มีรายงานเจอความแปลกของเนื้อสมอง ดังเช่น brain stem, cerebellum, limbic system แล้วก็ บางตำแหน่งของ cerebral cortex
                นอกเหนือจากนั้นการตรวจคลื่นกระแสไฟฟ้าสมอง (EEG) ในคนไข้ออทิสติก พบความแปลกร้อยละ 10-83 เป็นความไม่ดีเหมือนปกติของคลื่นกระแสไฟฟ้าสมองแบบไม่เจาะจง  (non-specific abnormalities) อุบัติการณ์ของโรคลมชักในเด็กออทิสติกสูงยิ่งกว่าของคนทั่วไปคือ เจอจำนวนร้อยละ 5-38 ยิ่งไปกว่านี้ยังมีการเรียนรู้เกี่ยวกับสารสื่อประสาทหลายประเภทโดยยิ่งไปกว่านั้น  serotonin ที่พบว่าสูงขึ้นในผู้ป่วยบางราย แม้กระนั้นก็ยังมิได้ผลสรุปที่แจ่มแจ้งถึงความเกี่ยวพันของความแปลกกลุ่มนี้กับการเกิดออทิสติก
                ในทุกวันนี้สรุปได้ว่า สาเหตุส่วนมากของออทิสติกมีต้นเหตุที่เกิดจากพันธุกรรมแบบหลายต้นสายปลายเหตุ (multifactorial inheritance) ซึ่งมียีนที่เกี่ยวเนื่องหลายตำแหน่งและมีภูเขามิไวรับ (susceptibility) ต่อการเกิดโรคที่เกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากการสัมผัสสิ่งแวดล้อมต่างๆ
อาการโรคออทิสติก การที่จะทราบว่าเด็กคนใดกันแน่เป็นหรือไม่เป็นออทิสติกนั้น  เริ่มแรกจะสังเกตได้จากความประพฤติในวัยเด็ก    ซึ่งสังเกตเห็นได้ตั้งแต่ขวบปีแรก       บิดามารดาบางครั้งอาจจะสังเกตเห็นตั้งแต่ความเกี่ยวข้องทางสังคมกับผู้อื่น  ด้านการสื่อความหมาย    มีความประพฤติที่ทำอะไรซ้ำๆ    ความประพฤติปฏิบัติจะเริ่มแสดงแจ่มกระจ่างเยอะขึ้นเมื่อเด็กอายุประมาณ 2 ขวบครึ่ง หรือ 30  เดือน  โดยมีลักษณะปรากฏกระจ่างในเรื่องความล่าช้าด้านการพูดรวมทั้งการใช้ภาษา      ด้านความสัมพันธ์กับสังคมพินิจได้จากการที่เด็กจะไม่สบตา  ไม่แสดงออกทางสีหน้าและลีลาราวกับไม่สนใจ  จะผูกสัมพันธ์หรือเล่นกับคนใดกันแน่  และไม่สามารถแสดงออกทางอารมณ์ให้เหมาะสมได้เมื่ออยู่ในสังคม   สามารถแยกเป็นด้าน อย่างเช่น

  • ความบกพร่องสำหรับในการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม (impairment in social interaction) ความบกพร่องสำหรับเพื่อการมีความสัมพันธ์ทางสังคมเป็นอาการสำคัญของออทิสติก ซึ่งมีระดับความรุนแรงที่ต่างๆนาๆ ถึงแม้ว่าเด็กออทิสติกสามารถสร้างความผูกพันโดยมานะที่จะอยู่ใกล้คนเลี้ยงดู แต่ว่าสิ่งที่ไม่เหมือนกับเด็กทั่วๆไปคือ การขาดความรู้สึกแล้วก็ความพึงพอใจร่วมกับคนอื่น  (attention-sharing behaviours) ไม่สามารถเข้าใจหรือรับรู้ว่าผื่อนกำลังคิดหรือรู้สึกยังไง เป็นต้น


แม้เด็กออทิสติกที่มีระดับปัญญาปกติ ก็ยังมีความบกพร่องในด้านการเข้าสังคม ดังเช่น ไม่รู้จักขั้นตอนการเริ่มหรือจบทบสนทนา พ่อแม่บางบุคคลบางทีอาจสังเกตเห็นความผิดปกติในด้านสังคมตั้งแต่ในขวบปีแรก และก็เมื่อเด็กไปสู่วัยเรียน อาการจะเห็นได้ชัดเจนขึ้น เนื่องจากเหตุการณ์ทางด้านสังคมที่ซับซ้อนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กล่าวคือ เด็กจะไม่สามารถเข้าใจหรือรับรู้ว่าคนอื่นๆกำลังคิดหรือรู้สึกยังไงกับเพื่อนพ้องได้ยาก มักถูกเด็กอื่นคิดว่าแปลกหรือเป็นตัวตลกขบขัน

  • ความผิดพลาดสำหรับในการติดต่อสื่อสาร (impairment in communication) เด็กออทิสติกส่วนมากมีปัญหากล่าวช้า ซึ่งเป็นอาการนำสำคัญที่ทำให้ผู้ปกครองพาเด็กมาเจอแพทย์ การใช้ภาษาของเด็กออทิสติกมักเป็นในรูปแบบของการท่องซ้ำๆและไม่สื่อความหมาย อาจมีการพูดซ้ำคำด้านหลังประโยค ใช้คำสรรพนามไม่ถูกต้องพูดจาวกไปวนมาอยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือใช้น้ำเสียงจังหวะดนตรีการพูดที่ไม่ปกติ


เด็กออทิสติดบางบุคคลเริ่มบอกคำแรกเมื่ออายุ 2-3 ปี การใช้ภาษาในตอนแรกจะเป็นการกล่าวทวนสิ่งที่ได้ยิน ส่วนในเด็กที่มีระดับเชาวน์ธรรมดาหรือใกล้เคียงปกติจะมีวิวัฒนาการทางภาษาที่ค่อนข้างดี แล้วก็สามารถใช้ประโยคสำหรับในการสื่อสารได้เมื่ออายุโดยประมาณ 5 ปี เมื่อถึงวัยเรียนความบกพร่องด้านภาษายังคงมีอยู่ โดยยิ่งไปกว่านั้นการพูดคุยกันโต้ตอบ บางทีอาจพูดจาวนเวียน บอกเฉพาะในเรื่องที่ตนพอใจ แล้วก็มีปัญหาที่ภาษาที่เป็นนามธรรม หรือพูดไม่ออกกาลเทศะ

  • การกระทำแล้วก็ความพึงพอใจแบบเฉพาะซ้ำเดิมเพียงไม่กี่ประเภท (restricted, repetitive and stereotypic behaviors and interests) การกระทำบ่อยๆเป็นสิ่งที่สังเกตเห็นได้ชัด จึงช่วยในการวินิจฉัยโรคเจริญ พฤติกรรมเหล่านี้บางทีอาจเป็นความประพฤติทางร่างกายและการเคลื่อนไหวที่จำกัดอยู่กับความสนใจในกิจกรรมหรือสิ่งของไม่กี่จำพวก ยกตัวอย่างเช่น การสะบัดมือ หมุนข้อเท้า โยกหัว หมุนวัตถุ เปิดปิดไฟ กดชักโครก รวมทั้งเมื่อมีความระทึกใจหรือมีภาวะบีบคั้น การเคลื่อนไหวซ้ำๆมักพบได้มากขึ้น เด็กออทิสติกบางบุคคลสนใจในเนื้อหาเล็กๆน้อยๆที่คนอื่นๆละเลย


เด็กออทิสติกแบบ  high functioning ที่เป็นเด็กโตมีความสนใจบางเรื่องอย่างจำกัด โดยสิ่งที่พึงพอใจนั้นบางทีอาจเกิดเรื่องที่เด็กปกติพึงพอใจ แต่ว่าเด็กกลุ่มนี้มีความหมกมุ่นกับประเด็นนั้นเป็นอย่างมาก ได้แก่ จำเนื้อหาเกี่ยวกับสิ่งนั้นได้ และก็สนทนาเกี่ยวกับเรื่องนั้นอยู่เป็นประจำ ในเด็กกลุ่มนี้เมื่อโตขึ้นสิ่งที่พึงพอใจอาจเป็นความรู้ด้านวิชาการบางสาขา อาทิเช่น คณิตศาสตร์ คอมพิวเตอร์ แล้วก็วิทยาศาสตร์สาขาต่างๆซึ่งวิชาความรู้เหล่านี้เป็นสิ่งที่มีคุณค่าเมื่อยู่ในโรงเรียน จึงช่วยทำให้เด็กออทิสติกเข้าร่วมสังคมในสถานศึกษาก้าวหน้าขึ้น
นอกจากนี้เด็กออทิสติกบางทีอาจจะดื้อมากมายและก็มีสมาธิสั้นต่อสิ่งที่มิได้สนใจเป็นพิเศษ จนบางทีได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเด็กซนสมาธิสั้น (Attention deficit and hyperactivity disorder หรือ ADHD) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อลักษณะของออทิสติกคลุมเครือ ในเด็กที่มีวิวัฒนาการช้าอย่างมากบางทีอาจเจอพฤติกรรมรังควานตนเอง ดังเช่น โขกศีรษะหรือกัดตนเอง ฯลฯ
ในด้านเชาวน์ เด็กออทิสติกบางคนมีความรู้ความเข้าใจพิเศษในด้านความจำหรือคำนวณโดยยิ่งไปกว่านั้นกรุ๊ป high functioning อาจสามารถจำตัวหนังสือและนับเลขได้ตั้งแต่อายุ 2-3 ปี เด็กบางกลุ่มสามารถอ่อนหนังสือได้ก่อนอายุ 5 ปี (hyperlexia)
กรรมวิธีการรักษาโรคออทิสติก สำหรับในการตรวจวิเคราะห์ว่าเด็กเป็นออทิสติกหรือไม่  ไม่มีเครื่องตวงที่เป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์   แต่ว่าอาจมีการตรวจประกอบการวิเคราะห์จากความประพฤติ
                โดยหลักเกณฑ์การวินิจฉัยโรคออทิสติกตามระบบ Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders (DSM) เริ่มมีตั้งแต่ว่า DSM-III (พุทธศักราช 2523) แล้วก็ได้ถูกปรับเปลี่ยนเป็น DSM-IIIR (พุทธศักราช 2530) ในขณะนี้ใช้เกณฑ์การวินิจฉัยตาม DSM-IV (พ.ศ. 2537) โดยคำว่า pervasive developmental disorder (PDD) เป็นความผิดปกติในด้านวิวัฒนาการหลายด้าน ซึ่งแบ่งการวิเคราะห์ PDD เป็น 5 ชนิด ได้แก่ autistic disorder, Rett’s disorder, childhood disintegrative disorder, Asperger’s disorder รวมทั้งpervasive developmental disorder not otherwise specified (PDD-NOS ในขณะนี้ได้รวมออทิสติกเป็นกรุ๊ปโรคที่มีความมากมายของลักษณะทางคลินิก (autistic spectrum disorder ASD) และมีคำที่เรียกกรุ๊ปออทิสติกที่มีความบกพร่องน้อยกว่า  high-functioning autism

     โดยแพทย์จะดูอาการพื้นฐานว่ามีปัญหาด้านพัฒนาการไหม ซึ่งลักษณะของเด็กที่มีวิวัฒนาการช้าจะมีลักษณะดังนี้
โรคออทิสติก (Autistic disorder/Autism)  สามารถวิเคราะห์ได้โดยการสังเกตการกระทำ ซึ่ง มีลักษณะครบ 6 ข้อ โดยมีลักษณะอาการจากข้อ (1) ขั้นต่ำ 2 ข้อ และก็มีลักษณะ จากข้อ (2) แล้วก็ข้อ (3) อย่างต่ำข้อละ 2 อาการ ดังนี้


  • ความผิดปกติของปฏิสัมพันธ์ทางสังคมอย่างน้อย 2 ข้อ ดังต่อไปนี้
  • ไม่สามารถใช้ภาษาท่าทางสื่อสารทางสังคมกับบุคคลอื่น เช่น การสบตา การแสดงอารมณ์ความรู้สึกทางสีหน้า และภาษาท่าทางอื่นๆ เพื่อการสื่อสาร
  • ไม่สามารถสร้างสัมพันธภาพกับบุคคลให้เหมาะสมตามวัย
  • ขาดความสามารถในการแสวงหาการมีกิจกรรม ความสนใจ และความสนุก สนานร่วมกับผู้อื่น
  • ขาดทักษะการสื่อสารทางสังคมและทางอารมณ์กับบุคคลอื่น
  • ความผิดปกติด้านการสื่อสารอย่างน้อย 1 ข้อ ดังต่อไปนี้
  • มีความล่าช้าหรือไม่มีการพัฒนาในด้านภาษาพูด
  • ในรายที่สามารถพูดได้แล้วแต่ไม่สามารถที่จะเริ่มต้นบทสนทนาหรือโต้ตอบบทสนทนากับผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม
  • พูดซ้ำๆ หรือมีรูปแบบจำกัดในการใช้ภาษา เพื่อสื่อสารหรือส่งเสียงไม่เป็นภาษา (ภาษาต่างดาว) อย่างไม่เหมาะสม
  • ไม่สามารถเล่นสมมุติหรือเล่นลอกตามจินตนาการได้เหมาะสมกับระดับพัฒนา การ
  • มีพฤติกรรม ความสนใจ และกิจกรรมที่ซ้ำๆ และจำกัด อย่างน้อย 1 ข้อ ดังต่อไปนี้
  • มีความสนใจที่ซ้ำๆ อย่างผิดปกติ
  • มีกิจวัตรประจำวันหรือกฎเกณฑ์ที่ต้องทำโดยไม่สามารถยืดหยุ่นได้ ถึงแม้นว่ากิจวัตรหรือกฎเกณฑ์นั้นจะไม่มีประโยชน์
  • มีการเคลื่อนไหวร่างกายซ้ำๆ เช่น สะบัดมือ เล่นมือ หมุนตัว
  • สนใจเพียงบางส่วนของวัตถุ
  • พบความผิดปกติอย่างน้อย 1 ด้านดังต่อไปนี้ (โดยอาการเกิดก่อนอายุ 3 ขวบ)
  • ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม
  • การใช้ภาษาเพื่อสื่อความหมาย
  • การเล่นสมมติหรือการเล่นตามจินตนาการ
  • ความผิดปกติที่พบไม่เข้าเกณฑ์วินิจฉัยของความผิดปกติจากโรคอื่นๆ เช่น กลุ่มอาการดาวน์ (Down’s syndrome)
การรักษา แม้ว่าในปัจจุบันนี้ยังไม่มียาหรือวิธีการรักษาออทิสติกให้หายขาดได้ แต่เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่าการได้รับการรักษาก่อนอายุ 3 ปี  (early intervention) โดยการกระตุ้นพัฒนาการปรับพฤติกรรมฝึกพูดและให้การศึกษาที่เหมาะสม ช่วยให้เด็กมีอาการดีขึ้น แต่ไม่มีวิธีใดที่ดีที่สุดหรือเหมาะสมสำหรับเด็กทุกคนดังนั้นจึงต้องเลือดและปรับการรักษาให้เหมาะสมในแต่ละราย  และการรักษาออทิสติกให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและต้องใช้ระยะเวลาในการรักษานานเท่าไหร่ไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัด เพราะการรักษาให้ประสบผลสำเร็จนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยที่แตกต่างกันไปของผู้ป่วย เช่น ความรุนแรงของโรค ความผิดปกติซ้ำซ้อนที่เกิดกับเด็ก อาการเจ็บป่วยทางกายของเด็ก อายุที่เด็กเริ่มเข้ารับการรักษา รูปแบบการเลี้ยงดู  หรือสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็ก เป็นต้น นอกจากนี้ แพทย์ต้องเฝ้าระวังอาการของเด็กร่วมด้วย เนื่องจากเด็กอาจมีความผิดปกติด้านพฤติกรรมเพิ่มขึ้นมาระหว่างรับการรักษา แพทย์จึงต้องปรับวิธีการรักษาให้เหมาะสมตลอดช่วงอายุของเด็กอยู่เสมอ
อีกทั้งการดูแลรักษาออทิสติก จำเป็นต้องอาศัยทีมงานผู้เชี่ยวชาญจากสหวิชาชีพ (Multidisciplinary Team Approach) ซึ่งประกอบด้วย จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น (Child and Adolescent Psychiatrist) นักจิตวิทยา (Psychologist) พยาบาลจิตเวชเด็ก (Child Psychiatric Nurse) นักเวชศาสตร์การสื่อความหมาย (Speech Therapist) นักกิจกรรมบำบัด (Occupational Therapist) ครูการศึกษาพิเศษ (Special Educator) นักสังคมสงเคราะห์ (Social Worker) ฯลฯ
แต่หัวใจสำคัญของการดูแลรักษาไม่ได้อยู่ที่ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น แต่อยู่ที่ครอบครัวด้วยว่าจะสามารถนำวิธีการบำบัดรักษาต่างๆ ที่ได้รับ มาประยุกต์ใช้ที่บ้านอย่างสม่ำเสมอ และต่อเนื่องหรือไม่
โดยวิธีการรักษาที่เหมาะสมคือ บูรณาการ การรักษาด้านต่างๆเข้าด้วยกันตามความจำเป็นของเด็กแต่ละคน วิธีการรักษา ได้แก่

  • การปรับพฤติกรรมและฝึกทักษะทางสังคม เพื่อเพิ่มพฤติกรรมที่เหมาะสมและลดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น การลดพฤติกรรมซ้ำๆ การลดพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง ซึ่งแนวคิดพื้น ฐานของพฤติกรรมบำบัดคือ ถ้าผลที่ตามมาหลังเกิดพฤติกรรมเป็นสิ่งที่ชอบก็จะทำให้พฤติกรรมเพิ่มขึ้น แต่ถ้าผลที่เกิดขึ้นหลังพฤติกรรมเป็นสิ่งที่ไม่ชอบก็จะทำให้พฤติกรรมลดลง โดยมีเทคนิคการปรับพฤติกรรมที่หลากหลาย เช่น การให้รางวัลหรือคำชมเมื่อมีพฤติกรรมที่เหมาะสม การเพิกเฉยเมื่อเด็กงอแง หรือการเบี่ยงเบนความสนใจเด็กไปยังสิ่งอื่นที่เด็กชอบในขณะที่เด็กงอ แง เป็นต้น
  • การฝึกพูด เป็นการรักษาที่สำคัญโดยเฉพาะในรายที่มีพัฒนาการด้านภาษาและการสื่อความหมายล่าช้า การฝึกการสื่อสารได้เร็วเท่าไหร่จะทำให้เด็กเรียนรู้จากการใช้ภาษาได้เร็วเท่า นั้น และช่วยลดพฤติกรรมก้าวร้าวที่เกิดจากการไม่สามารถสื่อสารความต้องการได้
  • การส่งเสริมพัฒนาการ ส่งเสริมพัฒนาการด้านอื่นที่ล่าช้าควบคู่กับการพัฒนาทักษะด้านการสื่อสาร สังคม และการปรับพฤติกรรม
  • การศึกษาพิเศษ มีบทบาทสำคัญในการช่วยพัฒนาทักษะสังคม การสื่อสาร และพัฒนาการด้านอื่นๆ ควรจัดบริการการศึกษาที่มีระบบชัดเจน ไม่มีสิ่งเร้าที่มากเกินไป และมีครูการศึกษาพิเศษดูแลโดยควรวางแผนการศึกษาร่วมกันระหว่างผู้ปกครองและโรงเรียน ควรจัดกิจกรรมและการเรียนการสอนช่วงหยุดเรียนภาคฤดูร้อนเพื่อให้เด็กมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เมื่อเด็กสามารถพัฒนาความสามารถด้านการช่วยเหลือตัวเอง ภาษา สังคม และจัดการกับปัญหาพฤติกรรมที่รบกวนได้แล้ว สามารถเรียนร่วมในชั้นเรียนปกติได้เพื่อพัฒนาความ สามารถทางสังคมต่อไป โดยมีการจัดแผนการสอนเฉพาะบุคคล (Individual Educational Plan; IEP) และนำกระบวนการส่งเสริมพัฒนาการและการปรับพฤติกรรมไปประยุกต์ใช้ร่วมกับการศึกษาด้วย

    หากมีข้อจำกัดด้านพัฒนาการ หรือปัญหาพฤติกรรม ก็จำเป็นต้องเรียนในห้องเรียนพิ เศษเฉพาะเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ชั้นเรียนปกติต่อไป
    นอกจากนี้ยังมีการรักษาด้วยยา เป็นการรักษาเพื่อลดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและช่วยให้ฝึกเด็กได้ง่ายขึ้นแต่ควรคำนึงเสมอว่า การรักษาด้วยยานี้ ไม่ได้เป็นการรักษาอาการหลักของโรค
    บรรดายาชนิดต่างๆ ที่ใช้เพื่อบรรเทาอาการบางอย่างของโรคออทิสติกนั้น ส่วนใหญ่เป็นยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบสมอง เช่น ยากระตุ้นประสาทส่วนกลาง ยาต้านอาการซึมเศร้า ยาต้านลมชัก เป็นต้น ในจำนวนนี้ส่วนใหญ่เป็นการสั่งจ่ายให้กับผู้ป่วยโดยที่ยังไม่ได้รับอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ให้รักษาโรคนี้ได้
    ปัจจุบันมียาเพียงชนิดเดียวเท่านั้นที่ได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยา แห่งสหรัฐอเมริกาให้ใช้ในผู้ป่วยออทิสติกได้คือ ยา risperidone (มีชื่อทางการค้าว่า Risperdal®) ซึ่งได้รับอนุมัติให้ใช้บรรเทาอาการหงุดหงิด ฉุนเฉียว ก้าวร้าว หรือการทำร้ายตนเอง ของผู้ป่วยโรคออทิสติกที่มีอายุระหว่าง 5-16 ปี
    ยาชนิดนี้เป็นยารักษาโรคจิตเภทมา 10 กว่าปีแล้ว และพบผลข้างเคียงได้บ้าง ตัวอย่างผลข้างเคียงที่พบได้แก่ ง่วงนอน ท้องผูก อ่อนเพลีย เกิดการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน เจริญอาหารและน้ำหนักเพิ่ม น้ำลายไหล ปากแห้ง มือสั่น ซึม เป็นต้น
    นอกจากนี้ บางคนอาจพบมีน้ำนมไหลออกมาจากเต้านม ขี้โมโหมากขึ้น หัวใจเต้นผิดปกติ และกล้ามเนื้อทำงานผิดปกติได้ โดยเฉพาะเรื่องน้ำหนักเพิ่มนี้พบได้บ่อย ทำให้เด็กเจริญอาหาร กินเก่ง น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น เด็กส่วนใหญ่เมื่อได้ใช้ยานี้แล้วมักจะช่วยให้นอนง่าย นอนเร็วขึ้น หลับตลอดทั้งคืน สมาธิและอารมณ์ดีขึ้น
    ขนาดยาที่ใช้ เด็กที่มีน้ำหนักตัว 15-19 กิโลกรัม ควรเริ่มต้นด้วยขนาดยาวันละ 0.25 มิลลิกรัม และถ้าน้ำหนักตัวตั้งแต่ 20 กิโลกรัมขึ้นไป ควรใช้ยาวันละ 0.50 มิลลิกรัม โดยให้ใช้วันละ 1 ครั้ง ตอนเย็นหรือก่อนนอน และอาจเพิ่มขนาดยานี้ได้ทุกๆ 2 สัปดาห์ครั้งละ 0.25-0.50 มิลลิกรัม จนกว่าจะได้ผลดีที่สุด ซึ่งขนาดยาที่ได้ผลดี จะอยู่ระหว่าง 0.5-3.0 มิลลิกรัม/วัน
    ประเทศไทยมีทั้งชนิดเม็ด ขนาดเม็ดละ 1 และ 2 มิลลิกรัม/เม็ด และมีชนิดน้ำ ขนาด 30 มิลลิลิตร (โดยมีความเข้มข้นของ 1 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร)
    ภาวะแทรกซ้อนของโรคออทิสติก

