แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - sogood

หน้า: 1 2
1

    สวัสดีค่ะ ฉันชื่อ Yen ฉันเป็นนักเรียน Advanced English อยู่ที่ Union County College ตลอดเวลาที่ฉันอยู่ที่อเมริกา ฉันได้เรียนรู้และพบเจออะไรมากมายเกี่ยวกับประเทศนี้ ได้เรียนรู้วัฒนธรรม เรียนรู้ความแตกต่าง และเรียนรู้ความเป็นอเมริกัน  ซึ่งล้วนทำให้ฉันประทับใจและรักประเทศนี้มาก โดยเฉพาะ 6 สิ่งที่ฉันกำลังจะพูดถึง ดังนี้
 

      สิ่งแรก คนอเมริกันจะปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด  หลังจากที่ฉันมาอยู่ที่นี่มากว่า 10 เดือน ฉันไม่เคยเห็นรถยนต์วิ่งฝ่าไฟแดงเลยสักครั้ง  ในวันฝนตกรถแทบทุกคันก็ขับอย่างระมัดระวัง และให้ความสำคัญกับคนเดินเท้าเสมอ
      สิ่งที่สอง ประเทศนี้จะไม่ชอบการติดสินบน เพราะที่นี่คือดินแดนแห่งเสรีภาพ ดังนั้นไม่ว่าจะเอกสารหรือสิทธิทุกอย่างจะเทียบเท่าเหมือนกันหมดสำหรับทุกคน  แม้แต่รถยนต์ของประธานาธิบดี ถ้าวิ่งเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ก็จะถูกจับปรับเช่นกัน  มีอยู่ครั้งหนึ่งฉันเคยโทรศัพท์เรียกช่างมาซ่อมทั้งไวไฟ, กล่องเคเบิลและโทรศัพท์บ้าน พวกเขาก็ไม่บ่น แถมยังทำงานด้วยความสุขและภาคภูมิใจ นั่นก็เป็นเพราะมันเป็นสิ่งที่สั่งสมมาในวัฒนธรรมของชาวอเมริกันนั่นเอง
      สิ่งที่สาม ในอเมริกากฎการเข้าคิวเป็นเรื่องสำคัญมากในทุกๆที่ที่ไป ไม่ว่าจะร้านขายยา, ซุปเปอร์มาร์เกต, ร้านอาหารฟาสฟู้ดตั้งแต่ KFC ไปจนถึง Burgerking ซึ่งเราจะสามารถเห็นการเข้าคิวเป็นเรื่องธรรมดา
      สิ่งที่สี่ คือ ปกติแล้วเมื่อมีเวลาฉันก็ชอบที่จะไปชอปปิ้งมาก และอเมริกาก็เป็นเหมือนสวรรค์สำหรับนักชอป  เพราะมีร้านรวงต่างๆมากมายหลากหลายแบบให้เราได้เลือกสรร  อีกทั้งพวกเขายังมีการการันตีความพอใจให้กับลูกค้าด้วย คือ ถ้าไม่พอใจสามารถนำของมาคืนได้ภายใน 30 วัน (ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของร้านด้วยนะ)
      นอกจากนี้ ฉันก็ยังเป็นคนชอบการชอปปิ้งออนไลน์ด้วย  โดยในอเมริกาก็เพียงแค่เราสมัครแอคเคาท์สำหรับการซื้อของออนไลน์ ก็สามารถจะชอปปิ้งได้อย่างอิสระแล้ว  แถมที่นี่ยังมีระบบการจ่ายเงินที่สะดวกอีกด้วย คือ สามารถใช้จ่ายได้ทั้งบัตรเครดิตและบัตรเดบิตทั่วไป  เพียงเท่านี้ของที่เราซื้อก็จะมาส่งถึงประตูหน้าบ้านเราแล้ว
      สิ่งที่ห้า ประเทศนี้เป็นประเทศที่ให้เกียรติผู้หญิงอย่างมาก  มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ฉันไปซื้อของในร้านเบเกอรี่ ฉันเจอผู้ชายสูงอายุคนหนึ่ง เปิดประตูให้กับผู้หญิงที่อายุน้อยกว่าได้เข้าไปก่อน และพูดจาอย่างสุภาพว่า “เชิญคุณก่อนครับ”
      สิ่งสุดท้ายก็คือ การได้รับโอกาสในการเรียนที่อเมริกา  เพราะการศึกษาของอเมริกานั้นติดอันดับต้นๆของโลก และถือว่าเป็นประเทศอันยอดเยี่ยมทางการศึกษาสำหรับทุกคนไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่หรือเชื้อชาติอะไร  เช่น ฉันมีคนรู้จักคนหนึ่งมาเรียนที่อเมริกาตอนอายุจะ 50 แล้ว  และเขาเข้าเรียนในหลักสูตร ESL (English as Second Language) ได้เหมือนกับเด็กนักเรียนคนอื่นๆ  แถมโรงเรียนยังช่วยเหลือเขาในเรื่องของหนังสือและค่าเล่าเรียนอีกด้วย
      โดยสรุปแล้ว ฉันขอพูดจากใจเลยว่า ถึงแม้อเมริกาอาจจะไม่ใช่เมืองในฝันสำหรับทุกคน (สำหรับฉันเวียดนามก็ยังคงเป็นสวรรค์ตลอดกาลอยู่ดี) แต่อย่างน้อยที่นี่ก็มีอะไรดีๆให้เราได้ค้นหาอีกมาก และได้รับประสบการณ์อันยอดเยี่ยมอย่างไม่รู้ลืมแน่นอน!
YEN :)


By ratnang tulawan

2


พอร์ตแลนด์ (Portland) เป็นเมืองเล็กๆ ตั้งอยู่ในรัฐโอเรกอน เวลามีการจัดอันดับเมืองน่าอยู่ของโลกโดยสำนักต่างๆ พอร์ตแลนด์มักติดอันดับอยู่บ่อยครั้ง เพราะเมืองสุดฮิปส์แห่งนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพื้นที่สีเขียวมากที่สุดในประเทศสหรัฐอเมริกาและเป็นเมืองที่มีระบบจักรยานดีเยี่ยม อีกทั้งยังครบเครื่องเรื่องไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะเครื่องดื่มขึ้นชื่ออย่างคราฟท์เบียร์ที่ดึงดูดใจให้ การะเกด นรเศรษฐาภรณ์ บัณฑิตคณะนิเทศศาสตร์ จากรั้วจามจุรี ตัดสินใจบินข้ามน้ำข้ามทะเลมาใช้ชีวิตอยู่ยาวๆ เพื่