  • ปัญญาอ่อน เด็กกลุ่มโรคออทิสติก 70% มีภาวะปัญญาอ่อนร่วมด้วยยกเว้น โรค Asperger’s disorder จะมีระดับความหลักแหลมธรรมดา
  • ชัก เด็กกลุ่มโรคออทิสติก มีโอกาสชักสูงยิ่งกว่าสามัญชนทั่วๆไป และก็พบว่าการชักชมรมกับ IQ ต่ำ โดย 25% ของเด็กกรุ๊ปที่มี IQ ต่ำจะเจออาการชัก แต่เจออาการชักในกลุ่มมี IQ ธรรมดาเพียงแต่ 5% จำนวนมากอาการชักมักเริ่มในวัยรุ่น โดยช่วงอายุที่ได้โอกาสชักเยอะที่สุดเป็น 10 -14 ปี
  • ความประพฤตินิสัยไม่ดีและความประพฤติปฏิบัติรังควานตัวเอง พบบ่อย มีเหตุมาจากการไม่สามารถสื่อสารความอยากได้ และงานประจำวันที่ปฏิบัติบ่อยๆไม่อาจจะทำเป็นตามธรรมดา พบปัญหานี้บ่อยครั้งขึ้นในช่วงวัยรุ่น ส่วนการกระทำรังแกตนเองพบได้มากในโรคกลุ่มที่มี IQ ต่ำ
  • พฤติกรรมซุกซน/อยู่ไม่นิ่ง/ใจร้อน/ขาดสมาธิ พบได้ทั่วไป มีผลกระทบต่อปัญ หาการเรียน รวมทั้งวิธีการทำกิจกรรมอื่นๆ
  • ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการนอน เจอปัญหาเรื่องการนอนได้บ่อยในเด็กกลุ่มโรคออทิสติกโดยเฉพาะปัญหานอนยาก นอนน้อย และนอนไม่ตรงเวลา
  • ปัญหาเกี่ยวกับการกิน รับประทานยาก/เลือกกิน หรือกินอาหารเพียงแค่บางประเภท หรือรับประทานสิ่งที่ไม่ใช่อาหาร
  • เนื้องอก ทูเบอรัส สเคลอโรซิส (Tuberous Sclerosis) โรคที่เกี่ยวเนื่องกับความแตกต่างจากปกติทางพันธุกรรม นับว่าเป็นโรคที่เกิดขึ้นได้น้อย โดยทูเบอรัส สเคลอโรสิสทำให้มีการเกิดก้อนเนื้อนิ่มๆงอกขึ้นมาที่อวัยวะและสมองของเด็ก แม้จะไม่มีต้นเหตุแจ่มกระจ่างว่าเนื้องอกเกี่ยวพันกับอาการออทิสติกเช่นไร แม้กระนั้นจากศูนย์ควบคุมและปกป้องโรค (Centers for Disease Control and Prevention) รายงานว่าเด็กออทิสติกมีอัตราการเป็นทูเบอรัส สเคลอโรซิสสูง


การติดต่อของโรคออทิสติก โรคออทิสติกเป็นโรคที่ยังไม่เคยรู้ปัจจัยการเกิดโรคที่แจ่มแจ้งแน่นอนแต่ว่าส่งผลการวิจัยจำนวนมากบอกว่า เกี่ยวพันกับปัจจัยด้านกรรมพันธุ์ และก็ข้อผิดพลาดเปกติของสมอง ซึ่งโรคออทิสติกนี้ ไม่ได้ถูกระบุว่าเป็นโรคติดต่อ เพราะไม่มีการติดต่อจากคนสู่คนหรือจากสัตว์สู่คนแต่อย่างใด
กระบวนการดูแลช่วยเหลือคนไข้ออทิสติก เพราะเหตุว่าโรคออทิสติกพบมากมากมายในเด็ก ดังนั้นจึงต้ออาศัยการรักษาแบบบูรณาการโดยใช้วิธีบรรเทาหลายๆวิธี และก็ใช้บุคคลผู้คนจำนวนมากที่จะจะต้องมีความเกี่ยวเนื่องในชีวิตประจำวันกับตัวเด็ก ตัวอย

7

สรรพคุณกวาวเครือขาวอันน่าทึ่งสามารถรักษาโรคคุณได้
ขายกวาวเครือขาว หญิงที่มีปัญหา สิวฮอร์โมน สิวที่ข้างหลัง ผิวมัน ขนดก
หญิงที่เสื่อมอารมณ์ทางเพศ
รับผลิตกวาวเครือขาว สามารถใช้เป็นฮอร์โมนชดเชยในสตรีวัยหมดระดู
สาวจำพวก 2 ที่อยากได้เพิ่มความเป็นผู้หญิง
แคปซูลกวาวเครือขาว ปรับสีผิวให้ขาวขึ้น ทำให้ผิวเต่งตึงลดรอยเหี่ยวย่น มีเลือดฝาด ขาวอมชมพู ผ่อง ออร่า แก้ฝ้า กระ จุดด่างดำ
เนื่องจาก กวาวเครือขาว มีสาร Oestrogenic substance ชื่อ miroestrol,3,14,17,18-B-tetrahydroxy miroestrol ซึ่งมีฤทธิ์ เสมือนฮอร์โมนเพศหญิงที่รอบๆหน้าอกของสตรีนั้น จะมีตัวรับ ( Receptor ที่เหมาะสมให้สาร Oestrogenic substance ไปจับอยู่ด้วยเหตุนี้เมื่อรับประทานกวาวเครือขาวที่มีสารที่มีฤทธิ์นี้เข้าไป ก็จะไปจับกับบริเวณที่มีตัวรับพอดิบพอดีขายส่งกวาวเครือขาวโดยเฉพาะผู้หญิง ส่งผลให้เกิดขายกวาวเครือขาว การสั่งสมไขมัน และน้ำมากขึ้น ในบริเวณนั้น และ ทำให้กระชับได้รูป และพบว่า การรับประทานตลอดอย่างต่ำ 5 เดือนขึ้นไป เซลล์ไขมันรวมทั้งกล้ามรับประทานทรวงอกจะลดน้อยลงน้อยมาก ทั้งๆที่ รีเซปเตอร์บริเวณเต้านมผู้หญิงจะมีไม่เท่ากันในแม้กระนั้นละบุคคล ทำให้ผลที่ได้ เร็ว ช้า มาก น้อย ไม่เหมือนกัน รวมทั้ง จะเท่าที่ธรรมชาติของแต่ละคนที่สร้างได้เพียงแค่นั้นซึ่งในปัจจุบันกวาวเครือขาวในแบบอย่างขายกวาวเครือขาวกิน ได้จริง และควรเป็นของจริง แล้วก็ใหม่สดจริง เพียงแค่นั้น
ขายกวาวเครือขาว สรรพคุณยังช่วยรักษาอาการต่างๆได้แก่ ป้องกันโรคตาฟาง รวมทั้งต้อกระจกกวาวเครือขาวช่วยบำรุงรักษาเลือด ทำให้มีพลังกวาวเครือขาวช่วยคุ้มครองโรคกระดูกพรุนกวาวเครือขาวช่วยบำรุงรักษาเจริญขายกวาวเครือขาว ใช้เป็นฮอร์โมนชดเชยในเพศหญิงได้ ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีสำหรับสตรีวัยหมดระดูช่วยรักษาอาการหมดระดูในวัยก่อน แล้วก็ข้างหลังหมดประจำเดือน ที่มีลักษณะขาดตกบกพร่องของฮอร์โมนเอสโตรเจนขายกวาวเครือขาว[/url] ช่วยทำให้ช่องคลอดของหญิงวัยทองไม่แห้งมีส่วนช่วยคุ้มครองปกป้องแล้วก็รับผลิตกวาวเครือขาว โรคมะเร็งมดลูกแก้อาการปวดประจำเดือนจัดการกับปัญหาประจำเดือนมาไม่ปกติคลาย แก้อาการอ่อนแรง อ่อนแรงของร่างกาย ทำให้นอนสบาย รับผลิตกวาวเครือขาวช่วยทำนุบำรุงสมอง ช่วยทำให้ความจำดียิ่งขึ้นสำหรับคนที่ผอมบาง เมื่อรับประทานกวาวเครือขาวจะช่วยทำให้ดูอ้วนท้วนสมบูรณ์ขึ้น
ขายกวาวเครือขาว สามารถช่วยทุเลาอาการปวดปวดเมื่อยตามร่างกายมีส่วนช่วยลดและรักษาอาการ vasomotor (อาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกช่วงเวลากลางคืน)สำหรับคนที่เคยมีลูกแล้วจะช่วยให้ช่องคลอดกระชับขึ้น รวมทั้งช่วยลดปัญหาหน้าท้อง สะโพก ต้นขาลายได้สำหรับคนที่มีบุตรยาก มั่นใจว่าจะทำให้มีลูกง่ายมากยิ่งขึ้น
แคปซูลกวาวเครือขาว ที่มีคุณภาพในทางคลีนิค สามารถใช้ทดแทนฮอร์โมนผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือนได้ และก็มีลักษณะทิศทางว่าจะเอาไปใช้ขายส่งกวาวเครือขาวแล้วก็รักษาอัลไซเมอร์ได้ เนื่องจากวิจัยพบว่า สารสกัดจากกวาวเครือก่อให้เกิดการงอกใหม่ของเซลล์สมองได้
ขายกวาวเครือขาว ขายส่งกวาวเครือขาว
รับผลิตกวาวเครือขาว เเคปซูลกวาวเครือขาว
สมุนไพรอื่นๆ
สรรพคุณตรีผลา
ตรีผลา หนังสือเรียนยาไทย  ผลอ่อน แก้ไข้เพื่อขับเสลด และไข้เจือลม เป็นยาระบาย ยาถ่าย ผลแก้ แก้เสมหะจุกคอ ทำให้เปียกแฉะคอ แก้โรคตา แก้ธาตุกำเริบ บำรุงธาตุ แก้ไข้ แก้ริดสีดวง แก้ท้องเดินท้องร่วง รักษาโรคท้องมาน เม็ดในแก้บิดแก้บิดมูกเลือด ประเทศพม่า ใช้ผลแห้งรักษาอาการไอ แล้วก็โรคตา ในอินโดจีน ใช้เป็นยาฝาดสมาน รวมทั้งยาบำรุง ผลสดเป็นยาถ่ายตำราเรียนยาไทย ผลระบายอ่อนๆแก้ลมป่วง แก้พิษร้อนใน คุมธาตุ แก้ลมจุกเสียด ทราบผายธาตุ รู้ระบายรู้ถ่ายอุจจาระ ถ่ายพิษไข้ คุมธาตุในตัวเสร็จ แก้ไข้เพื่อเสลด ผลอ่อน มีฤทธิ์เป็นยาระบาย ถ่ายอุจจาระ รู้ถ่ายรู้ปิดเอง แก้ลมจุดเสียด อ้วก แก้สะอึก แก้หืดไอ แก้ท้องร่วงเรื้อรัง ทำเป็นยาชงใช้อมกลั้วคอแก้เจ็บคอ เมล็ด รสขม ทำให้เจริญอาหาร
สรรพคุณเห็ดหลินจือ
เห็ดหลินจือ ประกอบด้วยสารที่มีผลต่อการบำบัดรักษาโรคหลายอย่าง แบ่งได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ๆเป็น สารชนิดที่ละลายน้ำ 30% สารละลายอินทร์ 65% รวมทั้งสาระเหย 5% มีประโยชน์สำคัญตัวอย่างเช่น polysaccharide, triterpenoids, Germanium, Ganoderic, Essence รวมทั้งวิตามินและก็แร่ธาตุ ซึ่งช่วยสร้างภูมิต้านทางโรค ต้านทานมะเร็ง บำรุงตับ บำรุงสมองและระบบประสาท ปรับสมดุลให้แก่ร่างกาย เหมาะกับบำรุงร่างกายเพราะมีความปลอดภัยสูง โพลีแซคค้างไรค์ (polysaccharide) เป็นสาระสำคัญในเห็ดหลินจือที่จะช่วยเสริมสร้างการทำงานของร่างกาย เป็นกระตุ้นระบบภูมิต้านทานของร่างกายให้แข็งแรง ต่อต้านมะเร็ง คุ้มครองป้องกันการยืนขึ้นลามของเซลล์มะเร็ง ช่วยทำให้ปรุงหลักการทำงานของตับอ่อน ปรับระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยขจัดสารพิษ แต่เนื่องมาจาก polysaccharide มีองค์ประกอบที่ซับซ้อนอาจจะส่งผลให้ย่อยยากจำเป็นจะต้องกินวิตามินซีหรืออาหารที่มีวิตามินซีสูง เพื่อช่วยสำหรับเพื่อการซึมซับสาร polysaccharide ไปสู่ร่างกายเยอร์มาเนียม (Germaniuum) ในดอกเห็ดหลินจือมีเยอร์มาเนียมสูงถึง 800 – 2000 ppm สารเยอร์มา – เนียมมีคุณประโยชน์ต่อสภาพทางด้านร่างกายดังนี้

  • ออกซิเจนในเลือด 4. รักษาโรคมะเร็ง
  • กระตุ้นภูมิต้านทานของร่างกาย 5. ทำให้การไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น
  • สมอง บำรุงประสาท 6. กำจัดพิษ บำรุงตับ รักษาตับ


ตรีเทอร์ปีนอยด์ (Tritepenoids) มีประโยชน์ต่อสถาพทางร่างกายดังต่อไปนี้

  • ต้านโรคมะเร็ง 4. ลดโคเลสเตอรอคอยล ปรับไขมันภายในร่างกายให้ปกติ
  • ควบคุมระดับความดันเลือดให้ปกติ 5. สร้างเสริมระบบย่อยอาหารให้
  • ควบคุมภูมิแพ้ 6. กระตุ้นแนวทางการทำงานของเม็ดเลือดขาว


สารกาโนเดอริก (Ganoderic Essence) ช่วยลดระดับความดันเลือด ลดไขมันในเส้นโลหิตและก็คุ้มครองปกป้องการ
ตันของไขมันข้างในเส้นเลือด
คุณประโยชน์ ดอกดาวเรือง
ดอกดาวเรือง [/b]รสขม ฉุนเล็กน้อย ใช้ละลายเสลด, แก้เวียนหัว, ตาแดง, ลดไข้, บำรุงตับ, แก้ร้อนใน,ไอหวัด,ไอกรน, เต้านมอักเสบ, เป็นแผลมีหนอง, บำรุงสายตาใบ รสชุ่มเย็นมีกลิ่นฉุน ใช้แก้ฝีหนอง อาการบวมโดยไม่รู้จักสาเหตุ,ลดการติเชื้อ น้ำมันหอมระเหย มีคุณประโยชน์แก้วิงเวียนหัว หน้ามืด เป็นลมเป็นแล้ง สามารถป้องกันผิวแห้ง ผิวแตกลาย บำรุงผิว บำรุงเส้นผม
ราก มีรสขมเผ็ดบางส่วน มีฤทธิ์เป็นยาเย็น ออกฤทธิ์ต่อปอดและก็ตับ ใช้เป็นยาระบายน้ำคั้นจากใบใช้แก้อาการหูเจ็บ ปวดหู ช่วยแก้อาการปวดฟัน ช่วยรักษาปากเปื่อยยุ่ย แผลเน่าเปื่อย ช่วยแก้ลักษณะของการปวดท้อง ใช้เป็นยาขับพยาธิเภสัชตำรับของประเทศเม็กซิโก เคยใช้ดอกรวมทั้งใบต้มน้ำดื่มใช้ขับลมรวมทั้งขับปัสสาวะ  ในประเทศอินเดีย น้ำคั้นจากดอกใช้ฟอกโลหิตและก็แก้ริดสีดวงทวาร ในบราซิล ใช้ดอกชงน้ำหรือต้นน้ำรับประทาน แก้ลักษณะของการปวดตามข้อ
คุณประโยชน์ถั่งเช่า
ถั่งเช่า สรรพคุณถั่งเช่าช่วยเสริมความสามารถทางเพศ มีฤทธิ์บำรุงกำลังทางเพศ ช่วยทำให้อสุจิแข็งแรก เพราะการกินถั่งเช่าจะทำให้มีเลือดไปเลี้ยงของลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถั่งเช่าสามารถช่วยเพิ่มปริมาณของสเปิร์มในอสุจิได้ โดยจากการศึกษาในเพศชาย 22 คนพบว่าเมื่อใช้ถั่งเช่าเป็นอาหารเสริมแล้ว ปริมาณของสเปิร์มในอสุจิเพิ่มขึ้น 33% ทั้งยังยังลดจำนวนสเปิร์มที่มีความผิดปกติลงได้ถึง 29% รวมทั้งเมื่อเรียนเพิ่มเติมก็พบว่าถั่งเช่าสามารถช่วยเพิ่มสิ่งที่ต้องการทางเพศได้ 66 – 86% อีกทั้งยังมีคุณลักษณะในการปกป้องแล้วก็เสริมสร้างแนวทางการทำงานของต่อมหมวกไต แล้วก็เพิ่มจังหวะที่สเปิร์มจะถือกำเนิดได้ช่วยปรับลักษณะการทำงานของหัวใจ  ถั่งเช่า มีคุณประโยชน์ช่วยปรับอัตราการเต้นของหัวใจให้ปกติได้ ทั้งยังช่วยทุเลาอาการหัวใจขาดออกสิเจน รวมทั้งเพิ่มออกสิเจนให้หัวใจได้สร้างเสริมรูปแบบการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ถั่งเช่ามีสรรพคุณช่วยทำให้ปรับปรุงรูปแบบการทำงานของระบบภูมิต้านทานให้ปกติ  ช่วยทำให้ร่างกายสร้างเซลล์ภูมิคุ้มกันเยอะขึ้นต้านโรคมะเร็ง ถั่งเช่าก็ยังมีฤทธิ์สำหรับเพื่อการต้านทานโรคมะเร็ง ขึ้นรถคอร์ไดเซปิน (Codycepin) ที่อยู่ในถั่งเช่าถือเป็นสารที่มีความหมายในการต้านการเกิดโรคมะเร็ง ปกป้องการเกิดและก็การแพร่ไปของเนื้อร้ายลดไขมันในเลือด ถั่งเช่ามีคุณประโยชน์ควบคุมระดับไขมันในเลือด ลดคอเลสเตอรอล แล้วก็สามกลีเซอร์ไรด์ ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคภัยอื่นๆฟื้นฟูหลักการทำงานของไต สำหรับคนเจ็บโรคไตเรื้อรัง การรับประทานถั่งเช่าจะช่วยทุเลาอาการลง รวมทั้งทำให้สุขภาพไตดีขึ้น ทั้งยังยังลดความเสื่อมโทรมของไตที่เกิดจากสารพิษตกค้างได้เสริมสร้างหลักการทำงานของตับ การกินถั่งเช่าเป็นอาหารเสริมจะช่วยลดผลกระทบจากสารพิษ รวมทั้งคุ้มครองปกป้องการเกิดพังพืดในตับ สารต้านอนุมูลอิสระก็ยังเข้าไปทำให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นหลักการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ลดความเลี่ยงสำหรับในการเกิดโรคไวรัสตับอักเสบได้ด้วยบำรุงเลือด สารที่อยู่ในถั่งเช่าก็ยังช่วยสร้างเสริมลักษณะการทำงานของระบบโลหิต ทำให้ร่างกายสร้างไขกระดูกมากขึ้นซึ่งทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงรวมทั้งเซลล์เม็ดเลือดขาวถูกทำในปริมาณที่เพียงพอต่อสภาพทางด้านร่างกายลดระดับน้ำตาลในเลือด ถั่งเช่านับว่าเป็นสมุนไพรอีกชนิดที่ช่วยลดน้ำตาลได้ โดยมีการศึกษาพบว่าการรับประทานถั่งเช่าวันละ 3 กรัม จะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ถึง 95%
สรรพคุณว่านชักมดลูก
ว่านชักมดลูก ยาสมุนไพรประจำถิ่นจังหวัดอุบลราชธานี ใช้ เหง้า ฝนทาแผล แก้พิษสุนัขกัด ตำราเรียนไทย เหง้า รักษาเลือดออกมาจากมดลูกข้างหลังคลอด รักษามดลูกอักเสบ แก้ตับอักเสบ แก้ปวดท้อง ขับน้ำดี รักษาอาการรอบเดือนมาผิดปกติ , เจ็บท้องระหว่างมีเมนส์ ตกขาว ขับน้ำคาวปลา แก้ธาตุทุพพลภาพอาหารไม่ย่อย แก้ริดสีดวงทวาร หัวตำดองดัวยสุรา รับประทานทีละไม่เกิน 2 ช้อนโต๊ะ สำหรับคนคลอดลูกใหม่ๆแก้เจ็บมดลูก ทำให้มดลูกเข้าอู่หรือเข้าที่ ไม่อักเสบ นิยมนำหัวของว่านชักมดลูกที่เป็นหัวกลมสั้นมาฝานต้มน้ำสำหรับอาบ รวมทั้งดื่ม เพื่อให้สภาพร่างกาย รวมทั้งมดลูกฟื้นได้เร็วขึ้น ส่วนหญิงบางคนในยุคใหม่ไม่ค่อยพบการอยู่ไฟแล้ว แต่ก็ยังนิยมใช้ว่านชักมดลูก/ว่านทรหดมาต้มน้ำอาบ และดื่มเสมอๆตลอดระยะเวลา 3 เดือน หรือมากยิ่งกว่า ว่านชักมดลูกยังช่วยกระตุ้นการย่อยอาหาร แก้ริดสีดวง แก้ไส้เลื่อน รักษาแผลในกระเพาะ ป้องกันโรคมะเร็งประเภทต่างๆลดลักษณะของการปวดบวมของแผล และก็ต้านทานการอักเสบของแผล หากเป็นแผลด้านในจะใช้การต้มน้ำ ถ้าเป็นแผลด้านนอกบางทีอาจใช้อีกทั้งการต้มน้ำ ใช้บดทาแผล หรือน้ำสุกล้างทาแผล ช่วยกระตุ้นกรรมวิธีสร้างเซลล์ใหม่ และการซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรือเซลล์บาดแผล ช่วยต้านทานอนุมูลอิสระ ทำให้ผิวมองดูแจ่มใส ช่วยลดคอเลสเตอรอล ช่วยสำหรับในการควบคุมน้ำหนัก กระตุ้นการหลั่งน้ำถุง และช่วยกระตุ้นกระบวนกรย่อยอาหาร แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ

Tags : ขายกวาวเครือขาว,ขายส่งกวาวเครือขาว,รับผลิตกวาวเครือขาว

8

โรคไข้หวัด (Common cold)
โรคไข้หวัด เป็นอย่างไร โรคไข้หวัด หรือไข้หวัด ในที่นี้ คือ โรคไข้หวัดปกติ (Common cold) ไม่ใช่โรคไข้หวัดใหญ่ หรือ ฟลู (Influenza หรือ Flu)   โรคหวัด เป็น โรคที่เกิดจากการต่อว่าดเชื้อไวรัสรอบๆฟุตบาทหายใจส่วนต้น ได้แก่ จมูก คอ ไซนัส และกล่องเสียง โดยเชื้อที่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดไข้หวัดมักเป็นเชื้อไวรัสประเภทไม่รุนแรง และก็สามารถหายได้ภายใน 1-2 สัปดาห์ โรคไข้หวัดเป็นโรคติดโรคยอดฮิตมักพบมาก ในคนแก่แล้วก็เด็ก โดยยิ่งไปกว่านั้นเด็กในปฐมวัย ซึ่งพบมากเป็นหวัดได้บ่อยครั้งถึงปีละ 6-8 ครั้ง เพราะเหตุว่าเด็กมีภูมิคุ้มกันยับยั้งโรคต่ำลงมากยิ่งกว่าคนแก่ จึงมีโอกาสเป็นหวัดได้บ่อยกว่าผู้ใหญ่มากมาย และโรคไข้หวัดยังเป็นโรคกำเนิดได้ตลอดปี แม้กระนั้นพบได้บ่อยในหน้าฝนแล้วก็หน้าหนาว โรคไข้หวัดถือว่าเป็นโรคที่เป็นแล้วสามารถหายเองได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ยาอะไรพิเศษ ซึ่งยาที่จำเป็นมีเพียงแต่พาราเซตามอล ที่ใช้สำหรับลดไข้ แก้ปวด เฉพาะเมื่อเป็นไข้สูงหรือปวดศีรษะ
จุดบกพร่องในปัจจุบันเป็น มีการใช้ยาปฏิชีวนะเกินจำเป็นอย่างพร่ำเพรื่อ ซึ่งมิได้คุณประโยชน์ เพราะเหตุว่าไม่ได้มีส่วนทำลายเชื้อไวรัสหวัดที่เป็นต้นเหตุยังอาจจะส่งผลให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยาง่าย แพ้ยาง่าย และก็ทำให้ร่างกายอ่อนแอตามมาได้  ด้วยเหตุนั้น จำเป็นต้องทำความเข้าใจแนวทางสำหรับในการดูแลไข้หวัดด้วยตัวเองและไม่มีอันตราย
สาเหตุของหวัด สาเหตุส่วนมากของการเป็นโรคหวัดเกิดขึ้นจากร่างกายได้รับเชื้อไวรัสก่อโรค ร่วมกับสถานการณ์ที่ภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลง อาทิเช่น เครียด พักไม่พอ ส่วนเชื้อที่เป็นสาเหตุ : มีเหตุมาจาก “เชื้อโรคหวัด” ที่มีอยู่มากยิ่งกว่า 200 ชนิดจากกลุ่มไวรัสจำนวน 8 กลุ่มร่วมกัน โดยกลุ่มไวรัสที่สำคัญ ได้แก่ กลุ่มเชื้อไวรัสไรโน (Rhinovirus) ซึ่งมีมากกว่า 100 ประเภท พบได้บ่อยที่สุดประมาณ 30-50% นอกจากนั้นก็มีกรุ๊ปเชื้อไวรัสโคโรท้องนา (Coronavirus) ที่เจอได้โดยประมาณ 10-15%,และกรุ๊ปไวรัสอะดีโน (Adenovirus) ฯลฯ
                ซึ่งการเกิดโรคขึ้นแต่ละครั้งจะมีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัสหวัดเพียงแค่ประเภทเดียว เมื่อเป็นแล้วร่างกายก็จะมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสหวัดจำพวกนั้น สำหรับในการเป็นไข้หวัดครั้งใหม่ก็จะมีต้นเหตุมาจากเชื้อไวรัสหวัดจำพวกใหม่ที่ร่างกายยังไม่เคยติดเข้ามา เวียนเช่นนี้ไปเรื่อยๆโดยเหตุนี้ คนเราจึงจับไข้หวัดได้บ่อยครั้ง เด็กตัวเล็กๆที่ยังไม่ค่อยได้ติดโรคหวัดมาก่อน ก็อาจเป็นไข้หวัดซ้ำซากจำเจได้ และบางทีอาจไม่สบายหวัดได้หลายครั้งถึงเดือนละ 1-2 ครั้ง หรือทุกอาทิตย์
อาการโรคหวัด โดยปกติมักมีอาการไม่รุนแรง มีไข้ไม่สูง ปวดเนื้อปวดตัวเป็นช่วงๆปวดหนักศีรษะบางส่วน เมื่อยล้านิดหน่อย อาจมีอาการคอแห้ง แสบคอหรือเจ็บคอเล็กน้อยนำมาก่อน ต่อมาจะมีน้ำมูกไหลใสๆคัดจมูก ไอแห้งๆหรือไอมีเสมหะนิดหน่อย ลักษณะใสหรือขาวๆผู้ป่วยจำนวนมาก เดินเหิน ทำงานได้ และจะกินอาหารได้ ในเด็กเล็ก อาจมีไข้สูงเฉียบพลัน ตัวร้อนเป็นช่วงเวลาไข้ขึ้นบางทีอาจซึมน้อย เวลาไข้ลง (ตัวเย็น) ก็จะวิ่งเล่นหรือเค้าหน้าแจ่มใสเหมือนเช่นเคย ถัดมาจะมีน้ำมูกใส ไอเล็กน้อย ในผู้ใหญ่ บางทีอาจไม่มีไข้ มีเพียงลักษณะการเจ็บคอเล็กน้อย น้ำมูกใส ไอนิดหน่อย ในทารกอาจมีอาการอ้วก หรือท้องร่วง ร่วมด้วย ลักษณะของการมีไข้มักเป็นอยู่นาน 48-96 ชั่วโมง (2-4 วันเต็มๆ) แล้วก็ทุเลาไปได้เอง
                อาการน้ำมูกไหลจะเป็นมากอยู่ 2-3 วัน ส่วนอาการไอ บางทีอาจไอนานเป็นอาทิตย์ หรือบางรายบางทีอาจไอนานเป็นนานเป็นเดือนๆ หลังจากอาการอื่นๆหายก็ดีแล้ว
ในรายที่การติดเชื้อแบคทีเรียเข้าแทรก คนเจ็บจะเป็นไข้เกิน 4 วัน หรือมีน้ำมูกข้นเหลืองหรือเขียวเกิน 1 วัน หรือไอมีเสลดสีเหลืองหรือเขียวทุกคราว
ดังนี้ลักษณะของการมีไข้หวัดแล้วก็ไข้หวัดใหญ่ จะค่อนข้างคล้ายคลึงกัน อาจงงงวยได้ แต่คนเจ็บและก็ผู้ดูแลสามารถพินิจไม่เหมือนกันได้ตามตารางนี้




อาการ


ไข้หวัดธรรมดา


ไข้หวัดใหญ่


โรคภูมแพ้




ไข้


ไข้ต่ำๆหรือไม่มี


มักมีไข้สูง อาจสูงถึง 40
องศาเซลเซียส


ไม่มีไข้




ปวดหัว


ไม่ค่อยพบ


พบได้ปกติ


ไม่พบ




ปวดเมื่อย
กล้ามเนื้อ
อ่อนเพลีย


อาจมีอาการเล็กน้อย


พบได้บ่อยและอาการรุนแรง


ไม่พบ (อาจอ่อนเพลียหากพักผ่อนน้อย)




น้ำมูกไหล คัดจมูก


พบได้บ่อย


ไม่ค่อยพบ


พบได้บ่อย




จาม


พบได้บ่อย


ไม่ค่อยพบ


พบได้บ่อย




เจ็บคอ


พบได้บ่อย


อาจพบได้บางครั้ง


อาจพบได้บางครั้ง




ไอ


พบได้บ่อย


พบได้บ่อย และมีความรุนแรงมากกว่า


อาจพบได้บางครั้ง




เจ็บหน้าอก


อาบพบได้แต่อาการไม่รุนแรง


พบได้บ่อย


ไม่ค่อยพบ(ยกเว้นเป็นโรคหอบหืด)




อาการ


ไข้หวัดธรรมดา


ไข้หวัดใหญ่


โรคภูมิแพ้




สาเหตุการเกิด


เกิดจากไวรัส
(Rhinoviruses เป็นสาเหตุหลักประมาณ 30-50%)


เกิดจากไวรัส (influenza virus type A and B)


เกิดจากสารก่อภูมิแพ้ เช่น ฝุ่น อากาศเย็น/ร้อน ละอองเกสร




การดูและการรักษา


-พักผ่อน และดื่มน้ำมากๆ
-ใช้ยาบรรเทาอากาต่างๆ เช่น ยาแก้คัดจมูก หรือยาลดไข้
-มักดีขึ้นและหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์


-พักผ่อน และดื่มน้ำมากๆ
-ใช้ยาบรรเทาอาการต่างๆ เช่น ยาลดไข้พาราเซตามอบ (แต่ไม่ควรใช้ยากลุ่ม NSAIDs กรณีสงสัยไข้เลือดออกด้วย)
-หากอาการรุนแรงหรือไม่ดีขึ้นควรพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม และอาจต้องได้รับยาต้านไวรัสตลอดจนการรักษาให้ถูกต้อง


-หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นภูมิแพ้ เช่นหลีกเลี่ยงฝุ่นอากาศเย็น
-ใช้ยาบรรเทาอาการเช่นยาแก้แพ้ ยาแก้คัดจมูก
-หากรุนแรงควรพบแพทยืเพื่อพิจารณาใช้ยาสเตียรอยด์ชนิดพ่นจมูก




การป้องกัน


-หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย
-ใส่หน้ากากอนามัย
-ไม่มีวัคซีนป้องกัน


-หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย
-ใส่หน้ากากอนามัย
-ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่


หลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้




แล้วก็ในระหว่างที่ป่วยด้วยไข้หวัด คนเจ็บหรือผู้ดูแล (ในเด็กตัวเล็กๆ) ควรจะติดตามอาการอย่างใกล้ชิด และควรจะรีบไปพบแพทย์ทันทีถ้ามีอาการดังต่อไปนี้
ผู้ใหญ่
           ไข้สูงมากกว่า 38.5 องศาเซลเซียส ติดต่อกันเกิน 5 วันขึ้นไป
           กลับมาเป็นไข้ซ้ำภายหลังจากลักษณะของการมีไข้หายแล้ว
           หายใจหอบเหน็ดเหนื่อย แล้วก็หายใจมีเสียงหวีด
           เจ็บคออย่างหนัก ปวดศีรษะ หรือมีอาการปวดบริเวณไซนัส
เด็ก
           จับไข้สูงขึ้นมากยิ่งกว่า 38 องศาเซลเซียส ในเด็กอ่อน-12 อาทิตย์
           มีอาการไข้สูงต่อเนื่องกันมากกว่า 2 วัน
           อาการต่างๆของไข้หวัดรุนแรงมากยิ่งขึ้น หรือรักษาแล้วอาการแย่ลง
           มีอาการปวดศรีษะ หรือไออย่างหนัก
           หายใจมีเสียงกรีดร้อง
           เด็กมีลักษณะอาการงอแงอย่างหนัก
           ง่วงงุนมากผิดปกติ
           ความต้องการของกินต่ำลง ปฏิเสธประทานอาหาร
สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่ส่งผลให้เกิดโรคหวัด ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงดังต่อไปนี้ มักเจ็บป่วยหวัดได้ง่ายยิ่งกว่าคนปกติ เป็นต้นว่า

  • อายุ เด็กที่อายุน้อยกว่า 6 ปี มีการเสี่ยงมีอาการป่วยเป็นไข้หวัดสูง โดยยิ่งไปกว่านั้นเด็กที่จำเป็นต้องอยู่ในสถานที่รับเลี้ยงเด็ก หรือเนอสเซอปรี่
  • ภูมิต้านทานอ่อนแอ คนไข้ที่มีอาการเจ็บป่วยเรื้อรัง หรือมีสภาวะสุขภาพที่ทำให้ระบบภูมิต้านทานอ่อนแอมีทิศทางที่จะมีอาการป่วยด้วยหวัดได้ง่ายดายเสียยิ่งกว่าปกติ
  • ช่วง โดยส่วนใหญ่แล้วไม่ว่าจะเด็ก หรือคนแก่มักจะเป็นไข้หวัดได้ง่ายในช่วงฤดูฝน และก็หรือหน้าหนาว
  • ดูดบุหรี่ คนที่สูบบุหรี่มีแนวโน้มจะป่วยเป็นไข้หวัดได้ง่าย และก็ถ้าเกิดเป็นก็จะอาการร้ายแรงกว่าปกติอีกด้วย
  • อยู่ในที่ที่ผู้คนคับคั่งคับแคบ สถานที่ที่มีคนขวักไขว่ ทำให้เสี่ยงต่อการต่อว่าดเชื้อไวรัสโรคไข้หวัดได้ง่าย
  • คนที่จำต้องดูแลคนไข้หวัด ซึ่งกลุ่มบุคคลกลุ่มนี้ต้องสัมผัสกับสารคัดหลั่งของผู้ป่วยทั้งยังน้ำลาย น้ำมูก หรือละอองน้ำมูก น้ำลาย จากลมหายใจของคนไข้


กระบวนการรักษาโรคหวัด โดยทั่วไปแล้วคนป่วย (คนแก่) สามารถวินิจฉัยโรคหวัดเองได้ จากอาการที่แสดง แต่ว่าแม้ผู้เจ็บป่วยไปพบหมอ หมอจะวินิจฉัยโรคหวัดได้จากอาการที่แสดง ประวัติการระบาดของโรค ฤดู และก็จากการตรวจร่างกาย ดังเช่นว่า ลักษณะของการมีไข้ มีน้ำมูก เยื่อจมูกบวมและก็แดง คอแดงน้อย ส่วนในเด็กอาจเจอต่อมทอนซิลโต แต่ว่าไม่แดงมากมาย และไม่มีหนอง แต่ในคนป่วยที่มีอาการรุนแรง ดังเช่น ไข้สูง แพทย์อาจมีการตรวจเลือดซีบีซี (CBC) เพื่อแยกว่าเป็นการติดเชื้อไวรัสหรือติดเชื้อโรคแบคทีเรีย แล้วก็อาจมีการตรวจค้นหาอื่นๆเพิ่มเติมอีกตามดุลพินิจของหมอ เป็นต้นว่า การตรวจเลือดดูค่าเกล็ดเลือดเพื่อแยกจากโรคไข้เลือดออก ฯลฯ
         เนื่องด้วยไข้หวัดมีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัส ก็เลยไม่มียาที่ใช้รักษาโดยยิ่งไปกว่านั้น เพียงแต่ให้การรักษาไปตามอาการเพียงแค่นั้น ซึ่งการปรับแก้อาการที่เกิดขึ้นในเบื้องต้นหมอจะจ่ายยาที่เป็น ยาสามัญประจำบ้านเพื่อบรรเทาอาการก่อน ดังเช่นพาราเซตามอล (paracetamol) สำหรับลดไข้ คลอเฟนนิรามีน (chlorpheniramine) สำหรับลดน้ำมูก และจะเสนอแนะให้พักให้เพียงพอ ดื่มน้ำอุ่นเพื่อละลายเสลด การดื่มน้ำมากๆรวมทั้งการเช็ดตัวจะช่วยลดอุณหภูมิร่างกายได้
       โดยปกติยาที่ใช้เมื่อเป็นหวัดจะเป็นยาที่ใช้เพื่อรักษาตามอาการ เนื่องจากไม่มีการใช้ยาที่ออกฤทธิ์ต่อเชื้อไวรัสก่อโรคโดยตรง และก็เมื่ออาการรวมทั้งสามารถหยุดใช้ยาได้ ยาที่นิยมใช้ทั่วไปเมื่อเป็นหวัดมีดังนี้

  • ยาลดไข้ โดยทั่วไปยาที่นิยมสำหรับลดไข้เป็นparacetamol สำหรับผู้ใหญ่ รับประทานยาขนาด 500 mg ต่อเม็ด ปริมาณ 1-2 เม็ด สามารถกินซ้ำได้ทุก 4-6 ชั่วโมง ใช้ไม่เกิน 8 เม็ดต่อวัน และไม่ควรจะใช้ต่อเนื่องกันเป็นเวลา 5 วัน เพราะเหตุว่าได้โอกาสเกิดพิษต่อตับ สำหรับเด็กจะต้องมีการปรับปริมาณยาตามน้ำหนักตัว โดยเหตุนี้ควรถามไถ่ข้อมูลเพิ่มเติมจากแพทย์หรือเภสัชกร ยาอีกกลุ่มที่ได้รับความนิยมสำหรับการใช้ลดไข้เป็นยากลุ่มต่อต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Non-Steroidal Anti Inflammatory Drugs:-NSAIDs) อย่างเช่นแอสไพริน (aspirin), ibuprofen ซึ่งการใช้ยาในกรุ๊ปข้างหลังนี้ให้ผลสำหรับการลดไข้ได้อย่างรวดเร็ว แม้กระนั้นมีข้อควรพิจารณาสำหรับในการใช้สำหรับลดไข้ในกรณีของโรคไข้เลือดออก แต่ว่าในเด็กที่แก่ต่ำยิ่งกว่า 18 ปี องค์กรอนามัยโลก (WHO) ชี้แนะว่าไม่ให้ใช้ยาแอสไพริน
  • ยาลดน้ำมูกแก้คัดจมูก


ในกรุ๊ปของยาลดน้ำมูกนั้น สามารถแบ่ง ได้เป็น 2 กรุ๊ป คือยาแก้คัดจมูก ออกฤทธิ์โดยการหดหลอดเลือด ทำให้อาการคัดจมูกลดลง แบ่งเป็น

  • สำหรับรับประทาน ตัวอย่างเช่น phenylephrine, pseudoephedrine (pseudoephedrine รับได้จากสถานพยาบาลแค่นั้น ไม่มีตามร้านยา)
  • สำหรับหยดหรือพ่นรูจมูก ยกตัวอย่างเช่น oxymetazoline ซึ่งก่อนใช้จะต้องสั่งน้ำมูกออกก่อน


ยาลดน้ำมูก ออกฤทธิ์โดยการหยุดยั้งผลของฮีสตามีน (histamine) ซึ่งมีผลทำให้การหลั่งน้ำมูกลดลง แม้กระนั้นจะได้ผลน้อยกับอาการคัดจมูก สามารถแบ่งย่อย เป็น 2 กลุ่มเป็น

  • ยาลดน้ำมูกกลุ่มที่กระตุ้นให้เกิดอาการง่วงซึม ตัวอย่างเช่น chlorpheniramine, brompheniramine, hydroxyzine, cyproheptadine ฯลฯ ยากลุ่มนี้จะลดจำนวนสารคัดเลือกหลั่งในระบบทางเท้าหายใจ ตัวอย่างเช่น น้ำมูก เสมหะ แม้กระนั้นจะมีผลให้เกิดอาการง่วงซึมได้ เพราะว่ามีฤทธิ์กดระบบประสาท อย่างไรก็ตาม ยาในกลุ่มนี้สามารถคุมอาการได้ดีมากยิ่งกว่าเมื่อเทียบกับยาในกลุ่มที่ไม่ทำให้ง่วงซึม ถ้าหากคนเจ็บใช้ยาในกลุ่มนี้ควรจะเลี่ยงการขับรถและการทำงานที่เกี่ยวเนื่องกับเครื่องจักร และก็บางทีอาจนับว่าเป็นช่องทางที่ดีสำหรับการพักผ่อน
  • ยาลดน้ำมูกกรุ๊ปที่ไม่ก่อให้เกิดอาการง่วงซึม เป็นต้นว่า cetirizine, loratadine, desloratadine, fexofenadine ฯลฯ ซึ่งข้อดีของยาในกลุ่มนี้ก็คือ ไม่ทำให้มีการเกิดอาการง่วงซึม หรืออาจมีอาการง่วงซึมได้บ้างบางส่วน ด้วยเหตุนั้นจึงนิยมใช้ยาในกลุ่มนี้ในคนเจ็บโรคภูมิแพ้ด้วย
  • ยาที่ช่วยบรรเทาอาการไอ ในกรุ๊ปของยาบรรเทาอาการไอ ก็สามารถแบ่ง ได้เป็น 2 กรุ๊ปเหมือนกัน คือ
  • ยาสำหรับอาการไอมีเสลด โดยต้นเหตุของอาการไอประเภทนี้ เหตุเพราะมีเสลดเป็นตัวกระตุ้นกระตุ้นให้เกิดการไอ ด้วยเหตุนั้นต้องใช้ยารักษาที่ต้นเหตุซึ่งก็คือ วิธีการทำให้เสมหะเหลวหรือขับออกได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้น ยาละลายเสมหะ เช่น acetylcysteine, carbocysteine, bromhexine, ambroxol ฯลฯ ยาขับเสลด ตัวอย่างเช่น glyceryl guaiacolate (guaifenesin) ฯลฯ ซึ่งการใช้ยาเหล่านี้อาจส่งผลให้คนไข้มีลักษณะไอเยอะขึ้นในระยะแรก เพื่อนำเสลดออกมาจากฟุตบาทหายใจ แต่หลังจากนั้นอาการไอจะลดลงตามลำดับ
  • ยาสำหรับอาการไอที่ไม่มีเสลด หรือ ไอแห้ง ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนที่นำไปสู่การไอ ซึ่งผู้กระทำดระบบประสาทนั้นอาจก่อให้เพศผู้ป่วยง่วงซึมได้ หากผู้ป่วยใช้ยาในกลุ่มนี้จึงควรหลีกเลี่ยงการขับรถยนต์และการทำงานที่เกี่ยวข้องกับเครื่องจักร ยาที่ออกฤทธิ์กดการไอตัวอย่างเช่น dextromethorphan, codeine, brown mixture เป็นต้น


ฉะนั้นจึงต้องหาสาเหตุของการไอ รวมทั้งแก้ไขให้ถูกจุด ถ้าเกิดผู้ป่วยใช้ยาแก้ไอผิดกับสาเหตุของอาการไอที่เป็นอยู่ ตัวอย่างเช่น ใช้ยากดการไอในเรื่องที่การไอมีต้นเหตุมาจากเสมหะ นอกจากเสลดจะขัดขวางฟุตบาทหายใจแล้ว ร่างกายก็ยังไม่สามารถขับเสลดออกโดยการไอได้อีกด้วย

  • ยาปฏิชีวนะที่นิยมใช้พื้นฐาน (ในกรณีที่พบว่ามีการติดโรคแบคทีเรียสอดแทรก ยกตัวอย่างเช่น มีไข้เกิน 4 วัน หรือมีน้ำมูกข้นเหลืองหรือเขียวเกิน 4 ชั่วโมง
  • ยากลุ่มแพนิสิลิน (penicillins) ยกตัวอย่างเช่น amoxicillin ซึ่งส่วนประกอบของยาตัวนี้ทนต่อกรดในทางเดินอาหาร สามารถรับประทานหลังอาหารได้
  • ยากลุ่มแมคโครไลด์ (macrolides) ยกตัวอย่างเช่น erythromycin, roxithromycin เนื่องจากว่าองค์ประกอบของยาในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ไม่ทนต่อกรดในทางเดินของกิน ควรต้องรับประทานก่อนที่จะกินอาหาร เว้นเสียแต่ erythromycin estolate และก็ erythromycin ethylsuccinate ที่มีการปรับปรุงแก้ไขดัดแปลงส่วนประกอบของยาแล้ว ทำให้สามารถกินหลังอาหารได้


แม้กระนั้นการใช้ยาปฏิชีวนะที่ไม่บ่อยนัก และไม่ครบตามปริมาณที่กำหนด เว้นแต่คนไข้จะไม่หายจากอาการที่เป็นอยู่ ยังเป็นการส่งเสริมให้กำเนิดปัญหาเชื้อดื้อยา และก็บางทีอาจไม่มียาปฏิชีวนะสำหรับรักษาอาการของผู้ป่วยในอนาคต
การติดต่อของหวัด หวัดเป็นโรคติดต่อในระบบทางเดินหายใจ โดยเชื้อหวัดมีอยู่ในน้ำมูก น้ำลาย และก็เสมหะของคนไข้ ติดต่อโดยการหายใจสูดเอาฝอยละอองเสลดที่คนไข้ไอหรือจามรด ภายในระยะไม่เกิน 1 เมตร
ยิ่งกว่านั้น เชื้อหวัดยังอาจติดต่อโดยการสัมผัส กล่าวอีกนัยหนึ่ง เชื้อหวัดอาจติดที่มือของผู้เจ็บป่วย สิ่งของ เครื่องใช้ ยกตัวอย่างเช่น ผ้าที่มีไว้เช็ดหน้า ผ้าที่เอาไว้สำหรับเช็ดตัว แก้วน้ำ จาน จานชาม ของเล่น หนังสือ โทรศัพท์ หรือสิ่งแวดล้อม ดังเช่น ลูกบิดประตู โต๊ะ เก้าอี้ เมื่อคนปกติสัมผัสถูกมือของคนเจ็บ สิ่งของเครื่องใช้หรือสิ่งแวดล้อมที่มัวหมองเชื้อหวัด เชื้อหวัดก็จะติดมือของคนคนนั้น รวมทั้งเมื่อเผลอใช้นิ้วมือขยี้ตาหรือแคะจมูก เชื้อก็จะเข้าสู่ร่างกายของคนคนนั้น จนกลายเป็นไข้หวัดได้  ส่วนระยะฟักตัวของโรค (ตั้งแต่คนไข้รับเชื้อเข้าไปจนกว่าแสดงอาการ) : ราวๆ 1-3 วัน โดยเฉลี่ย และก็มักมีลักษณะรุนแรงที่สุดในตอน 2-3 วันหน้าเริ่มมีอาการ

การกระทำตนเมื่อป่วยเป็นโรคไข้หวัด ข้อเสนอแนะการกระทำตัวของผู้ป่วยมีดังนี้


  • พักมากๆห้ามตรากตรำงานหนักหรือบริหารร่างกายมากเกินไป
  • สวมใส่เสื้อผ้าให้ร่างกายอบอุ่น อย่าถูกฝนหรือถูกอากาศเย็นจัด และอย่าอาบน้ำเย็น
  • ดื่มน้ำมากๆเพื่อช่วยลดไข้ รวมทั้งตอบแทนน้ำที่เสียไปเนื่องมาจากไข้สูง
  • ควรจะรับประทานอาหารอ่อน น้ำข้าว น้ำหวาน น้ำส้ม น้ำผลไม้ หรือเครื่องดื่มร้อนๆ
  • ใช้ผ้าชุบน้ำ (ควรที่จะใช้น้ำอุ่น หรือน้ำก๊อกธรรมดา อย่าใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำแข็ง) เช็ดตัวเวลามีไข้สูง
  • ถ้าหากเป็นไข้สูง ให้พาราเซตามอล (ผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 18 ปี ควรจะเลี่ยงการใช้แอสไพริน ด้วยเหตุว่าอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรย์ซินโดรม ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายรุนแรงได้) ควรให้ยาลดไข้เป็นครั้งเป็นคราวเฉพาะเวลาจับไข้สูง ถ้ามีไข้ต่ำๆ หรือไข้พอทนได้ ก็ไม่มีความจำเป็นที่ต้องกิน
  • ถ้ามีอาการน้ำมูกไหลมากจนกระทั่งสร้างความเบื่อหน่าย ให้ยาแก้แพ้ อย่างเช่น คลอร์เฟนิรามีน ใน 2-3 วันแรก เมื่อดีขึ้นแล้วควรหยุดยา หรือในกรณีที่มีลักษณะไม่มาก ก็ไม่มีความจำเป็นต้องให้ยานี้
  • ถ้าเกิดมีอาการไอ จิบน้ำอุ่นมากๆหรือจิบน้ำผึ้งผสมมะนาว (น้ำผึ้ง 4 ส่วน น้ำมะนาว 1 ส่วน) ถ้าไอมากลักษณะไอแห้งๆไม่มีเสมหะควร ให้ยาแก้ไอ
  • หากมีอาการหอบ หรือนับการหายใจได้เร็วกว่าธรรมดา (เด็กอายุ 0-2 เดือนหายใจมากกว่า 60 ครั้ง/นาที อายุ 2 เดือนถึง 1 ขวบหายใจมากยิ่งกว่า 50 ครั้ง/นาที อายุ 1-5 ขวบหายใจมากยิ่งกว่า 40 ครั้ง/นาที) หรือเป็นไข้นานเกิน 7 วัน ควรส่งโรงหมอโดยเร็ว บางทีอาจเป็นปอดอักเสบหรือภาวะรุนแรงอื่นๆได้ อาจจำเป็นต้องเอกซเรย์ ตรวจเลือด ตรวจเสลด เป็นต้น
  • ถ้ามีลักษณะเจ็บคอมาก ไข้สูงตลอดระยะเวลา ซึม เบื่ออาหารมากมาย เมื่อยเนื้อเมื่อยตัวมากมาย ปวดหู หูอื้อ หรือสงสัยไข้หวัดใหญ่ หรือไข้หวัดนก (มีประวัติสัมผัสสัตว์ปีกที่ป่วยหรือตายด้านใน 7 วัน หรืออยู่ในเขตพื้นที่ที่มีการระบาดของไข้หวัดนกด้านใน 14 วัน) หรือเป็นไข้เกิน 4 วัน หรือมีน้ำมูกข้นเหลืองหรือเขียวเกิน 1 วัน ควรไปพบหมอโดยด่วน


การคุ้มครองป้องกันตนเองจากโรคหวัด รักษาสุขอนามัยรากฐาน เพื่อให้มีสุขภาพที่เกี่ยวข้องทางร่างกายแข็งแรง รับประทานอาหารเป็นประโยชน์ห้ากลุ่มแต่ละวัน เพื่อมีสุขภาพที่เกิดขึ้นกับร่างกายแข็งแรง ดื่มน้ำสะอาดให้ได้วันละขั้นต่ำ 6-8 แก้วเมื่อไม่มีโรคจำเป็นต้องจำกัดน้ำกิน พักให้เพียงพอเป็นประจำ ไม่ไปในที่แออัด เช่น ศูนย์การค้า ในตอนที่มีการระบาดของโรคหวัดรู้จักใช้หน้ากากอนามัยเมื่อจำต้องไปในย่านที่มีคนดอกไม้ไฟลนลานหรือไปโรงพยาบาล  รักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เป็นประจำ โดยยิ่งไปกว่านั้นขณะที่มีอากาศเปลี่ยนไม่สมควรอาบน้ำหรือสระผมด้วยน้ำที่เย็นเหลือเกิน โดยยิ่งไปกว่านั้นในช่วงเวลาที่มีอากาศเย็น  อย่าเข้าใกล้หรือนอนรวมกับผู้ป่วย ถ้าเกิดจำเป็นต้องดูแลคนป่วยอย่างใกล้ชิด ควรสวมหน้ากากอนามัยและหมั่นล้างมือด้วยน้ำกับสบู่  อย่าใช้สิ่งของเครื่องใช้ (อย่างเช่น ผ้าที่มีไว้เพื่อเช็ดหน้า ผ้าที่มีไว้เพื่อเช็ดตัว ถ้วยน้ำ โทรศัพท์ ของเล่น เป็นต้น) ร่วมกับคนป่วย และควรเลี่ยงการสัมผัสมือผู้เจ็บป่วย
สมุนไพรที่ช่วยคุ้มครอง/รักษาโรคหวัด

  • ฟ้าทะลายขโมย สารสำคัญในการออกฤทธิ์หมายถึงAndrographolide มีฤทธิ์รักษาอาการไอ เจ็บคอ ป้องกันและก็ทุเลาหวัด จากการศึกษาเล่าเรียนการใช้ฟ้าทะลายโจรเพื่อรักษาอาการไข้และเจ็บคอเปรียบเทียบกับยาลดไข้พาราเซตามอล พบว่ากลุ่มที่ได้รับฟ้าทะลายขโมยขนาด 6 กรัมต่อวัน จะมีอาการไข้และก็การเจ็บคอลดลงในวันที่ 3 ซึ่งดียิ่งกว่ากรุ๊ปที่ได้รับฟ้าทะลายมิจฉาชีพ 3 กรัม/วัน หรือได้รับพาราเซตามอล  ในการค้นคว้าเทียบการใช้ฟ้าทะลายมิจฉาชีพเพื่อคุ้มครองป้องกันหวัด ซึ่งทำในฤดูหนาว โดยให้เด็กนักเรียนกินยาเม็ดฟ้าทะลายโจรแห้ง ขนาด 200 มิลลิกรัม/วัน หลังจาก 3 เดือนของการทดลองพบว่าอุบัติการณ์การเป็นหวัดในกรุ๊ปที่ได้ฟ้าทะลายขโมยลดลงอย่างเป็นจริงเป็นจัง ทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม โดยอัตราการเป็นหวัดในกลุ่มที่ได้รับฟ้าทะลายโจรพอๆกับปริมาณร้อยละ 20 ในช่วงเวลาที่กรุ๊ปควบคุมมีอัตราการเป็นหวัดเท่ากับปริมาณร้อยละ 62  บางทีอาจสรุปได้ว่าฟ้าทะลายโจรได้ผลคุ้มครองป้องกันของยา เท่ากับปริมาณร้อยละ 33


ยาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ ยาแคปซูล ยาเม็ด ที่มีผงฟ้าทะลายขโมยแห้ง 250 มก. แล้วก็ 500 มก.
o             บรรเทาลักษณะการเจ็บคอ รับประทานวันละ 3 – 6 กรัม แบ่งให้วันละ 4 ครั้ง หลังรับประทานอาหารและก่อนนอน
o             บรรเทาอาการหวัด รับประทานวันละ 1.5 – 3 กรัม แบ่งให้วันละ 4 ครั้ง หลังอาหารและก็ก่อนนอน

  • กระเทียม มีฤทธิ์ในการทำลายเชื้อเชื้อไวรัส เชื้อรา ลดอาการภูมิแพ้ มีฤทธิ์เหมือนแอสไพริน จึงทำให้ไข้ลด และยังป้องกันการเป็นไข้หวัดได้
  • ใบกระเพรา ใบกระเพราช่วยขับเสมหะ ทำให้จมูกโล่งเตียน ฆ่าเชื้อในทางเดินหายใจ
  • ชา ใบชามีสารโพลีฟีนนอล เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดการตำหนิดเชื้อ ทำใหเยื้อบุโพรงจมูกเปียกชื้น หายใจสบาย
  • ขิง เป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อน มีกลิ่นส่วนตัว สามารถช่วยลดอาการหวัด แก้ไอ ทำให้หายใจโล่งขึ้น ขับเหงื่อ
  • กระเจี๊ยบ อุดมไปด้วยวิตามินซีสูง เจอสารแอนโธไซยานินในกระเจี๊ยบมีฤทธิ์ต้านทานเชื้อไวรัส ลดการตำหนิเชื้อ
เอกสารอ้างอิง

  • รับมือโรคหวัดอย่างไรให้เหมาะสม.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.ภาควิชาสรีรวิทยา.คณะเภสัชศาสตร์.มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป 2. “ไข้หวัด (Common cold/Upper respiratory tract infection/URI)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 389-392.
  • ฟ้าทะลายโจร.(ฉบับประชาชน).หน่วยปริการฐานข้อมูลสมุนไพร.สำนักงานสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Braunwald, E., Fauci, A., Kasper, D., Hausen, S., Longo, D., and Jamesson, J.(2001). Harrrison’s:Principles of internal medicine. New York. McGraw-Hill.
  • ผศ.ภก.ธีรวิชญ์ อัชฌาศัย.ไข้หวัดธรรมดา ไข้หวัดใหญ่ หรือแพ้อากาศ เป็นอะไรกันแน่? .บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. http://www.disthai.com/
  • ไข้หวัด-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์
  • นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.ไข้หวัด.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่389.คอลัมน์สารานุกรมทันโรค.กันยายน.2554
  • Lacy CF, Armstrong LL, Goldman MP, Lance LL. Drug Information Handbook, 20th ed. Hudson, Ohio, Lexi-Comp, Inc.;



Tags : โรคไข้หวัด

9

โรคอาร์เอสวี/โรคติดเชื้อทางเดินหายใจอาร์เอสวี[/i] (Respiratory Syncytial virus infection)[/size][/b]
โรคอาร์เอสวี เป็นยังไง โรคอาร์เอสวี หรือโรคไวรัสอาร์เอสวี หรือ โรคติดเชื้อทางเท้าหายใจอาร์เอสวี(Respiratory syncytial virus infection ย่อว่า RSV infection) เป็นโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจที่เกิดขึ้นจากเชื้อไวรัสชื่อ Respiratory syncytial virus ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดอาการต่างๆในระบบทางเดินหายใจ ทำให้ร่างกายผลิตสารคัดเลือกหลั่งจำนวนไม่ใช่น้อย อาทิเช่น เสลด ฯลฯ เชื้อไวรัสนี้แพร่กระจายผ่านการไอหรือจาม โดยผู้ป่วยมักจะมีลักษณะอาการเบื้องต้นคล้ายเป็นหวัดเป็นปวดหัว มีไข้ ไอ จาม น้ำมูกไหล
                สำหรับเพื่อการติดโรคเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (RSV, Respiratory Syncytial Virus) จะเจอการติดเชื้อได้ตลอดทั้งปี ซึ่งโรคนี้จัดเป็นโรคติดโรคทางเดินหายใจด้านล่างในเด็กตัวเล็กๆที่พบได้บ่อยที่สุดโรคหนึ่ง โดยมีการคาดเดาว่าในเด็กอายุสองขวบทุกคนจะต้องเคยติดเชื้อโรคชนิดนี้อย่างต่ำ 1 ครั้ง  อันที่จริงแล้วไวรัส RSV เป็นเชื้อไวรัสที่ทำให้ฟุตบาทหายใจอักเสบในคนเจ็บทุกช่วงอายุ แม้กระนั้นมักจะพบได้ทั่วไปในเด็กเล็ก
                ทั้งนี้ เชื้อไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory syncytial virus :RSV) พบคราวแรกเมื่อปี ค.ศ 1955(พุทธศักราช2498) ในลิงชิมแปนซีที่มีอาการป่วยเป็นอาการหวัดฝูง ทำให้มีชื่อเรียกว่า Chimpanzee Coryza Agent (CCA) ก่อนจุพบว่าสามารถติดต่อไปสู่คนได้ โดยสามารถแยกเชื้อได้จากเด็กเล็กอายุต่ำยิ่งกว่า 1 ปีที่มีลักษณะปอดบวมและก็เมื่อต้นปี พ.ศ. 2553 แมกกาซีนแลนเซต อังกฤษ รายงานผลการศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับเชื้อไวรัส RSV ว่า ทำให้เด็กเป็นปอดบวม หรือปอดอักเสบ เสียชีวิตปีละ 2 แสนราย ซึ่งจำนวนร้อยละ 99 อยู่ในประเทศกำลังปรับปรุง โดยมีเด็กอายุต่ำยิ่งกว่า 5 ปีทั่วโลก ติดเชื้อโรคเชื้อไวรัสดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้ว 33.8 ล้านคน ไวรัสอาร์เอสวีเป็นต้นเหตุการตายของเด็กตัวเล็กๆชั้น 1 เฉพาะในอเมริกาเด็กเสียชีวิตปีละ 2,500 กว่าคน  สำหรับเมืองไทยนั้นมีกล่าวว่าเฉพาะปี พ.ศ. 2552 มีเด็กไทยอายุต่ำกว่า 5 ปี ราว 1 ใน 4 ติดไวรัสจำพวกนี้ รวมกว่า 1 หมื่นราย
ต้นเหตุของโรคอาร์เอสวี  โรคอาร์เอสวี มีต้นเหตุมาจากเชื้อไวรัส Respiratory Syncytial Virus  (RSV) ซึ่งเป็นไวรัสในสกุล Pneumovirus และอยู่ในสกุล Paramyxoviridae โดยเป็นเชื้อไวรัสที่พบในคน โดยพบบ่อยอยู่ในโพรงข้างหลังจมูก และจากการศึกษาเล่าเรียนพบว่าไวรัสนี้สามารถก่อโรคได้ในสัตว์หลายหมวดหมู่ ดังเช่น หนู แกะ เป็นต้น  โดยธรรมดาไวรัสอาร์เอสวีแบ่งเป็น 2 ชนิดย่อย(Subtype) คือ ชนิด เอ แล้วก็ชนิดบี โดยจำพวกย่อย A, มักมีความร้ายแรงสูงขึ้นยิ่งกว่าชนิดย่อย B   เชื้อไวรัสอาร์เอสวี ขณะที่อยู่ภายในคนป่วยที่มีภูมิคุ้มกันปกติ เชื้อไวรัสนี้สามารถแพร่ไปสู่คนอื่นได้นานประมาณ 1 อาทิตย์ นับตั้งแต่วันที่ผู้ป่วยเริ่มมีลักษณะ แม้กระนั้นถ้าอยู่ในคนที่มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำจะแพร่สู่คนอื่นได้นานถึง 4 อาทิตย์
อาการโรคอาร์เอสวี  เชื้อไวรัส RSV  จำพวกนี้มีระยะฟักตัวประมาณ 1 – 6 วันหลังจากได้รับเชื้อ โดยส่วนมากมักไม่ค่อยออกอาการร้ายแรงในผู้ใหญ่ อาการที่พบในผู้ใหญ่โดยปกติมักคล้ายกับอาการโรคหวัดหมายถึงปวดศรีษะ เป็นไข้ต่ำ เจ็บคอ ไอแบบไม่มีเสมหะ มีลักษณะคัดจมูก โดยอาการพวกนี้มักหายได้เองใน 1–2 อาทิตย์  แต่ในคนป่วยที่มีการเสี่ยงจะมีลักษณะอาการที่รุนแรงคือคนเจ็บที่มีโรคเรื้อรังเกี่ยวกับหัวใจหรือปอด หรือในคนเจ็บที่มีภาวการณ์ภูมิต้านทานต่ำมักทำให้เกิดอาการรุนแรง นอกจากนี้คนเจ็บอีกกรุ๊ปที่พบการติดเชื้อโรคนี้ได้บ่อยครั้งแล้วก็มีลักษณะร้ายแรงเป็น เด็กเล็กที่อายุน้อยกว่า 5 ขวบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กแรกเกิดจะมีอัตราการเสี่ยงที่จะเกิดการติดโรคในทางเดินหายใจด้านล่างและทำให้โรคมีความร้ายแรงสูง
ในคนเจ็บที่มีอาการรุนแรงอาจจะมีอาการเริ่มต้นเหมือนกันกับอาการติดเชื้อในทางเดินหายใจส่วนบนคือ มีลักษณะเหมือนหวัดปกติ แต่ว่าหลังจากนั้น 1–2 วันอาจจะมีอาการแสดงของการติดเชื้อในทางเดินหายใจด้านล่างเป็นต้นว่า จับไข้ ไอร้ายแรง หายใจติดขัดโดยอาจมีอาการหายใจเร็ว หรือมีเสียงวี๊ดขณะหายใจ
ในเด็กเล็กซึ่งยังสื่อสารมิได้จะต้องบางครั้งก็อาจจะจำต้องอาศัยการสังเกตอาการ โดยในตอนแรกจะมีอาการคัดจมูกน้ำมูกไหล ซึมลง รวมทั้งรับประทานอาหารได้น้อย หลังจากนั้น 1–3 วัน จะมีอาการไอ เป็นไข้ หายใจติดขัด หายใจตื้น สั้นๆเร็วๆและก็อาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีเสียงตอนหายใจด้วย ในรายที่อาการรุนแรงมากมายอาจมีอาการตัวเขียวหรือสภาวะ cyanosis กำเนิดเพราะว่าการขาดออกซิเจนทำให้สีผิวออกม่วงๆโดยมักจะเริ่มมองเห็นจากริมฝีปากหรือที่เล็บ นอกเหนือจากนี้แล้วการต่อว่าดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีบางครั้งอาจจะนำมาซึ่งการก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคอื่นๆที่พบได้ทั่วไปเป็น หูชั้นกลางอักเสบ (otitis media) หรือในภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวเนื่องกับการตำหนิดเชื้อในทางเดินหายใจส่วนล่างอื่นๆยกตัวอย่างเช่น หลอดลมอักเสบหรือปวดบวมได้

กรุ๊ปบุคคลที่เสี่ยงต่อโรคอาร์เอสวี

  • ผู้ที่มีภูเขามิคุ้นกันของร่างกายต่ำมาก
  • เด็กคลอดก่อนกำหนดโดยเฉพาะอย่างยิ่งรายที่อายุครรภ์ต่ำลงยิ่งกว่า 35 สัปดาห์
  • ผู้ที่มีโรคปอดเรื้อรัง
  • ผู้ที่มีโรคหัวใจ โดยยิ่งไปกว่านั้นจำพวกที่มีความผิดธรรมดาสำหรับการไหลเวียนเลือด ที่เรียกว่า Cyanotic heart disease
  • คนแก่ที่แก่ตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป
  • เด็กที่น้ำหนักตัวน้อยกว่า 5 กิโลกรัม


กรรมวิธีการรักษาโรคอาร์เอสวี โดยทั่วไป หมอวิเคราะห์ผู้เจ็บป่วยโรคอาร์เอสวีจากลักษณะทางสถานพยาบาล ยกตัวอย่างเช่น ใช้เครื่องช่วยฟัง (Stethoscope) เพื่อฟังเสียงหวีดในระบบทางเท้าหายใจ เสียงแนวทางการทำงานของปอด หรือเสียงไม่ดีเหมือนปกติจากส่วนอื่นๆภายในร่างกาย และอาศัยวิธีซักความเป็นมาผู้เจ็บป่วยโดยวินิจฉัยจาก อายุผู้เจ็บป่วย ความเป็นมาอาการโรค การระบาดในแหล่งที่พักที่อาศัย การระบาดในโรงเรียน เป็นต้น แม้กระนั้นบ้างครั้งหากคนเจ็บมีลักษณะอาการร้ายแรง หมออาจจำเป็นต้องวิเคราะห์แยกโรคที่มีต้นเหตุเนื่องมาจากการติดเชื้อไวรัสชนิดอื่น หรือจากการตำหนิดเชื้อแบคทีเรีย หมอจึงจะมีการตรวจค้นเพิ่มอีก อาทิเช่น

  • วัดความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด (Pulse Oximetry) เพื่อตรวจดูระดับออกซิเจน
  • ตรวจจำนวนเซลล์เม็ดเลือดขาว ตรวจหาเชื้อไวรัส แบคทีเรีย หรือสิ่งปลอมปนอื่นๆ
  • เอกซ์เรย์หน้าอก เพื่อตรวจค้นโรคปอดบวม
  • ตรวจค้นเชื้อไวรัสจากสารคัดเลือกหลั่งในจมูก


ในตอนนี้บางโรงหมออาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีการตรวจรับรองหาเชื้อด้วยแนวทาง RSV Rapid Ag-detection test ซึ่งสำเร็จการทดลองด้านในไม่กี่ชั่วโมง   เพราะเหตุว่าโรค อาร์เอสวี เป็นโรคติดโรคที่เกิดขึ้นมาจากเชื้อไวรัสก็เลยทำให้ไม่มียารักษาอาการโดยเฉพาะ โดยเหตุนั้นการรักษาก็เลยเป็นการรักษาตามอาการ อย่างเช่น การให้ยาลดไข้ ยาขยายหลอดลม ฯลฯ ส่วนในรายที่เริ่มมีอาการรุนแรง อาทิเช่น อ่อนแรง หอบ มีค่าออกซิเจนในเลือดลดน้อยลง อาจมีการให้ยาพ่นขยายหลอดลม ร่วมกับการให้ออกซิเจน ในรายที่มีลักษณะอาการร้ายแรงมาก อาจจะต้องมีการใส่ท่อช่วยหายใจหรือใช้เครื่องช่วยหายใจ ยิ่งกว่านั้นบางทีก็อาจจะควรจะมีการให้สารน้ำตอบแทนเพื่อคุ้มครองป้องกันสภาวะขาดน้ำโดยเฉพาะในเด็ก ในรายที่มีภาวะแทรกซ้อนจากการต่อว่าดเชื้ออื่นๆมักจะได้รับยาฆ่าเชื้ออื่นๆที่สมควรตามอาการ
การติดต่อของโรคอาร์เอสวี การต่อว่าดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีเป็นผลมาจากการติดต่อผ่านทางสารคัดเลือกหลั่งจากฟุตบาทหายใจอาทิเช่น น้ำมูก น้ำลาย เสมหะ เป็นต้น แล้วก็เชื้อไวรัสชนิดนี้สามารถทนอยู่นอกร่างกายได้หลายชั่วโมง ฉะนั้นนอกจากการได้รับเชื้อผ่านการไอจามใส่กันแล้ว ยังสามารถติดต่อได้จากการสัมผัสข้าวของที่แปดเปื้อนเชื้อไวรัสแล้วนำเข้าสู่ร่างกายผ่านทางจมูก ปากรวมทั้งเยื่อบุดวงตาได้ ตอนหลังการได้รับเชื้อคนไข้สามารถแพร่ขยายเชื้อได้ตั้งแต่ข้างหลังติดเชื้อ 2–3 วันไปจนถึง 2–3 อาทิตย์ ฉะนั้นในผู้เจ็บป่วยที่เริ่มมีลักษณะอาการแสดงควรจะลดการแพร่เชื้อไปยังคนอื่นโดยการใส่ผ้าปิดปาก ส่วนคนที่จะต้องคลุกคลี่กับผู้ป่วยก็ต้องหมั่นล้างมือเสมอๆรวมทั้งสวมหน้ากากอนามัยทุกคราวด้วยเหมือนกัน

การกระทำตนเมื่อมีอาการป่วยเป็นโรค อาร์เอสวี

  • พักผ่อนให้เต็มกำลัง หยุดงาน หยุดสถานที่เรียน กระทั่งไข้จะลงธรรมดาแล้ว 48 ชั่วโมง
  • ล้างมือเป็นประจำและทุกครั้งก่อนที่จะกินอาหารแล้วก็ข้างหลังเข้าห้องอาบน้ำภ
  • แยกเครื่องใช้สอยต่างๆจากคนภายในบ้าน
  • ไม่ไปในที่ยัดเยียด/ที่ชุมชน
  • รู้จักใช้หน้ากากอนามัย
  • ทานอาหารมีสาระครบทั้งยัง 5 กลุ่ม
  • กรณีที่เจอหมอแล้ว ให้รับประทานยาต่างๆที่แพทย์สั่งให้ครบถ้วนบริบูรณ์
  • กินน้ำมากมายๆเนื่องจากว่าน้ำจะช่วยทำให้สารคัดเลือกหลัง ได้แก่ เสลด หรือน้ำมูก ไม่เหนียวจนเกินไป และไม่ไปขวางลักษณะการทำงานของระบบทางเท้าหายใจ
  • นั่งหรือนอนในตำแหน่งที่หายใจได้สบาย ตัวอย่างเช่น นั่งหลังตรง ไม่ห่อตัว ใช้หมอนที่ไม่นุ่มหรือแข็งเกินความจำเป็น
  • ใช้ยาหยอดจมูก เพื่อช่วยลดอาการบวมของจมูก บางทีอาจล้างจมูกด้วยน้ำเกลือรวมทั้งดูดน้ำมูกเพื่อทำให้ทางเท้าหายใจโล่งขึ้น
  • ถ้าเกิดอาการต่างๆชั่วโคตรลง ให้รีบไปโรงพยาบาล ได้แก่ ไข้สูงมากขึ้น ไอมากเพิ่มขึ้น มีเสลดเพิ่มมากขึ้น เสลดเปลี่ยนเป็นสีอื่น ตัวอย่างเช่น เขียว น้ำตาล เทา


การป้องกันตนเองจากโรคอาร์เอสวี เนื่องมาจากในประเทศไทยยังไม่มีวัคซีนคุ้มครองเชื้อไวรัส RSV จึงทำให้มีการเสี่ยงที่จะติดเชื้อเชื้อไวรัสในช่วงที่แพร่ระบาดได้มาก ก็เลยควรมีการป้องกันตัวเองดังนี้

  • ล้างมือให้สะอาด ล้างมือเสมอๆได้แก่ ก่อนมื้ออาหาร ข้างหลังเข้าสุขา ฯลฯ
  • ทำความสะอาดบ้านอยู่เป็นประจำ เพื่อลดการแพร่ของเชื้อ โดยเฉพาะกระดาษทิชชูที่ใช้แล้ว ควรจะทิ้งลงในถังขยะที่ปิดมิดชิด
  • ไม่ควรใช้แก้วน้ำร่วมกับผู้อื่น ควรใช้ถ้วยน้ำของตัวเอง รวมทั้งหลบหลีกการใช้แก้วน้ำที่คนเจ็บใช้แล้ว
  • ไม่สมควรอยู่ใกล้ชิดกับผู้เจ็บป่วยที่เป็นหวัด โดยยิ่งไปกว่านั้นสถานที่เรียน หรือในที่ชุมชนที่มีคนหนาแน่น ในช่วงระบาดของโรค
  • เมื่อจะต้องอยู่ในอากาศที่หนาวเย็น ควรจะทำให้ร่างกายอบอุ่นอยู่เสมอ


สมุนไพรที่ช่วยคุ้มครอง/รักษาโรคอาร์เอสวี เนื่องด้วยโรคอาร์เอสวี เป็นโรคที่เกิดขึ้นมาจากเชื้อไวรัสรวมทั้งสามารถติดต่อได้ทางสารคัดหลั่งของร่างกายโดยการ ไอ จาม รดกัน ซึ่งจะมีการฟุ้งกระจายของละอองน้ำมูก น้ำลายของคนป่วยซึ่งถ้าผู้ที่อยู่ใกล้ชิด สูดเอาละอองนั้นไปก็จะเกิดการติดต่อกันรวมถึงการสัมผัสสารคัดเลือกหลั่งต่างๆที่ปนเปื้อนในข้าวของต่างๆของผู้ป่วยด้วย ซึ่งเป็นโรคที่มีสาเหตุ,อาการ รวมถึงการติดต่อคล้ายกับโรคไข้หวัดมากมาย นอกเหนือจากนี้ยังเป็นโรคในระบบฟุตบาทหายใจเช่นกันอีกด้วย เพราะฉะนั้นสมุนไพรที่จะช่วยคุ้มครองปกป้อง/รักษาโรคอาร์เอสวีนั้น ก็เลยเป็นสมุนไพรลักษณะเดียวกันกับโรคหวัด (อ่านหัวข้อสมุนไพรที่ช่วยปกป้อง/รักษาโรคหวัดในเรื่องโรคหวัด)
เอกสารอ้างอิง

  • อาจารย์ ดร.ภก.ปิยทิพย์ ขันตยาภรณ์.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.ไวรัสร้ายของลูกน้อย.โรคอาร์เอสวี (RSV).ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ดร.นพ.นพพร อภิวัฒนากุล.ไวรัส RSV เชื้ออันตรายที่คล้ายไข้หวัด. Rama Channal. ภาควิชากุมรเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล. http://www.disthai.com/
  • Dawson-Caswell,M., and Muncle, JR, H. Am Fam Physician.2011;83(2):141-146
  • Mayo Foundation for Medical Education and Research. Respiratory syncytial virus (RSV). [Accessed on July 2016]
  • ไวรัสRSV-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์.
  • Krilov L.R. Respiratory Syncytial Virus Infection. [Accessed on July 2016]
  • Falsey,A. et al. NEJM.2005;352(17): 1749-1762



Tags : โรคอาร์เอสวี/โรคติดเชื้อทางเดินหายใจอาร์เอสวี

10

โรคอีสุกอีใส (Chickenpox , Varicella)
โรคอีสุกอีใส เป็นยังไง อีสุกอีใส (Chickenpox/Varicella) เป็นโรคติดต่อทางผิวหนังที่ทำให้ร่างกายเกิดผื่นคัน มีตุ่มนูนขนาดเล็ก หรือตุ่มน้ำใสๆทั่วร่างกาย สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย แล้วก็ยังแพร่ขยายได้อย่างเร็ว เป็นโรคติดต่อที่พบบ่อยในเด็ก โดยปกติจะเจออัตราการป่วยได้สูงสุดในกลุ่มอายุ 5-9 ปีรองลงมาเป็น 0-4 ปี, 10-14 ปี, 15-24 ปี และ 25-34 ปี ตามลำดับ ส่วนในผู้ที่อายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไปบางทีอาจพบได้บ้าง
                 มีรายงานจากกระทรวงสาธารณสุข พบว่าในปี พ.ศ. 2552  มีคนป่วยเป็นโรคอีสุกอีใสจำนวน 89,246 รายทั่วประเทศแล้วก็เสียชีวิต 4 ราย แล้วก็ในรอบ 5 ปีที่ล่วงเลยไปมีรายงานผู้ตายปีละ 1-3 ราย เมื่อพินิจตามกลุ่มอายุพบว่ากลุ่มอายุ 5-9 ปี มีอัตราป่วยไข้สูงสุดเท่ากับ 578.95 ต่อประชากร 100,000 คน รองลงมาเป็นกลุ่มวัยต่ำยิ่งกว่า 5 ปี, 10-14 ปีแล้วก็กลุ่มวัยมากกว่า 15 ปี โดยมีอัตราเจ็บไข้เท่ากับ 487.13, 338.45 และก็ 58.81 เป็นลำดับจากข้อมูล 10 ปีย้อนไปพบว่าจำนวนคนป่วยโรคอีสุกอีใสมีลัษณะทิศทางสูงมากขึ้น และก็ในปี พ.ศ. 2557-2559 มีอัตราการป่วย 129.57 ต่อแสนประชากร 79.82 ต่อแสนประชาชน และ 66.57 ต่อแสนสามัญชน ตามลำดับ
ต้นเหตุของโรคอีสุกอีใส เกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากเชื้ออีสุกอีใส ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า เชื้อไวรัสวาริเซลลา (varicella virus) (VZV) หรือ  human herpes virus type 3 เป็นเชื้อตัวเดียวกับที่กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดงูสวัด ที่แพร่ไปได้ง่ายผ่านทางการสัมผัสกับแผลของผู้เจ็บป่วยที่เป็นโรคโดยตรง หรือทางทะเลลาย ไอ จาม หรือการหายใจเอาเชื้อที่ปะปนในอากาศเข้าไป โดยเชื้อนี้จะมีผลให้เกิดโรคอีสุกอีใสในผู้ที่พึ่งติดเชื้อโรคเป็นครั้งแรกรวมทั้งโรคนี้เมื่อเป็นแล้ว มักมีภูมิคุ้มกันทั้งชีวิต รวมทั้งคนเจ็บส่วนมากจะไม่เป็นซ้ำอีก แม้กระนั้นเชื้อบางทีอาจแอบอยู่ในปมประสาท และได้โอกาสเป็นงูสวัดได้ในวันหลัง
อาการโรคอีสุกอีใส เด็กจะมีไข้ต่ำๆเหน็ดเหนื่อยรวมทั้งไม่อยากกินอาหารน้อย ในผู้ใหญ่มักเป็นไข้สูง และก็ปวดเมื่อยเรียกตัวคล้ายไข้หวัดใหญ่เอามาก่อน ผู้ป่วยจะมีผื่นขึ้น ซึ่งจะขึ้นพร้อมๆกันกับวันที่เริ่มจับไข้ หรือ ๑ คราวหลังจากจับไข้ เริ่มแรกจะขึ้นเป็นผื่นแดงราบก่อน ต่อมาจะเปลี่ยนเป็นตุ่มนูน มีน้ำใสๆอยู่ด้านใน รวมทั้งมีลักษณะคัน ถัดมาจะเปลี่ยนเป็นหนอง ต่อจากนั้น ๒-๔ วัน ก็จะเป็นสะเก็ด ผื่นรวมทั้งตุ่มจะขึ้นตามไรผมก่อน แล้วลามไปตามหน้า ลำตัว และแผ่นข้างหลัง จะทยอยขึ้นเต็มที่ ภายใน ๔ วัน บางรายมีตุ่มขึ้นในโพรงปาก ทำให้ปากเปื่อยยุ่ย ลิ้นเปื่อย เจ็บคอ บางรายอาจไม่มีไข้ มีเพียงแต่ผื่นและก็ตุ่มขึ้น ทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นเริมได้ เนื่องมาจากผื่นตุ่มของโรคนี้จะค่อยๆออกทีละระลอก (ชุด) ขึ้นไม่พร้อมกันทั่วร่างกาย ด้วยเหตุนั้นจะพบว่าบางที่ขึ้นเป็นผื่นแดงราบ บางที่เป็นตุ่มใส บางที่เป็นตุ่มกลัดหนอง และก็บางที่เริ่มเป็นสะเก็ด ด้วยลักษณะนี้ ราษฎรจึงเรียกว่า อีสุกอีใส (มีตุ่มสุกตุ่มใส) แต่ว่าผู้ป่วยบางรายบางทีอาจนานกว่านั้นเป็น 2-3 อาทิตย์ โดยไม่เป็นแผลเป็น (นอกเหนือจากการที่จะมีการติดเชื้อโรคแบคทีเรียแทรกซ้อน จนถึงเปลี่ยนเป็นตุ่มหนองแล้วก็กลายเป็นแผลเป็น)
                เหตุเพราะโรคอีสุกอีใสยังอาจจะเป็นผลให้เกิดภาวะเข้าแทรกขึ้นได้อีกดังเช่น การติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง หรือติดเชื้อแบคทีเรียในกระแสโลหิต ปอดอักเสบ แล้วก็ภาวะแทรกซ้อนทางสมอง
ผู้ป่วยที่มีการเสี่ยงที่จะมีลักษณะอาการร้ายแรง อย่างเช่น หญิงตั้งครรภ์ ทารกแรกเกิด ผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ ดังเช่น คนเจ็บเอดส์ คนไข้โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว คนป่วยปลูกถ่ายไขกระดูก ผู้ปลูกถ่ายอวัยวะ แล้วก็คนรับประทานยากด ภูมิต้านทานต่างๆ
หญิงท้องที่เป็นโรคนี้ในตอน 20 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์อาจท่าให้เด็กในท้องพิการแม้กระนั้น เกิดได้แต่ว่าเจอนานๆครั้ง(น้อยกว่าจำนวนร้อยละ 2) ถ้าเป็นช่วงๆที่ท้องมารดาอาจมีอาการรุนแรง และก็มีภาวะแทรกซ้อน ดังเช่นว่า ปอดอักเสบ ร่วมด้วย และก็ถ้ามารดาเป็นโรคในช่วงใกล้คลอด (5 วันก่อนคลอดจนกระทั่ง 2 วันหน้าคลอด) ทารกแรกเกิดอาจรับเชื้ออีสุกอีใสรวมทั้งมีอาการร้ายแรงถึงกับตายได้
เมื่อคนไข้หายจากโรคอีสุกอีใสแล้ว เชื้อไวรัสจะไปแอบอยู่ที่ปมประสาท รวมทั้งท่าให้เกิดโรค งูสวัดได้เมื่อภูมิต้านทานของร่างกายต่ำลง
กรรมวิธีรักษาโรคอีสุกอีใส แพทย์จะวินิจฉัยโรคอีสุกอีใสจากการดูลักษณะของผื่น ตุ่มน้ำ หรือตุ่มพองบนผิวหนังเป็นหลัก ร่วมกับการตรวจร่างกายทั่วไปแล้วก็อาการที่เกิดสังกัดคนไข้ เช่น เป็นไข้ขึ้น เบื่ออาหาร ปวดหัว แต่ว่าในบางครั้งบางคราวที่บอกมิได้เด่นชัดว่าเป็นโรคอีสุกอีใสหรือไม่รวมถึงในผู้ป่วยที่เกิดผลข้างเคียงแทรกซ้อน หรือในกรณีจำเป็นจำต้องวิเคราะห์ให้แน่ชัด แพทย์จะทำทดลองน้ำเหลืองเพื่อหาระดับสารภูมิคุ้มกันต่อไวรัสอีสุกอีใส หรือตรวจค้นเชื้อจากตุ่มน้ำ เหตุเพราะโรคอีสุกอีใส เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสการดูแลรักษาจึงเป็นการรักษาแบบช่วยเหลือตามอาการ
                ซึ่งโรคนี้สามารถหายเองได้การรักษาด้วยยาต้านไวรัสบางทีอาจท่าให้ระยะการเป็นโรคสั้นลง ถ้าคนเจ็บได้รับ ข้างใน 24 ชั่วโมงหลังผื่นขึ้น ผู้เจ็บป่วยไม่นายสิบเป็นจำเป็นต้องได้รับยาต่อต้านไวรัสทุกราย แพทย์จะไตร่ตรองให้ในรายที่มีความเสี่ยง จะเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงแค่นั้น ได้แก่

  • ถ้าเกิดพบว่าตุ่มมีการติดโรคแบคทีเรียแทรกซ้อน (กลายเป็นตุ่มหนอง ฝี แผลพุพอง) แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะเสริมเติม ถ้าเป็นเพียงไม่กี่จุดก็อาจให้จำพวกทา แม้กระนั้นถ้าหากเป็นมากก็จะให้ชนิดกิน
  • ถ้าเกิดมีลักษณะแทรกซ้อนร้ายแรง ซึ่งเจอได้น้อยมาก อาทิเช่น ปอดอักเสบ (ไข้สูง หอบ) สมองอักเสบ (ไข้สูง ปวดศีรษะมาก คลื่นไส้มากมาย ซึม ชัก ไม่ค่อยรู้ตัว) ตับอักเสบ (โรคตับเหลือง) หรือมีภาวะเลือดออกง่ายก็จะรับตัวไว้รักษาในโรงหมอ
  • ในรายที่มีภาวการณ์ภูมิต้านทานผิดพลาด (อาทิเช่น เป็นโรคโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว โรคภูมิคุมกันบกพร่อง กินยาสตีรอยด์อยู่นานๆฯลฯ) หรือเด็กอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไปที่มีโรคผื่นแพ้ประจำ โรคปอดเรื้อรัง สูดพ่นยาสตีรอยด์ (สำหรับคนที่เป็นโรคหืด) หรือรับประทานยาแอสไพรินอยู่ นอกเหนือจากให้การรักษาตามอาการแล้ว หมออาจให้ยาต่อต้านเชื้อไวรัส ที่มีชื่อว่า อะไซโคลเวียร์ (acyclovir) เพื่อฆ่าเชื้อโรคอีสุกอีใส คุ้มครองป้องกันมิให้โรคแผ่ขยายรุนแรง รวมทั้งช่วยทำให้โรคหายเร็วขึ้น ควรให้ยานี้รักษาข้างใน 24 ชั่วโมง ข้างหลังออกอาการจะได้ผลดีกว่าให้พักหลังๆของโรค


สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะส่งผลให้เกิดโรคอีสุกอีใส เนื่องด้วยโรคอีสุกอีใสเป็นโรคที่มีการติดต่อจากเชื้อไวรัสโดยการสัมผัสตุ่มหรือแผลของคนไข้ รวมทั้งติดต่อผ่านทางสารคัดหลั่งของคนเจ็บ ทั้งการสัมผัสหรือการหายใจเอาเชื้อโรคเข้าไป ด้วยเหตุนั้นปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้มีการเกิดโรคอีสุกอีใส คือ การคลุกคลีกับผู้ป่วย การสัมผัสคนเจ็บหรือสิ่งของเครื่องใช้ของคนป่วยโดยมิได้มีการป้องกันตนเองที่ดี รวมถึงการมิได้รับวัคซีนปกป้องโรคอีสุกอีใสจนครบ ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีความเสี่ยงที่จะก่อกำเนิดโรคอีสุกอีใสได้เช่นเดียวกัน
การติดต่อของโรคอีสุกอีใส โรคอีสุกอีใสเป็นโรคติดต่อได้อย่างรวดเร็วมาก โรคอีสุกอีใสมีระยะฟักตัวราว 10 - 224 ชั่วโมง แล้วก็ผู้ป่วยจะเริ่มแพร่เชื้อได้ในช่วงโดยประมาณ 5 วันก่อนขึ้นผื่น ไปจนถึงเมื่อตุ่มน้ำแห้งแตกเป็นสะเก็ดหมดแล้ว ฉะนั้นระยะแพร่เชื้อในโรคอีสุกอีใสก็เลยนานได้ถึง 7 - 10 วันหรือเป็นเวลานานกว่านี้ในคนแก่ ก็เลยเป็นต้นเหตุให้เป็นโรคติดต่อที่ระบาดได้อย่างเร็ว
                ซึ่งเชื้อไวรัสประเภทนี้จะมีอยู่ในตุ่มน้ำของคนที่เป็นอีสุกอีใส ในน้ำลายและเสลดของผู้ที่เป็นอีสุกอีใสสำหรับการติดต่อสามารถติดต่อได้โดยการสัมผัสถูกตุ่มน้ำโดยตรง หรือสัมผัสถูกสิ่งของ เช่น แก้วน้ำ ผ้า เช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว ผ้าห่ม ที่พักผ่อน ที่เปื้อน ถูกตุ่มน้ำของคนที่เป็นอีสุกอีใส หรือสูดหายใจเอาละอองของตุ่มน้ำ หรือฝอยละอองจากทางเท้าหายใจของคนเจ็บเข้าไป
ฉะนั้นอีสุกอีใสจึงเป็นโรคที่ระบาดแพร่ขยายได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโรงเรียน สถานที่รับเลี้ยงเด็ก หรือตามชุมชนที่พักที่อาศัยทั่วไป สามารถเจอได้ตลอดทั้งปี แม้กระนั้นจะมีอุบัติการณ์เกิดสูงสุดในตอนม.ค.ถึงม.ย.

การปฏิบัติตนเมื่อมีอาการป่วยเป็นโรคอีสุกอีใส

  • หากมีไข้สูง ให้ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวเสมอๆดื่มน้ำมากๆห้ามอาบน้ำเย็น นอนพักให้มากมายๆแล้วก็ให้ยาพาราเซตามอลทุเลาไข้ ไม่ควรให้ยาแอสไพรินลดไข้ เพราะว่ายานี้ อาจก่อให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคเรย์ซินโดรม (Reye's syndrome) ซึ่งจะมีภาวะสมองอักเสบร่วมกับตับอักเสบ จัดว่าเป็นโรคอันตรายรุนแรงชนิดหนึ่ง
  • ถ้าหากมีอาการคัน ให้ทาด้วยยาแก้ผดผื่นคัน (คาลาไมน์โลชั่น) ถ้าคันมากมายให้กินยาแก้แพ้ คลอร์เฟนิรามีนบรรเทา ผู้เจ็บป่วยควรจะตัดเล็บให้สั้น และก็อุตสาหะอย่าแกะหรือเกาตุ่มคัน อาจจะเป็นผลให้เกิดการติดเชื้อแปลงเป็นตุ่มหนองแล้วก็เป็นแผลเป็นไปได้
  • ถ้าหากปากยุ่ย ลิ้นยุ่ย ให้ใช้น้ำเกลือกลั้ว มานะรับประทานอาหารที่เป็นของเหลวหรือเป็นน้ำแทนของกินแข็ง
  • สำหรับอาหาร ไม่มีของแสลงต่อโรคนี้ ให้ทานอาหารได้ตามปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบำรุงด้วยอาหารพวกโปรตีน (อาทิเช่น เนื้อ นม ไข่ ถั่วต่างๆ) ให้เยอะขึ้น เพื่อสร้างเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกาย
  • ควรจะหยุดเรียน หรือหยุดงาน พักอยู่บ้าน เพื่อคุ้มครองมิให้แพร่ระบาดให้คนอื่นๆ ระยะแพร่เชื้อติดต่อให้คนอื่นๆเป็นตั้งแต่ระยะ 24 ชั่วโมง ก่อนมีตุ่มขึ้นจวบจนกระทั่ง 6 วัน ข้างหลังตุ่มขึ้น
  • ควรเฝ้าพิจารณาอาการเปลี่ยนแปลงต่างๆโดยทั่วไปอาการ จะค่อยทุเลาได้เองข้างใน 1-3 สัปดาห์ แม้กระนั้นถ้าเกิดพบว่ามีลักษณะอาการหายใจหอบ ซึม ชัก เดินเซ ตากระตุๆก ดีซ่าน (ตาเหลือง) มีเลือดออก ปวดหัวมาก อ้วกมาก เจ็บหน้าอก หรือตุ่มเปลี่ยนเป็นหนอง ฝี หรือพุพอง ควรไปพบ หมอโดยเร็ว
  • ผู้เจ็บป่วยควรจะพักรวมทั้งกินน้ำมากๆขั้นต่ำวันละ 8 แก้ว
  • คนป่วยควรจะปลีกตัวออกไปอยู่ต่างหากจนพ้นระยะติดต่อ รวมถึงแยกของใช้ของสอยส่วนตัวต่างๆเป็นต้นว่า เสื้อผ้า แก้วน้ำ ช้อน จาน ถ้วยชาม ฯลฯ เพื่อหลบหลีกการแพร่กระจายของเชื้อโรค
  • สำหรับยาเขียวที่ทำมาจากสมุนไพร (ดังเช่น ยาเขียวหอม ที่ใส่อยู่ในบัญชียาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ พุทธศักราช๒๕๕๖) ไม่ถือเป็นสิ่งที่ไม่อนุญาตหรือก่อให้เกิดผลกระทบต่อการดูแลและรักษาโรคนี้ ผู้ป่วยสามารถใช้ร่วมกับการรักษาปกติได้ แถมยาเขียวยังช่วยให้ดื่มน้ำได้มากขึ้นอีกด้วย
  • รักษาสุขลักษณะรากฐาน (สุขบัญญัติแห่งชาติ) เพื่อให้สุขภาพดีรวมทั้งช่วยลดโอกาสในการเกิดผลใกล้กันแทรกจากการต่อว่าดเชื้อโรค
การปกป้องคุ้มครองตัวเองจากโรคอีสุกอีใส

  • เพราะเหตุว่าโรคสุกใสสามารถแพร่ได้ง่ายโดยทางการหายใจ จำเป็นจะต้องแยกคนป่วยออกจากเด็กเล็ก หญิงมีครรภ์ และผู้ที่ไม่เคยติดเชื้อโรคมาก่อน
  • ควรให้คนเจ็บหยุดเรียนหรือหยุดงาน พักผ่อนอยู่บ้านเพื่อปกป้องไม่ให้แพร่เชื้อให้บุคคลอื่น
  • ไม่สัมผัสหรือสนิทสนมกับคนป่วยโรคอีสุกอีใส แม้จะต้องมีการปกป้องตนเองอย่างยอดเยี่ยม ได้แก่ สวมถุงมือ สวมหน้ากากอนามัยและควรรีบล้างมือภายหลังสัมผัสกับคนป่วย เป็นต้น
  • ปัจจุบันนี้มีวัคซีนฉีดป้องกันโรคอีสุกอีใส ซึ่งราคาค่อนข้างแพง (โดยประมาณเข็มละ 800-1200 บาท) ควรจะฉีดในเด็กอายุ 12-18 เดือน ฉีดเพียงแค่ 1 เข็ม จะคุ้มครองปกป้องโรคได้ตลอดกาล ถ้าเกิดฉีดตอนโต แม้อายุต่ำลงยิ่งกว่า 13 ปี ก็ฉีดเพียงเข็มเดียว แต่ว่าถ้าอายุตั้งแต่ 13 ปีขึ้นไป ควรจะฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 4-8 สัปดาห์ หลังฉีดยา ควรจะเลี่ยงการใช้ยาแอสไพรินนาน 6 อาทิตย์ ทั้งนี้เพื่อลดจังหวะเสี่ยงต่อโรคเรย์ซินโดรม วัคซีนประเภทนี้ห้ามฉีดในหญิงตั้งท้อง ผู้ที่มีสภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ใช้ยาแอสไพรินอยู่ประจำ หรือใช้ยาสตีรอยด์ขนาดสูงมานาน บางทีอาจเกิดภาวะเข้าแทรกร้ายแรงได้ สำหรับหญิงวัยเจริญพันธุ์ (15-45 ปี) ถ้าเกิดยังคลุมเคลือว่าเคยเป็นโรคนี้หรือยัง ควรจะขอความเห็นหมอ ตรวจดูว่ามีภูมิต้านทานต่อโรคนี้หรือยัง ถ้าหากยัง หมออาจแนะนำให้วัคซีนคุ้มครองป้องกันเพื่อไม่ให้เป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ขณะตั้งท้อง และข้างหลังฉีดวัคซีนชนิดนี้ ควรคุมกำเนิดนาน 3 เดือน จึงจะสามารถมีครรภ์ได้อย่างปลอดภัย
  • ในเด็กที่ไม่มีข้อบ่งห้าม สามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 12-15 เดือน ขึ้นไป รวมทั้งฉีดกระตุ้นอีกทีที่อายุ 4-6 ปีหรืออาจฉีด 2 เข็มห่างกันขั้นต่ำ 3 เดือน ซึ่งภูมิต้านทานจะขึ้นดีมากกว่าการฉีด 1 เข็ม
  • จากการเล่าเรียนในเด็กอายุ 1-12 ปี หลังได้รับวัคซีนคราวแรก จะมีภูมิคุ้มกันในระดับที่คุ้มครองป้องกันโรคได้ปริมาณร้อยละ 85แล้วก็เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนร้อยละ 99.6 หลังได้รับวัคซีนครั้งที่ 2
  • สำหรับคนที่สัมผัสสนิทสนมกับคนไข้โรคนี้ การฉีดวัคซีนอาจไม่ทันกาล ถ้าหากจำเป็นแพทย์บางทีอาจชี้แนะให้ฉีดเซรุ่ม ที่มีชื่อว่า varicella-zoster immune globulin (VZIG) เป็นการฉีดภูมิต้านทานเข้าไปโดยตรง ชอบฉีดให้กับคนที่สัมผัสโรคอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหญิงมีท้อง ผู้ที่มีภาวการณ์ภูมิต้านทานขาดตกบกพร่อง คนไข้มะเร็งเม็ดเลือดขาว และก็เด็กทารกที่มีแม่เป็นอีสุกอีใสช่วง 5 วันก่อนคลอดถึง 2 วันหลังคลอด
  • วัคซีนคุ้มครองป้องกันโรคอีสุกอีใส ที่ใช้ในปัจจุบันทำมาจากเชื้ออีสุกอีใสที่มีชีวิตแล้วนำมาทำให้อ่อนฤทธิ์ลง ในประเทศไทยมีจัดจำหน่าย 3 จำพวกหมายถึงVarilrix ในวัคซีน 1 เข็มมีเชื้อไม่น้อยกว่า 2,000 PFU, OKAVAX ในวัคซีน 1 เข็มมีเชื้อไม่ต่ำกว่า 1,000 PFU, และ Varicella Vaccine-GCC ในวัคซีน 1 เข็มมีเชื้อไม่น้อยกว่า 1,400 PFU ทั้งเดี๋ยวนี้ยังมีการผลิตวัคซีนคุ้มครองโรคอีสุกอีใสให้อยู่ในรูปวัคซีนรวม เป็นต้นว่า วัคซีนรวมฝึกฝน-โรคเหือด-คางทูม-อีสุกอีใส (MMRV) ซึ่งจะรวมอยู่ในเข็มเดียวกันทำให้สบาย และไม่จำเป็นต้องเจ็บตัวเพิ่มมากขึ้น
สมุนไพรที่ช่วยรักษา/ทุเลา อาการของโรคอีสุกอีใส

  • เสลดพังพอนตัวเมีย Clinacanthus nutans (Burm.f) มีอีกชื่อหนึ่งเป็น พญายอ ซึ่งเสมหะพังพอนตัวเมียแตกต่างจากเพศผู้เป็นตัวเมียไม่มีหนาม ใบเพศผู้มีสีเข้มกว่า ดอกตัวเมียมีสีแดง ดอกเพศผู้มีสีส้นสด กระบวนการให้เด็ดใบเสลดพังพอนตัวเมียมาล้างให้สะอาด แล้วนำมาตำหรือปั่นอย่างถี่ถ้วนผสมกับน้ำดินสอพอง ทาที่ตุ่มสุกใสเสมอๆจะช่วยบรรเทาอาการคัน และก็ทำให้ตุ่มแผลแห้งเร็ว ลดอาการบวมแดงของตุ่มได้
  • ผักชี Coriandrum sativum การอาบน้ำต้มผักชีจะช่วยทำให้อีสุกอีใสหายไวขึ้น ซึ่งตามตำรายาแผนโบราณพูดว่า สรรพคุณของผักชีคือเป็นพืชธาตุเย็นที่ช่วยลดอาการผื่นแดง
  • สะเดา Azadiracta indica มีการเรียนพบว่าสารเกดูนิน (Gedunin) และก็ นิมโบลิดี (Nimbolide) ในใบและเม็ดสะเดามีคุณภาพสำหรับการออกฤทธิ์ยั้งเชื้อรา แบคทีเรียรวมทั้งเชื้อไวรัสสูง โดยเหตุนั้น ก็เลยสามารถทุเลาลักษณะของโรคที่เกิดขึ้นมาจาก เชื้อไวรัส อย่างอีสุกอีใสได้
  • ใบมะยม Phyllanthus acidus ใช้ใบมะยมไม่อ่อนหรือแก่เหลือเกิน 2-3 กำมือ ใส่น้ำ 2-3 ลิตร ต้มให้เดือดโดยประมาณ 20 นาที แล้วชูลงผสมน้ำเย็นให้อุ่นพอเพียงอาบได้ อาบวันละ 3 ครั้ง ยามเช้า ตอนกลางวัน เย็น ข้างหลังอาบน้ำอาการจะเบาๆดีขึ้นกว่าเดิม
  • ย่านาง Tiliacora triandra เอาราก “ย่านาง” แบบสดราวขยุ้มมือต้มกับน้ำหลากยาจนเดือด ดื่มขณะอุ่นวันละครั้ง ทีละ 3 ส่วน 4 แก้ว ต้มดื่มเรื่อยติดต่อกัน 3-5 วัน อาการที่เป็นจะทุเลาลง
เอกสารอ้างอิง

  • รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.อีสุกอีใส.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่296.คอลัมน์ สารานุกรมทันโรค.ธันวาคม.2546
  • อีสุกอีใส เป็นได้ก็หายได้.เกร็ดความรู้สู่ประชาชน.หน่วยข้อมูลคลังยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ). “อีสุกอีใส (Chickenpox/Varicella)”. หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป หน้า 404-407.
  • Kuter B, Matthews H, Shinefield H, Black S, Dennehy P, Watson B, et al. Ten year follow-up of healthychildren who received one or two injections of varicellavaccine. Pediatr Infect Dis J. 2004; 23:132-7.
  • อ.พญ.เลลานี ไพฑูรย์พงษ์.สาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.โรคอีสุกอีใส.สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย.
  • Centers for Disease Control and Prevention (CDC)..Prevention of Varicella Recommendations of the Advisory Committee on Immunization Practices (ACIP). MMVR 2007; 56:1-40.
  • อีสุกอีใส.อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์ http://www.disthai.com/
  • Heininger U, Seward JF. Varicella. Lancet. 2006; 368:1365-76.
  • Braunwald, E., Fauci, A., Kasper, L., Hauser, S., Longo, D., and Jameson, J. (2001). Harrison’s principles of internal medicine (15th ed.). New York: McGraw-Hill.
  • อ.พญ.จรัสศรี ฟี้ยาพรรณ,นางรษิกา ฤทธิ์เรืองเดช,พญ.พิชญา มณีประสพโชคและคณะ.โรคสุกใส(Chicken pox).ภาควิชาตจวิทยาคณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล.
  • สำนักระบาดวิทยา. โรคอีสุกอีใส. สรุปรายงานการเฝ้าระวังโรค 2552. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกในพระบรมราชูปถัมภ์. 2553; 55-6.
  • Krause PR, Klinman DM. Efficacy,immunogenicity,safety, and use of live attenuated chickenpox vaccine. J Pediatr. 1995; 127:518-25.
  • พญ.อารีย์ โอบอ้อมรัก.หนังสือเลี้ยงลูกด้วยสมุนไพร.หน้า 56.สำนักพิมพ์เอเชียบูรพา.


11

โรคไส้ติ่งอักเสบ (Appendicitis)
โรคไส้ติ่งอักเสบเป็นอย่างไร  ไส้ติ่ง (Vermiform appendix) เป็นส่วนเสริมของไส้ที่ยื่นออกมาจากกระพุ้งไส้ใหญ่ (Cecum) ไส้ติ่งมีรูปร่างราวกับถุงยาวๆขนาดเท่านิ้วก้อย ยื่นออกมาจากลำไส้ใหญ่ อยู่ตรงบริเวณท้องน้อยข้างขวา โดยมีลักษณะเป็นถุงแคบรวมทั้งยาว มีขนาดกว้างเพียง 5-8 มม. แล้วก็มีความยาวหรือก้นถุงลึกโดยเฉลี่ย 8-10 ซม. (ในผู้ใหญ่) ข้างในมีรูติดต่อกับลำไส้ใหญ่ส่วนต้น ผนังภายในของไส้ติ่งมีเนื้อเยื่อต่อมน้ำเหลืองกระจายอยู่ ซึ่งเป็นเยื่อเกิดการอักเสบได้ง่าย โดยเนื้อเยื่อนี้จะมีการเพิ่มปริมาณมากมายตอนวัยรุ่น จึงพบไส้ติ่งอักเสบกำเนิดได้บ่อยมากในวัย รุ่น ไส้ติ่งนับว่าเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดของลำไส้ใหญ่ที่ฝ่อตัวลงและไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่สำหรับในการย่อยรวมทั้งซึมซับของกิน เพราะเป็นท่อขนาดเล็กปลายตัน เมื่อมีการอักเสบจึงทำให้เนื้อฝาผนังไส้ติ่งเน่าตายและก็เป็นรูทะลุในเวลาอันรวดเร็วทันใจได้
ไส้ติ่งอักเสบเป็น อาการบวมและติดโรคของไส้ติ่งนับเป็นอาการที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันและก็อันตราย ซึ่งจำต้องได้รับการผ่าตัดอย่างเร่ง ด่วน เพราะว่าหากทิ้งเอาไว้นาน ไส้ติ่งที่อักเสบมักแตกกระจายเชื้อโรคสู่ท้อง และบางทีอาจเป็นสา เหตุร้ายแรงจนกระทั่งติดโรคในกระแสโลหิตจนกระทั่งขั้นเสียชีวิตได้
โดยการตายโดยมากของโรคไส้ติ่งอักเสบมีเหตุมาจากภาวะเยื่อบุช่องท้องอักเสบและสภาวะช็อค โรคไส้ติ่งอักเสบได้รับการอธิบายเป็นครั้งแรกโดย Reginald Fitz ในปี พุทธศักราช 2429 ตอนนี้ได้รับการยินยอมรับว่าเป็นเยี่ยมในสิ่งที่ทำให้เกิดลักษณะของการปวดท้องรุนแรงกะทันหันที่พบได้บ่อยที่สุดทั้งโลกแล้วก็ โรคไส้ติ่งอักเสบยังพบเป็นสาเหตุอันดับที่หนึ่งของโรคเจ็บท้อง ที่ต้องรักษาด้วยการใช้วิธีผ่าตัดเร่งด่วน บ่อยครั้งที่ค้นพบว่าคนป่วยปลดปล่อยให้มีอาการปวดท้องนานหลายวันและหลังจากนั้นก็ค่อยมาโรงหมอ  ซึ่งชอบพบว่าเป็นถึงกับขนาดไส้ติ่งแตกแล้ว ไส้ติ่งอักเสบเป็นโรคที่พบมาก เกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่เด็กอายุ 2 ขวบไปจนถึงคนแก่ และก็ยังรวมทั้งหญิงตั้งท้อง แต่ว่าจะพบบ่อยในช่วงอายุ 10-30 ปี (พบได้น้อยในคนวัยแก่ เนื่องจากว่าไส้ติ่งตีบยุบมีเยื่อหลงเหลือน้อย และในเด็กอายุต่ำลงมากยิ่งกว่า 3 ปี เนื่องจากโคนไส้ติ่งยังออกจะกว้าง) ในสตรีรวมทั้งผู้ชายมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้เท่าๆกัน และก็มีการคาดประมาณว่าในทั้งชีวิตของมนุษย์จะมีโอกาสเป็นโรคนี้ประมาณ 7% ในปีๆหนึ่งจะมีผู้ป่วยเป็นโรคนี้ราว 1 ใน 1,000 คน
ที่มาของโรคไส้ติ่งอักเสบ ไส้ติ่งอักเสบ เกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากมีสภาวะอุดกันของรูไส้ติ่ง ส่วนการอุดกันนั้นส่วนใดส่วนหนึ่งเป็นการเกิดขึ้นเองโดยไม่เคยทราบต้นสายปลายเหตุแน่ชัด แต่ส่วนใดส่วนหนึ่งเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากมีเศษอุจจาระแข็งๆเรียกว่า "นิ่วอุจจาระ" (fecalith) ชิ้นเล็กๆตกลงไปอุดกันอยู่ด้านในรูของไส้ติ่ง แล้วทำให้เชื้อแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในรูไส้ติ่งปริมาณน้อยเกิดการเจริญก้าวหน้าแพร่พันธุ์แล้วก็รุกล้ำเข้าไปในฝาผนังไส้ติ่ง จนมีการอักเสบตามมา หากปลดปล่อยไว้เพียงไม่กี่วัน ผนังไส้ติ่งก็เกิดการเน่าตายและแตกทะลุได้ แล้วก็ต้นสายปลายเหตุที่พบได้รองลงมาคือ เกิดขึ้นได้เนื่องมาจากเนื้อเยื่อต่อมน้ำเหลือง (Lymphoid tissue) ที่ฝาผนังไส้ติ่งที่ดกตัวขึ้นตามการอักเสบต่างๆที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย นอกจากนั้นอาจจะเกิดขึ้นได้ก็เพราะสิ่งเจือปน (ยกตัวอย่างเช่น เมล็ดผลไม้), หนอนพยาธิ (ที่สำคัญเป็น พยาธิไส้เดือน พยาธิเส้นด้าย พยาธิตืดหมู) หรือก้อนเนื้องอก หรือบางคราวก็อาจเกิดขึ้นเนื่องจากการติดเชื้อที่ระบบทางเท้าหายใจส่วนบน ที่ส่งผลให้ต่อมน้ำเหลืองทั่วร่างกาย และก็ต่อมน้ำเหลืองในไส้ติ่งเกิดการปฏิกิริยาสนองตอบด้วยการขยายตัวขึ้นจนไปขัดขวางไส้ติ่ง แล้วก็ทำให้ไส้ติ่งที่อาจมีเชื้อโรคอาศัยอยู่เกิดอาการอักเสบสุดท้าย ในคนเจ็บบางรายอาจเป็นไส้ติ่งอักเสบที่เกิดจากเชื้อไวรัสไซโตเมกะโล (Cytomegalovirus)  ซึ่งมักจะเจอได้ในคนไข้เอดส์ และบางรายบางทีอาจเป็นไส้ติ่งอักเสบโดยที่หมอไม่ทราบต้นเหตุเลยก็ได้
อาการของโรคไส้ติ่งอักเสบ อาการสำคัญของโรคไส้ติ่งอักเสบนั้นคือ ผู้เจ็บป่วยจะมีลักษณะปวดท้องที่มีลักษณะต่อเนื่องและก็ปวดแรงขึ้นนานเกิน 6 ชั่วโมงขึ้นไป หากไม่ได้รับการรักษาก็ชอบปวดอยู่นานหลายวัน จนผู้ป่วยทนปวดไม่ไหวจะต้องพาส่งโรงหมอ ซึ่งอาการของไส้ติ่งอักเสบนั้นอาจแบ่งได้เป็นสองประเภท คือชนิดขวานผ่าซากและชนิดไม่ตรงไปตรงมาดังนี้ ประเภทไม่อ้อมค้อมเริ่มแรกบางทีอาจปวดแน่นตรงลิ้นปี่เหมือนโรคกระเพาะ บางคนอาจปวดบิดเป็นช่วงรอบๆสะดือ คล้ายลักษณะของการปวดแบบท้องร่วง บางทีอาจเข้าส้วมบ่อยมาก แม้กระนั้นถ่ายไม่ออก (แม้กระนั้นบางคนอาจมีอาการถ่ายเป็นน้ำหรือ ถ่ายเหลวร่วมด้วย)ต่อมาจะมีลักษณะอ้วก อาเจียน เบื่อข้าวร่วมด้วย ลักษณะของการปวดท้องมักจะไม่ทุเลา แม้ว่าจะรับประทานยาพาราอะไรก็แล้วแต่ ต่อมาอีก 3-4 ชั่วโมง อาการปวดจะย้ายมาที่ท้องน้อยข้างขวา มีลักษณะปวดเสียดตลอดระยะเวลา และก็จะเจ็บเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเมื่อมีการขยับตัว หรือเวลาเดินหรือไอจาม คนป่วยจะนอนนิ่งๆถ้าเป็นมากคนเจ็บจะนอนงอขา ตะแคงไปข้างหนึ่ง หรือเดินตัวงอ เพื่อให้รู้สึกสบายขึ้น  เมื่อถึงขั้นที่มีอาการอักเสบของไส้ติ่งแจ่มกระจ่าง มีวิธีตรวจอย่างง่ายๆเป็น ให้คนเจ็บนอนหงายแล้วก็ใช้มือกดลงลึกๆหรือใช้หมัดตีเบาๆตรงรอบๆไส้ติ่ง (ท้องน้อยข้างขวา)คนไข้จะรู้สึกเจ็บมากมาย (เรียกว่า อาการกดเจ็บ) คนไข้อาจมีไข้ต่ำๆ(อุณหภูมิ 37.7-38.3 องศาเซลเซียส) ส่วนจำพวกไม่ตรงไปตรงมานั้นอาจเริ่มจากมีลักษณะอาการปวดเริ่มที่พุงด้านล่างขวาตั้งแต่ต้น ท้องเสีย แล้วก็มีการดำเนินโรคที่นานค่อยเป็นค่อยไปกว่าประเภทไม่อ้อมค้อม ถ้าไส้ติ่งที่อักเสบสัมผัสกับกระเพาะปัสสาวะอาจจะเป็นผลให้มีลักษณะปัสสาวะหลายครั้ง หากไส้ติ่งที่อักเสบอยู่ด้านหลังลำไส้เล็กส่วนปลายอาจมีอาการอ้วกรุนแรงได้ บางรายบางทีอาจรู้สึกปวดเบ่ง

ส่วนผู้ป่วยในกรุ๊ปที่เป็นเด็ก หรือสตรีท้อง อาจมีอาการอะไรบางอย่างที่แตกต่างจากคนโดยปกติทั่วไป ดังนี้

  • ในกลุ่มคนไข้ที่เป็นเด็ก เด็กที่แก่ต่ำว่า 2 ปี ลงไป จะมีอาการที่เห็นได้ชัดคือ คลื่นไส้มากมาย ท้องอืด ถ้าใช้มือกดบริเวณพุงจะรู้สึกเจ็บ ส่วนเด็กที่แก่มากยิ่งกว่า 2 ปีขึ้นไปจะเริ่มชี้อาการได้ ซึ่งอาการก็จะไม่มีความต่างจากคนทั่วๆไป
  • ในกลุ่มผู้ป่วยที่เป็นสตรีตั้งท้อง เพราะว่าอวัยวะต่างๆที่ถูกดันให้สูงมากขึ้นเพื่อรองรับการขยายตัวของมดลูก ไส้ติ่งของสตรีท้องจะเขยื้อนไปอยู่ที่รอบๆพุงส่วนบน ซึ่งถ้าหากมีลักษณะไส้ติ่งอักเสบจะก่อให้ปวดบริเวณท้องส่วนบนด้านขวาแทน ยิ่งกว่านั้นอาจมีอาการปวดบีบที่ท้อง มีก๊าซในกระเพาะ หรืออาการแสบร้อนที่กึ่งกลางอก บางรายอาจพบอาการท้องเสีย หรือท้องผูกควบคู่กัน


ผู้เจ็บป่วยโรคไส้ติ่งอักเสบถ้าไม่ได้รับการดูแลและรักษาโดยการผ่าตัดข้างใน 24-36 ชั่วโมงหลังมีการอักเสบ ไส้ติ่งจะขาดเลือดกลายเป็นเนื้อเน่าและตาย ท้ายที่สุดผนังของไส้ติ่งที่เปื่อยยุ่ยจะแตกทะลุ หนองแล้วก็สิ่งสกปรกข้างในไส้จะไหลออกมาในท้อง ทำให้กลายเป็นเยื่อบุช่องท้องอักเสบ (Peritonitis) แล้วก็ถ้าหากเชื้อแบคทีเรียขยายเข้าสู่กระแสโลหิตก็จะมีการติดเชื้อโรคในกระแสโลหิต เป็นอันตรายจนกระทั่งขั้นเสียชีวิตได้
วิธีการรักษาโรคไส้ติ่งอักเสบ เป็นโรคที่มีปัญหาสำหรับในการวิเคราะห์ให้ที่ถูกออกจะมากมาย ผู้ป่วยบางรายได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้ แต่เมื่อผ่าตัดเข้าไปก็พบว่าไส้ติ่งไม่มีการอักเสบ ผู้ป่วยบางรายแม้จะไปพบหมอแม้กระนั้นก็ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคอื่น ตราบจนกระทั่งไส้ติ่งแตกแล้วจึงได้รับการดูแลรักษาวิเคราะห์ที่ถูกต้อง เด็กที่อายุน้อยกว่า 2 ขวบแทบทุกรายมักจะวินิจฉัยโรคนี้ได้ภายหลังจากการแตกของไส้ติ่งแล้ว ในเด็กเล็กแล้วก็ผู้เจ็บป่วยชราพบว่าบางทีอาจเกิดปัญหารุนแรง ถ้าเกิดได้รับการวิเคราะห์แล้วก็รักษาโรคชักช้าเนื่องมาจากมีภูมิต้านทานต่ำ
                การวินิจฉัยโรคไส้ติ่งอักเสบ การวินิจฉัยโรคในผู้ป่วยส่วนใหญ่อาศัยลักษณะทางสถานพยาบาล (clinical menifestation) คืออาการและก็การตรวจพบเป็นหลัก ส่วนการตรวจทางห้องปฎิบัติการแล้วก็การค้นทางรังสีวิทยา (radiologic investigation) หรือการตรวจเพิ่มเติมอื่นๆมีความสำคัญน้อย เป็นประโยชน์เฉพาะในคนเจ็บบางรายที่ลักษณะทางคลินิกไม่แน่ชัดเพียงแค่นั้นโดยมีวิธีการวิเคราะห์ดังต่อไปนี้

  • การวิเคราะห์อาการของไส้ติ่งอักเสบ เป็น
  • ลักษณะของการปวดท้อง เป็นอาการที่สำคัญที่สุด ช่วงแรกชอบปวดบริเวณสะดือ หรือบอก มิได้ชัดเจนว่าปวดที่รอบๆใดแต่ว่าระยะถัดมาลักษณะของการปวดจะแจ่มแจ้งที่ท้องน้อยทางด้านขวา (right lower quadrant-RLQ)
  • อาการอื่นๆที่บางทีอาจพบร่วมด้วยเป็น


                          - คลื่นไส้ อ้วก อาการนี้เจอได้ในคนเจ็บแทบทุกราย
                          - ไข้ ชอบเกิดภายหลังจากเริ่มอาการปวดท้องแล้วระยะหนึ่ง
                          - ไม่อยากกินอาหาร
                          - ท้องเดิน พบอาการในผู้ป่วยบางราย ชอบกำเนิดภายหลังจากไส้ติ่งแตกทะลุ หรือ ชี้แจง ได้จากไส้ติ่งอักเสบที่อยู่ตำแหน่งใกล้กับลำไส้ใหญ่ส่วน sigmoid หรือ rectum

  • ในเด็กที่มีไส้ติ่งแตกทะลุอาจมาด้วยลักษณะของลำไส้อุดตันได้
  • การตรวจร่างกาย เป็นเรื่องจำเป็นที่สุดสำหรับในการวินิจฉัยโรค
  • ผู้กระทำดเจ็บเฉพาะที่ (local tenderness) แทบทั้งสิ้นจะมี maximal tenderness ที่ RLQ รวมทั้งอาจมี guarding แล้วก็ rebound tenderness ด้วย ในคนเจ็บไส้ติ่งแตกทะลุ tenderness และ guarding มักตรวจพบรอบๆกว้างขึ้นหรือเจอทั่วรอบๆท้องน้อยข้างล่างอีกทั้ง 2 ข้าง จากการมี pelvic peritonitis ในรายที่เป็นก้อนไส้ติ่งอักเสบ (appendiceal mass) จาก phlegmon หรือ abscess มักลูบคลำได้ก้อนที่ RLQ
  • การตรวจทางทวารหนัก (rectal examination) ถือว่าเป็นคุณประโยชน์มาก จะพบว่ากดเจ็บที่ทางขวาของ cul-de-sac แต่ว่าไม่นิยมทำในเด็กเล็กเนื่องจากว่าแปลผลได้ทุกข์ยากลำบาก ในเด็กหญิงอาจมีประโยชน์ในการวินิจฉัยแยกโรคที่มีต้นเหตุเนื่องมาจาก twisted ovarian cyst เพราะบางทีอาจคลำได้ก่อน ส่วนในรายที่สงสัยว่าอาจเกิดขึ้นเนื่องจาก pelvic inflammatory disease นอกเหนือจากการที่จะได้ประวัติการมีเซ็กส์แล้วการตรวจภายใน (per vagina examination - PV) จะให้ผลดีมาก
  • การตรวจอื่นๆอาจให้ผลบวกสำหรับเพื่อการตรวจ อย่างเช่น


                          - Rovsing sign
                          - Obturator sign
                          - Psoas sign

  • การตรวจทางห้องปฎิบัติการ ไม่ค่อยมีความจำเป็นมากเท่าไรนักในผู้ป่วยส่วนใหญ่ โดยเฉพาะเมื่อการตรวจร่างกายสามารถให้การวิเคราะห์ได้อยู่แล้ว แต่ว่าจะทำเป็นรากฐานเพื่อการดูแลระหว่างการดูแลรักษาถัดไป เป็นต้นว่า
  • complete blood count พบได้บ่อยว่า เม็ดเลือดขาวสูงขึ้นยิ่งกว่าปกติแล้วก็มี shift to the left
  • การตรวจปัสสาวะ ไม่ค่อยมีประโยชน์มากสักเท่าไรนักในการวิเคราะห์แยกโรค แต่ช่วยแยกโรคอื่น อาทิเช่น มีเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะอาจจำต้องคิดถึงนิ่วในท่อไต
  • การตรวจพิเศษ ในรายที่ลักษณะทางสถานพยาบาลบ่งชัดเจนว่าเป็นโรคไส้ติ่งอักเสบกะทันหัน การตรวจพิเศษเพิ่มอีกก็ไม่มีความสำคัญ แต่ว่าในรายที่ลักษณะทางคลินิกไม่กระจ่างนั้น การตรวจพิเศษอาจมีคุณประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์แยกโรค ยกตัวอย่างเช่น
  • การถ่ายภาพรังสีของช่องท้อง บางทีอาจพบเงาของ fecalith หรือ localized ileus ที่ RLQ
  • การตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (ultrasonography) ของช่องท้อง หรือ barium enema ไม่จำเป็นในคนเจ็บจำนวนมาก แต่อาจช่วยสำหรับในการวินิจฉัยโรคในคนเจ็บบางรายที่มีปัญหาในการวินิจฉัยโรค


ไส้ติ่งอักเสบสามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัดเท่านั้น เพราะเหตุว่าจะช่วยรักษาอาการและช่วยกำจัดการเสี่ยงที่จะเกิดภาวะไส้ติ่งแตก โดยการผ่าตัดที่นิยมใช้ในขณะนี้เป็นการผ่าตัดแบบส่องกล้อง (Laparoscopic Surgery) ด้วยเหตุว่าเป็นการผ่าตัดเล็กสามารถกลับไปพักฟื้นที่บ้านได้ทันที เหมาะสมกับกรณีไส้ติ่งที่อักเสบยังอยู่ในระยะไม่รุนแรงนัก หากร้ายแรงถึงขั้นไส้ติ่งแตก ก็ต้องใช้การผ่าตัดแบบเปิด (Open Surgery) ซึ่งเป็นผ่าตัดแบบมาตรฐาน เพราะนอกจากจะต้องนำไส้ติ่งที่แตกออกแล้ว ยังต้องชำระล้างภายในท้อง และก็ใส่ท่อเพื่อระบายหนองจากฝีที่เกิดขึ้นอีกด้วย โดยหมอจะตรึกตรองผ่าตัดรักษาดังนี้

  • ในรายที่ลักษณะทางสถานพยาบาลระบุว่าน่าจะเป็นโรคไส้ติ่งอักเสบ เสนอแนะให้การรักษาด้วยการใช้การ ผ่าตัดโดยเร่งด่วน ภายหลังการเตรียมผู้ป่วยให้พร้อมรวมทั้งสมควรต่อการให้ยาสลบและก็การผ่าตัด
  • ในรายที่ลักษณะทางคลินิกไม่กระจ่างว่าจะเป็นโรคไส้ติ่งอักเสบ แม้กระนั้นมีสิ่งที่ทำให้สงสัยว่าบางทีอาจจะเป็นโรคนี้ ควรรับตัวไว้ดูอาการในโรงพยาบาล เพื่อติดตามประเมินลักษณะทางสถานพยาบาลต่อเป็นช่วงๆโดยงดเว้นน้ำแล้วก็ของกิน และไม่ให้ยาปฎิชีวนะ เมื่อลักษณะทางคลินิกระบุกระจ่างแจ้งขึ้นว่าน่าจะเป็นไส้ติ่งอักเสบรุนแรง จะได้นำคนป่วยไปทำการผ่าตัดรักษาอย่างทันทีทันควัน
  • ในรายที่ลักษณะทางคลินิกบ่งชัดว่าเป็นไส้ติ่งอักเสบกระทันหัน ไม่แตกทะลุ ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องให้ยายาปฏิชีวนะทั้งก่อนและก็ข้างหลังผ่าตัด แม้กระนั้นหมอผู้ดูแลบางทีอาจพินิจให้ยาปฏิชีวนะก่อนผ่าตัดก็ได้ เมื่อผ่าตัดพบว่าไส้ติ่งอักเสบไม่แตกทะลุ ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องให้ยาต่อ
  • ในรายที่ลักษณะทางคลินิกไม่อาจจะแยกได้ว่าไส้ติ่งแตกทะลุกระจ่าง นิยมให้ยาปฏิชีวนะ โดยเริ่มตั้งแต่ก่อนผ่าตัด ถ้าเกิดผ่าตัดแล้วพบว่าไส้ติ่งไม่แตกทะลุ ไม่มีความจำเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะต่อหลังผ่าตัด แต่ว่าถ้าเกิดพบว่าไส้ติ่งแตกทะลุก็ให้ยาปฏิชีวนะต่อ
  • ในรายที่การตรวจร่างกายระบุว่ามี peritonitis ซึ่งเกิดขึ้นจากการแตกของไส้ติ่งอักเสบ ในเด็กมักมีลักษณะ generalized peritonitis ส่วนคนแก่จะเป็น pelvic peritonitis ก่อนนำคนเจ็บไปกระทำผ่าตัดควรที่จะใช้วิธีรักษาแบบเกื้อกูลให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสมสำหรับเพื่อการให้ยาสลบและการผ่าตัด เป็นต้นว่าการให้ intravenous fluid ที่เหมาะสมให้พอเพียงซึ่งบางทีอาจใช้เวลาหลายชั่วโมง มองว่าคนเจ็บมีเยี่ยวออกดีแล้ว ให้ยาปฎิชีวนะที่เหมาะสม ให้ยาลดไข้หรือเช็ดตัวให้อุณหภูมิร่างกายต่ำลงหากจับไข้สูง ถ้าเกิดอาการท้องอืดมากควรใส่ nasogastric tube ต่อ suction อาจใช้เวลาสำหรับเพื่อการจัดเตรียมคนป่วย 3-4 ชั่วโมงก่อนนำคนเจ็บไปผ่าตัด
  • ในกรณีที่ไส้ติ่งแตกทะลุระหว่างการผ่าตัด หรือไส้ติ่งไม่แตกทะลุ แต่ร้ายแรงถึงขนาด gangrenous appendicitis แนะนำให้ยาปฏิชีวนะระหว่างการผ่าตัด รวมทั้งตลอด 1-3 วันสุดแท้แต่พยาธิภาวะ
  • ในรายที่มีอาการมาหลายวันแล้วก็การตรวจร่างกายพบว่ามีก้อนที่ RLQ ที่ชี้ว่าน่าจะเป็น appendiceal phlegmon หรือ abscess น่าจะรักษาโดยวิธีเกื้อหนุนโดยให้ยาปฎิชีวนะที่ออกฤทธิ์ครอบคลุมกว้างขวาง ถ้าคนเจ็บสนองตอบดีต่อการดูแลและรักษา อย่างเช่น ลักษณะของการปวดท้อง ก้อนเล็กลง ให้รักษาต่อโดยแนวทางจุนเจือ แล้วก็นำคนไข้ไปทำ elective appendectomy จากนั้น 6 อาทิตย์ - 3 เดือน แม้กระนั้นหากการรักษาด้วยยาปฎิชีวนะดังกล่าวข้างต้นมิได้รับการโต้ตอบที่ดีอาจจำต้องผ่าตัดเลย หากพยาธิสภาพร้ายแรงมากมาย บางทีอาจทำเพียงระบายหนอง แต่ถ้าเกิดพยาธิสภาพไม่รุนแรง และก็สามารถตัดไส้ติ่งออกได้เลย ก็เสนอแนะให้ทำ


กลุ่มอาการที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคไส้ติ่งอักเสบ มีลักษณะเจ็บท้องที่มีลักษณะไม่เสมือนลักษณะของการปวดโรคกระเพาะ ท้องร่วง หรือปวดระดู ก็ให้สงสัยว่าอาจเป็นโรคไส้ติ่งอักเสบได้ ควรจะรีบไปพบแพทย์ ถ้ามีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้

  • ปวดรุนแรง หรือปวดติดต่อกันนานเกิน 6 ชั่วโมงขึ้นไป
  • กดหรือเคาะเจ็บตรงบริเวณที่ปวด
  • อาเจียนหลายครั้ง รับประทานอะไรก็ออกหมด
  • มีอาการหน้ามืด เป็นลมเป็นแล้ง ใจสั่นหวิว ใจสั่น
  • มีไข้สูง หรือหนาวสั่น
  • หน้าตาซีดเผือดเหลือง
  • กินยาบรรเทาปวดแล้วอาการไม่ทุเลาหรือกลับร้ายแรงขึ้น
  • คนเจ็บที่มีอาการท้องผูกร่วมด้วย ถ้าพบว่ามีอาการปวดท้องรุนแรงกว่าปกติ ก็ห้ามกินยาถ่าย หรือกระทำการสวนทวาร


การติดต่อของโรคไส้ติ่งอักเสบ โรคไส้ติ่งอักเสบเป็นโรคที่เกิดขึ้นจากการอุดตันของรูไส้ติ่ง จากสิ่งเจือปนต่างๆทำให้ไส้ติ่งมีการอักเสบติดเชื้อแล้วก็แตกท้ายที่สุด ไส้ติ่งอักเสบเป็นโรคที่เกิดขึ้นเฉพาะกับคนไข้แต่ละคน และไม่ได้เป็นโรคติดต่อที่แพร่ให้คนข้างๆแต่อย่างใด
การกระทำตนเมื่อเป็นโรคไส้ติ่งอักเสบ  เพราะเหตุว่าโรคไส้ติ่งอักเสบ เป็นโรคเร่งด่วน ต้องไปพบแพทย์โดยทันที ที่ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลเพื่อทำผ่าตัดและไม่ควรจะรับประทานยาระบายหรือสวนอุจจาระ เมื่อมีลักษณะอาการท้องผูกร่วมด้วย เพราะว่าอาจทำให้ไส้ติ่งอักเสบนั้นแตกเร็วขึ้น

  • การกระทำตัวก่อนการผ่าตัดไส้ติ่ง คนไข้ควรปฏิบัติดังต่อไปนี้


o    เมื่อมีลักษณะของไส้ติ่งอักเสบ ก่อนไปพบแพทย์คนป่วยจะต้องงดอาหารแล้วก็น้ำไว้ด้วยเพื่อเตรียมการสำหรับในการผ่าตัดเร่งด่วน
o   ในกรณีที่มีลักษณะอาการเจ็บท้องแม้กระนั้นคนเจ็บยังไม่เคยรู้มูลเหตุ ห้ามรับประทานยาพารา แต่ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยก่อน เนื่องจากยาพาราจะไปบดบังลักษณะของการปวดทำให้แพทย์แยกโรคได้ทุกข์ยากลำบาก
o  งดเว้นการใช้ครีมรวมทั้งเครื่องแต่งหน้าทุกประเภท และก็ทำร่างกายให้สะอาด อาบน้ำ สระผม ตัดเล็บ เพื่อหมอดูอาการผิดปกติจากการขาดออกซิเจนได้

  • การกระทำตัวหลังการผ่าตัดไส้ติ่ง ข้างหลังการผ่าตัดไส้ติ่ง 1 วัน ผู้เจ็บป่วยจะต้องกระทำการลุกจากเตียง เพื่อให้ไส้มีการเคลื่อนไหวเร็วขึ้น งดของกินและก็น้ำข้างหลังผ่าตัดวันแรก ส่วนการดูแลแผลผ่าตัด ห้ามให้ผ้าปิดแผลเปียกน้ำ ห้ามให้แผลโดนน้ำ ห้ามเกา แล้วก็เวลาไอหรือจามให้ใช้มือประคองแผลไว้ด้วยเพื่อป้องกันแผลที่เย็บแยกออก ถ้าถ้าหากแผลยังไม่แห้งดีอย่าพึ่งจะอาบน้ำ แม้กระนั้นให้ใช้กรรมวิธีเช็ดตัวแทน ยิ่งไปกว่านั้นเป็นการรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ เน้นการกินอาหารที่มีโปรตีนสูง เนื่องจากจะช่วยทำให้แผลติดเร็วมากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นคือ การขับถ่ายอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งพักผ่อนให้พอเพียง


การปกป้องตัวเองจากโรคไส้ติ่งอักเสบ ในขณะนี้ยังไม่ทีการค้นพบแนวทางคุ้มครองอาการไส้ติ่งอักเสบ เนื่องด้วยไส้ติ่งอักเสบเป็นอาการกระทันหันที่ไม่สามารถหาต้นเหตุที่แจ่มแจ้งได้ แต่มีข้อสังเกตว่า ประชากรที่นิยมรับประทานอาหารพวกผักผลไม้มาก (เป็นต้นว่า ชาวแอฟริกา) จะมีอัตราการเป็นไส้ติ่งอักเสบน้อยกว่ากรุ๊ปที่รับประทานผักและผลไม้น้อย (เป็นต้นว่า ฝรั่ง) จึงมีการชี้แนะให้พากเพียรกินผักและผลไม้ให้มากมายๆทุกเมื่อเชื่อวัน ซึ่งมีผลดีต่อการคุ้มครองป้องกันโรคท้องผูก ริดสีดวงทวาร โรคอ้วน และก็ยังมั่นใจว่าอาจปกป้องไส้ติ่งอักเสบ และมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้อีกด้วย
นอกเหนือจากนี้มีการศึกษาเล่าเรียนที่ศึกษาค้นพบว่า ภาวะท้องผูกมีส่วนสัมพันธ์กับการเกิดไส้ติ่งอักเสบ โดยพบว่าผู้เจ็บป่วยไส้ติ่งอักเสบจะมีจำนวนครั้งสำหรับในการอึต่ออาทิตย์น้อยกว่ากรุ๊ปควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ แล้วก็ยังพบว่า ผู้เจ็บป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และโรคมะเร็งไส้ตรงมักจะเป็นโรคไส้ติ่งอักเสบเอามาก่อน ทั้งยังมีผลการเรียนรู้หลายงานที่ศึกษาค้นพบว่า การทานอาหารที่มีกากใยต่ำจะมีส่วนสำหรับเพื่อการทำให้มีการเกิดโรคไส้ติ่งอักเสบอีกด้วย
สมุนไพรที่ช่วยป้องงกัน/บรรเทาโรคไส้ติ่งอักเสบ เนื่องด้วยการดูแลและรักษาโรคไส้ติ่งอักเสบจำต้องรักษาด้วยการผ่าตัดแค่นั้นและในขณะนี้ยังไม่มีการรับรองว่าสมุนไพรชนิดไหนที่จะช่วยปกป้องหรือ บรรเทา/รักษา โรคไส้ติ่งอักเสบได้ รวมถึงยังไม่มีรายงานการศึกษาทำการค้นคว้าและวิจัยชิ้นไหนที่รายงานว่าสมุนไพรจำพวกไหนสามารถช่วยคุ้มครองหรือ / รักษาโรคไส้ติ่งอักเสบได้
เอกสารอ้างอิง

  • (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ). “ไส้ติ่งอักเสบ (Appendicitis)”.หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป     หน้า 525-527.
  • Fitz RH (1886). "Perforating inflammation of the vermiform appendix with special reference to its early diagnosis and treatment". Am J Med Sci(92): 321–46.(อังกฤษ)
  • ไส้ติ่งอักเสบ-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์ดอทคอม.
  • Adamis D, Roma-Giannikou E, Karamolegou K (2000). "Fiber intake and childhood appendicitis". Int J Food Sci Nutr51: 153–7. (อังกฤษ)
  • รศ.นพ.สุรเกียรติอาชานานุภาพ.ไส้ติ่งอักเสบ.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่301.คอลัมน์ สารานุกรมทันโรค.พฤษภาคม.2547
  • SCHWARTZ, Principle of Surgery , McGRAW HILL
  • Wangensteen OH, Bowers WF (1937). "Significance of the obstructive factor in the genesis of acute appendicitis". Arch Surg34: 496–526. (อังกฤษ)
  • โรคไส้ติ่งอักเสบ(APPENDICITIS).แนวทางการรักษาพยาบาลผู้ป่วยทางศัลยกรรม.ราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย.



Tags : โรคไส้ติ่งอักเสบ

12

สมุนไพรตาตุ่มทะเล
ตาตุ่มทะเลExcoecaria agallocha Linn.
บางถิ่นเรียก ตาตุ่มทะเล} ตาตุ่ม (กึ่งกลาง); บูตอ (มลายู-จังหวัดปัตตานี).
ไม้ใหญ่ ขนาดกลาง สูง 8-15 ม. เปลือกสีเทาวาว. ใบ ผู้เดียว เรียงสลับกัน รูปไข่ หรือ รี กว้าง 2-5 ซม. ยาว 3-9 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบสอบ หรือ มน; ขอบใบเรียบ หรือ หยักน้อย; ก้านใบยาว 1-2 เซนติเมตร ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบ ดอกเพศผู้ รวมทั้งดอกเพศเมียอยู่ต่างต้นกัน. ดอกเพศผู้ ออกเป็นช่อยาว 3-7 เซนติเมตร; กลีบรองกลีบดอก 3 กลีบ; เกสรผู้ 3 อัน ไม่ติดกัน อับเรณูมี 2 ช่อง กลม. [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] ดอกเพศเมีย ออกเป็นช่อยาว 1.5-3.5 เซนติเมตร กลีบรองกลีบโคนเชื่อมชิดกัน ปลายแยกเป็น 3 แฉก; รังไข่มี 3 ช่อง แต่ละช่องมีไข่อ่อน 1 หน่วย. ผล รูปกลมแป้น มี 3 พู กว้างโดยประมาณ 6 มม. ยาวราวๆ 4 มิลลิเมตร เม็ด ออกจะกลม.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามป่าชายเลน.
คุณประโยชน์ : ราก ตำ หรือ ฝน ผสมกับขิง เป็นยาพอก หรือ ทา แก้อาการบวมตามมือรวมทั้งเท้า ต้น ยางมีฤทธิ์กัดทำลาย ทำให้เกิดอาการอักเสบ หากเข้าตาจะก่อให้ปวดอักเสบมาก ถึงทำให้ตาบอดได้ แก่นเรียกว่ากระลำพัก (ตาตุ่มสมุทร) เมื่อเผาไฟจะมีกลิ่นหอมาก ใช้เข้าเครื่องยา เป็นยาขับลม ฟอกเลือด ขับรอบเดือน ระบาย และก็ขับเสมหะ ถ้าเอาไม้ชนิดนี้ไปปักเลี้ยงหอยแมลงภู่ คนที่รับประทานหอยที่เกาะไม้นี้ จะมีผลให้ท้องเดินได้  ควันที่เกิดขึ้นจากการเผาต้น ใช้รมแก้โรคเรื้อน  ยางต้นต้มรวมกับน้ำมัน ใช้ทาแก้โรคเรื้อน กัดแผลอักเสบเรื้อรัง ทาถูนวดแก้ปวดตามข้อ และก็อัมพาต ถ้าเกิดรับประทานยางต้นในขนาดต่ำๆเป็นยาถ่าย แต่ถ้าหากกินมากมายอาจจะทำให้สตรีแท้งบุตรได้ ใบ เป็นพิษ น้ำสุกเปลือก รับประทานเป็นยาทำให้อาเจียน เป็นยาถ่าย แก้โรคลมชัก และก็เป็นยาฝาดสมาน

13

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพรมะหัง[/url][/size][/b]
มะหัง Macaranga griffithiana Muell. Arg.
บางถิ่นเรียก มะหัง (จังหวัดปัตตานี) ดอกไม้หูช้าง (จังหวัดตราด).
ไม้ต้น สูงได้ถึง 7 ม. กิ่งก้าน กลม หมดจด ด้านในกลวง สีขาวนวล. ใบ คนเดียว เรียงแบบบันไดเวียน รูปไข่ป้อม หรือ กลม กว้าง 12.5-22.5 ซม. ยาว 15-25 เซนติเมตร ปลายใบแหลม เป็นแฉกตื้นๆ3 แฉก ขอบของใบเรียบ หรือ หยักตื้นๆโคนใบกลม หรือ สอบแคบ ทำให้เหมือนรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด เนื้อใบครึ้ม ด้านล่างใบสีขาวนวล รวมทั้งมีเส้นใบสีชมพู ก้านใบติดแบบใบบัว ยาวโดยประมาณ 20 ซม. ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบ ดอกเพศผู้ และดอกเพศภรรยาอยู่ต่างต้นกัน. ดอกเพศผู้ ช่อยาว 15-25 ซม. สมุนไพร ดอกมีใบเสริมแต่งหุ้มไว้เป็นรูปไข่ มีขนสีน้ำตาลแดง กลีบรองกลีบดอกมีขน รวมทั้งมีต่อม เกสรผู้ 3-4 อัน. ดอกเพศเมีย ช่อสั้น อ้วน และมีขนมากกว่าช่อดอกเพศผู้ กลีบรองกลีบดอกรูปถ้วย ปลายแยกเป็น 3 กลีบ รังไข่มี 3-5 ช่อง ที่โคนมีต่อม ท่อรังไข่โคนใหญ่ปลายแหลม ตรง หรือ โค้ง. ผล รูปเบาะ สีขาวนวล; มีนอป้านๆ4-5 นอ เคลือบด้วยผงสีเหลืองแล้วก็เหนียว. เมล็ด สีดำ ไม่มีเนื้อหุ้ม.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามริมลำน้ำ และก็ข้างถนน ชอบ แล้วก็ราบลุ่ม.
คุณประโยชน์ : ราก น้ำต้มรากใช้รับประทานแก้ไข้

14

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพรฤาษีผสมแล้ว[/url][/size][/b]
ฤาษีผสมแล้ว Plectranthus scutellarioides (L.) R. Br.
ชื่อพ้อง Coleus scutellarioides Benth. var. scutellarioides Keng ฤาษีผสมแล้ว (ภาคกึ่งกลาง)
        ไม้ล้มลุก สูง 30-100 เซนติเมตร ใบ โดดเดี่ยว ออกตรงข้าม มีขนาด รูปร่างรวมทั้งสีต่างๆกัน โยทั่วไปรูปไข่ กว้าง (1)-3-5-(10) ซม. ยาว (1)-4-7-(15) ซม. ปลายใบแหลม หรือ เรียวแหลม โคนใบสอบ ขอบใบหยักหลายแบบ มน หรือ แหลมตื้น หรือ แหลมลึก นอกจากขอบที่โคนใบเรียบมีขนตามเส้นกิ้งก้านใบ และเส้นใบย่อย ก้านใบยาว 1-5(-8) เซนติเมตร ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบ ยาว 5-10 ซม. ใบตกแต่งรูปไข่ ยาว 2-3 มิลลิเมตร ปลายแหลม มีขน ตกง่าย กลีบเลี้ยงเชื่อมชิดกันเหมือนรูประฆัง สมุนไพร ปลายแยกออกเป็นปาก ปากบนมี 3 หยัก หยักกึ่งกลางใหญ่ ปลายแหลม หยักข้างเล็กและสั้นมาก ปลายมน ปลายข้างล่างมี 2 หยัก ชิดกันเป็นแถบยาว คล้ายลิ้น ปลายแยกกันมีเส้นตามยาว 10 เส้น มีขนแล้วก็ต่อมเกลื่อนกลาดกระจัดกระจาย กลีบเลี้ยงจะขยายใหญ่ขึ้นเมื่อสำเร็จ ก้านดอกย่อยยาว 3-4 มิลลิเมตร มีขน กลีบดอกไม้โคนเชื่อมติดกันเป็นหลอดงอๆปลายแยกเป็นปาก ปากบนสั้นแล้วก็พับกลับตั้งขึ้น ปากด้านล่างยาวโค้งเป็นรูปเรือ ยาว 8-13 มม. เกสรเพศผู้มี 2 คู่ โคนก้านเกสรติดกันและก็ติดกับหลอดกลีบ ผล รูปไข่ หรือ กลม เล็ก สีน้ำตาล เป็นมัน ยาว 1-1.2 มม.

นิเวศน์วิทยา
:ขึ้นได้ทั่วๆไปทั้งยังบนที่ราบ รวมทั้งที่สูง นิยมนำมาปลูกเป็นไม้ประดับกันมาก
สรรพคุณ : ต้นและก็ใบ น้ำต้มเป็นยาช่วยสำหรับในการย่อย แก้อาเจียนคลื่นไส้ แก้ปวดข้างในช่องท้อง ตับอักเสบที่มีอาการบวมตามมือและก็เท้า ตำพอกแก้ปวดบวม เจ็บท้อง พอกต่อมต่างๆที่มีลักษณะบวม ยาชงใบใช้ขับระดู น้ำคั้นใบข้าทาสมานแผล

15

สรรพคุณกวาวเครือขาวอันน่าทึ่งสามารถรักษาโรคคุณได้
ขายกวาวเครือขาว เพศหญิงที่มีปัญหา สิวฮอร์โมน สิวที่หลัง ผิวมัน ขนดก
สตรีที่เสื่อมอารมณ์ทางเพศ
รับผลิตกวาวเครือขาว สามารถใช้เป็นฮอร์โมนตอบแทนในสตรีวัยหมดระดู
สาวประเภท 2 ที่ต้องการเพิ่มความเป็นผู้หญิง
แคปซูลกวาวเครือขาว ปรับสีผิวให้ขาวขึ้น ทำให้ผิวเต่งตึงลดรอยเหี่ยวย่น มีเลือดฝาด ขาวอมชมพู ผ่องแผ้ว ออร่า แก้ฝ้า กระ จุดด่างดำ
เนื่องมาจาก กวาวเครือขาว มีสาร Oestrogenic substance ชื่อ miroestrol,3,14,17,18-B-tetrahydroxy miroestrol ซึ่งมีฤทธิ์ เสมือนฮอร์โมนเพศหญิงที่บริเวณทรวงอกของผู้หญิงนั้น จะมีตัวรับ ( Receptor ที่เหมาะสมให้สาร Oestrogenic substance ไปจับอยู่เพราะฉะนั้นเมื่อรับประทานกวาวเครือขาวที่มีสารที่มีฤทธิ์นี้เข้าไป ก็จะไปจับกับบริเวณที่มีตัวรับพอดีขายส่งกวาวเครือขาวโดยเฉพาะอย่างยิ่งสตรี ก่อให้เกิดขายกวาวเครือขาว การสะสมไขมัน แล้วก็น้ำมากขึ้น ในรอบๆนั้น รวมทั้ง ทำให้กระชับได้รูป และก็พบว่า การรับประทานสม่ำเสมออย่างต่ำ 5 เดือนขึ้นไป เซลล์ไขมันแล้วก็กล้ามรับประทานทรวงอกจะต่ำลงน้อยมาก ทั้งที่ รีเซปเตอร์รอบๆเต้านมผู้หญิงจะมีแตกต่างกันในแม้กระนั้นละบุคคล ทำให้ผลที่ได้ เร็ว ช้า มาก น้อย แตกต่างกัน รวมทั้ง จะเท่าที่ธรรมชาติของแต่ละคนที่สร้างได้เท่านั้นซึ่งในปัจจุบันกวาวเครือขาวในรูปแบบขายกวาวเครือขาว[/url]กิน ได้จริง รวมทั้งควรจะเป็นของแท้ รวมทั้งใหม่สดจริง บรรเทา แก้อาการเมื่อยล้า เหน็ดเหนื่อยของร่างกาย ทำให้นอนหลับสบาย รับผลิตกวาวเครือขาวช่วยบำรุงสมอง ช่วยให้ความจำดีขึ้นสำหรับผู้ที่ซูบซีด เมื่อกินกวาวเครือขาวจะช่วยให้ดูอ้วนบริบูรณ์ขึ้น
ขายกวาวเครือขาว สามารถช่วยทุเลาลักษณะของการปวดเมื่อยล้าตามร่างกายมีส่วนช่วยลดและก็รักษาอาการ vasomotor (อาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกเวลากลางคืน)สำหรับคนที่เคยมีบุตรแล้วจะช่วยให้ช่องคลอดกระชับขึ้น และก็ช่วยลดปัญหาพุง สะโพก ต้นขาลายได้สำหรับผู้ที่มีลูกยาก เชื่อว่าจะทำให้มีบุตรง่ายขึ้น
แคปซูลกวาวเครือขาว ที่มีคุณภาพในทางคลีนิค สามารถใช้ชดเชยฮอร์โมนเพศหญิงในวัยหมดระดูได้ รวมทั้งมีลักษณะทิศทางว่าจะนำไปใช้ขายส่งกวาวเครือขาวและก็รักษาอัลไซเมอร์ได้ เพราะศึกษาค้นคว้าพบว่า สารสกัดจากกวาวเครือกระตุ้นให้เกิดการงอกใหม่ของเซลล์สมองได้
ขายกวาวเครือขาว ขายส่งกวาวเครือขาว
รับผลิตกวาวเครือขาว เเคปซูลกวาวเครือขาว
สมุนไพรอื่นๆ
สรรพคุณตรีผลา
ตรีผลา หนังสือเรียนยาไทย  ผลอ่อน แก้ไข้เพื่อขับเสลด แล้วก็ไข้เจือลม เป็นยาระบาย ยาถ่าย ผลแก้ แก้เสลดจุกคอ ทำให้เปียกคอ แก้โรคตา แก้ธาตุกำเริบเสิบสาน บำรุงธาตุ แก้ไข้ แก้ริดสีดวง แก้ท้องเสียท้องเดิน รักษาโรคท้องมาน เมล็ดในแก้บิดแก้บิดมูกเลือด ประเทศพม่า ใช้ผลแห้งรักษาอาการไอ แล้วก็โรคตา ในอินโดจีน ใช้เป็นยาฝาดสมาน รวมทั้งยาบำรุง ผลสดเป็นยาถ่ายหนังสือเรียนยาไทย ผลระบายอ่อนๆแก้ลมป่วง แก้พิษร้อนใน คุมธาตุ แก้ลมจุกเสียด รู้ผายธาตุ ทราบระบายทราบอุจจาระ ถ่ายพิษไข้ คุมธาตุในตัวเสร็จ แก้ไข้เพื่อเสมหะ ผลอ่อน มีฤทธิ์เป็นยาระบาย อึ รู้ถ่ายรู้ปิดเอง แก้ลมจุดเสียด อาเจียน แก้สะอึก แก้โรคหืดไอ แก้ท้องเดินเรื้อรัง ทำเป็นยาชงใช้อมล้างคอแก้เจ็บคอ เม็ด รสขม ทำให้เจริญอาหาร
คุณประโยชน์เห็ดหลินจือ
เห็ดหลินจือ มีสารที่มีผลต่อการบำบัดโรคหลายแบบ แบ่งได้เป็น 3 จำพวกใหญ่ๆคือ สารจำพวกที่ละลายน้ำ 30% สารละลายอินทร์ 65% รวมทั้งสาระเหย 5% มีประโยชน์สำคัญดังเช่น polysaccharide, triterpenoids, Germanium, Ganoderic, Essence รวมทั้งวิตามินแล้วก็ธาตุ ซึ่งช่วยสร้างภูเขาไม่ต่อต้านทางโรค ต้านทานโรคมะเร็ง บำรุงตับ บำรุงสมองและระบบประสาท ปรับสมดุลให้แก่ร่างกาย เหมาะสำหรับบำรุงร่างกายด้วยเหตุว่ามีความปลอดภัยสูง โพลีแซคค้างไรค์ (polysaccharide) เป็นสาระสำคัญในเห็ดหลินจือที่จะช่วยเสริมสร้างรูปแบบการทำงานของร่างกาย คือกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง ต้านมะเร็ง คุ้มครองป้องกันการยืนขึ้นลุกลามของเซลล์มะเร็ง ช่วยทำให้ปรับปรุงหลักการทำงานของตับอ่อน ปรับระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยกำจัดพิษ แม้กระนั้นเหตุเพราะ polysaccharide มีส่วนประกอบที่สลับซับซ้อนอาจจะส่งผลให้ย่อยยากจะต้องรับประทานวิตามินซีหรืออาหารที่มีวิตามินซีสูง เพื่อช่วยในการซับสาร polysaccharide ไปสู่ร่างกายเยอร์มาเนียม (Germaniuum) ในดอกเห็ดหลินจือมีเยอร์มาเนียมมากถึง 800 – 2000 ppm สารเยอร์มา – เนียมมีสาระต่อร่างกายดังต่อไปนี้

  • ออกสิเจนในเลือด 4. รักษามะเร็ง
  • กระตุ้นภูมิต้านทานของร่างกาย 5. ทำให้การไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น
  • สมอง บำรุงประสาท 6. กำจัดสารพิษ บำรุงตับ รักษาตับ


ไตรเทอร์ไต่อยด์ (Tritepenoids) เป็นประโยชน์ต่อสภาพร่างกายดังนี้

  • ต้านมะเร็ง 4. ลดวัวเลสเตอคอยล ปรับไขมันในร่างกายให้ปกติ
  • ควบคุมระดับความดันโลหิตให้ปกติ 5. สร้างเสริมระบบย่อยอาหารให้
  • ควบคุมภูมิแพ้ 6. กระตุ้นลักษณะการทำงานของเม็ดเลือดขาว


สารกาโนเดอริก (Ganoderic Essence) ช่วยลดระดับความดันโลหิต ลดไขมันในเส้นเลือดและคุ้มครองป้องกันการ
ตันของไขมันข้างในเส้นโลหิต
คุณประโยชน์ ดอกดาวเรือง
ดอกดาวเรือง [/b]รสขม ฉุนนิดหน่อย ใช้ละลายเสมหะ, แก้เวียนหัว, ตาแดง, ลดไข้, บำรุงตับ, แก้ร้อนใน,ไอหวัด,โรคไอกรน, เต้านมอักเสบ, เป็นแผลมีหนอง, บำรุงสายตาใบ รสเปียกแฉะเย็นมีกลิ่นฉุน ใช้แก้ฝีหนอง อาการบวมโดยไม่รู้มูลเหตุ,ลดการตำหนิเชื้อ น้ำมันหอมระเหย มีสรรพคุณแก้วิงเวียนหัว หน้ามืด เป็นลม สามารถคุ้มครองป้องกันผิวแห้ง ผิวแตกลาย บำรุงผิว บำรุงเส้นผม
ราก มีรสขมเผ็ดนิดหน่อย มีฤทธิ์เป็นยาเย็น ออกฤทธิ์ต่อปอดรวมทั้งตับ ใช้เป็นยาระบายน้ำคั้นจากใบใช้แก้อาการหูเจ็บ ปวดหู ช่วยแก้อาการปวดฟัน ช่วยรักษาปากยุ่ย แผลเน่า ช่วยแก้อาการปวดท้อง ใช้เป็นยาขับพยาธิเภสัชตำรับของเม็กซิโก เคยใช้ดอกและก็ใบต้มน้ำกินใช้ขับลมแล้วก็ขับเยี่ยว  ในประเทศอินเดีย น้ำคั้นจากดอกใช้ฟอกเลือดและก็แก้ริดสีดวงทวาร ในบราซิล ใช้ดอกชงน้ำหรือต้นน้ำกิน แก้อาการปวดตามข้อ
คุณประโยชน์ถั่งเช่า
ถั่งเช่า คุณประโยชน์ถั่งเช่าช่วยเสริมสมรรถนะทางเพศ มีฤทธิ์บำรุงกำลังทางเพศ ช่วยให้น้ำเชื้อแข็งแรก เพราะเหตุว่าการกินถั่งเช่าจะส่งผลให้มีเลือดไปเลี้ยงอวัยวะเพศมากเพิ่มขึ้น ถั่งเช่าสามารถช่วยเพิ่มปริมาณของสเปิร์มในน้ำเชื้อได้ โดยจากการเล่าเรียนในเพศชาย 22 คนพบว่าเมื่อใช้ถั่งเช่าเป็นอาหารเสริมแล้ว จำนวนของสเปิร์มในสเปิร์มเพิ่มขึ้น 33% อีกทั้งยังลดจำนวนสเปิร์มที่มีความผิดธรรมดาลงได้ถึง 29% แล้วก็เมื่อเล่าเรียนเสริมเติมก็พบว่าถั่งเช่าสามารถช่วยเพิ่มความจำเป็นทางเพศได้ 66 – 86% ทั้งยังมีคุณลักษณะสำหรับในการคุ้มครองปกป้องแล้วก็เสริมสร้างรูปแบบการทำงานของต่อมหมวกไต และเพิ่มจังหวะที่สเปิร์มจะถือกำเนิดได้ช่วยปรับการทำงานของหัวใจ  ถั่งเช่า มีสรรพคุณช่วยปรับอัตราการเต้นของหัวใจให้ปกติได้ อีกทั้งยังช่วยบรรเทาอาการหัวใจขาดออกซิเจน และเพิ่มออกซิเจนให้หัวใจได้สร้างเสริมลักษณะการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ถั่งเช่ามีคุณประโยชน์ช่วยปรับให้ปรุงการทำงานของระบบภูมิต้านทานให้ปกติ  ช่วยทำให้ร่างกายสร้างเซลล์ภูมิต้านทานเยอะขึ้นเรื่อยๆต้านมะเร็ง ถั่งเช่าก็ยังมีฤทธิ์ในการต้านทานมะเร็ง โดยสารคอร์ไดเซปิน (Codycepin) ที่อยู่ในถั่งเช่าถือเป็นสารที่มีความจำเป็นสำหรับเพื่อการต่อต้านการเกิดมะเร็ง ป้องกันการเกิดรวมทั้งการแพร่กระจายของเนื้อร้ายลดไขมันในเลือด ถั่งเช่ามีสรรพคุณควบคุมระดับไขมันในเลือด ลดคอเลสเตอรอล และก็สามกลีเซอร์ไรด์ ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคภัยอื่นๆฟื้นฟูรูปแบบการทำงานของไต สำหรับคนเจ็บโรคไตเรื้อรัง การกินถั่งเช่าจะช่วยบรรเทาอาการลง และก็ทำให้สุขภาพไต ทั้งยังลดความทรุดโทรมของไตที่เกิดขึ้นมาจากสารพิษตกค้างได้เสริมสร้างแนวทางการทำงานของตับ การกินถั่งเช่าเป็นอาหารเสริมจะช่วยลดผลพวงจากสารพิษ แล้วก็คุ้มครองป้องกันการเกิดพังพืดในตับ สารต้านอนุมูลอิสระก็ยังเข้าไปเพิ่มประสิทธิภาพลักษณะการทำงานของระบบภูมิต้านทาน ลดความหลีกเลี่ยงสำหรับเพื่อการเกิดโรคเชื้อไวรัสตับอักเสบได้ด้วยบำรุงเลือด สารที่อยู่ในถั่งเช่าก็ยังช่วยสร้างเสริมหลักการทำงานของระบบเลือด ทำให้ร่างกายสร้างไขกระดูกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆซึ่งทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงรวมทั้งเซลล์เม็ดเลือดขาวถูกสร้างในปริมาณที่พอเพียงต่อสภาพร่างกายลดระดับน้ำตาลในเลือด ถั่งเช่าถือเป็นสมุนไพรอีกชนิดที่ช่วยลดน้ำตาลได้ โดยมีการเล่าเรียนพบว่าการรับประทานถั่งเช่าวันละ 3 กรัม จะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ถึง 95%
คุณประโยชน์ว่านชักมดลูก
ว่านชักมดลูก ยาสมุนไพรประจำถิ่นจังหวัดอุบลราชธานี ใช้ เหง้า ฝนทาแผล แก้พิษสุนัขกัด หนังสือเรียนไทย เหง้า รักษาเลือดออกมาจากมดลูกหลังคลอด รักษามดลูกอักเสบ แก้ตับอักเสบ แก้เจ็บท้อง ขับน้ำดี รักษาอาการประจำเดือนมาไม่ปกติ , ปวดท้องระหว่างมีรอบเดือน ตกขาว ขับน้ำคาวปลา แก้ธาตุพิการอาหารไม่ย่อย แก้ริดสีดวงทวาร หัวตำดองดัวยเหล้า รับประทานครั้งละไม่เกิน 2 ช้อนโต๊ะ สำหรับคนคลอดลูกใหม่ๆแก้ปวดมดลูก ทำให้มดลูกเข้าอู่หรือเข้าที่ ไม่อักเสบ นิยมนำหัวของว่านชักมดลูกที่เป็นหัวกลมสั้นมาฝานต้มน้ำสำหรับอาบ และดื่ม เพื่อสภาพร่างกาย และก็มดลูกฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ส่วนหญิงบางบุคคลในยุคใหม่ไม่ค่อยเจอการอยู่ไฟแล้ว แม้กระนั้นก็ยังนิยมใช้ว่านชักมดลูก/ว่านทรหดมาต้มน้ำอาบ แล้วก็ดื่มเป็นประจำตลอดเวลา 3 เดือน หรือมากกว่า ว่านชักมดลูกยังช่วยกระตุ้นการย่อยของอาหาร แก้ริดสีดวง แก้โรคไส้เลื่อน รักษาแผลในกระเพาะอาหาร คุ้มครองโรคมะเร็งชนิดต่างๆลดอาการปวดบวมของแผล และก็ต่อต้านการอักเสบของแผล ถ้าหากเป็นแผลด้านในจะใช้การต้มน้ำ ถ้าหากเป็นแผลภายนอกบางทีอาจใช้ทั้งยังการต้มน้ำ ใช้บดทาแผล หรือน้ำต้มล้างทาแผล ช่วยกระตุ้นขั้นตอนการสร้างเซลล์ใหม่ รวมทั้งการซ่อมแซมเซลล์ที่ผุกร่อนหรือเซลล์รอยแผล ช่วยต้านทานอนุมูลอิสระ ทำให้ผิวดูแจ่มใส ช่วยลดคอเลสเตอรอล ช่วยในการควบคุมน้ำหนัก กระตุ้นการหลั่งน้ำถุง แล้วก็ช่วยกระตุ้นกระบวนกรย่อยของกิน แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ

Tags : ขายกวาวเครือขาว,ขายส่งกวาวเครือขาว,รับผลิตกวาวเครือขาว

หน้า: 1 2 3 ... 9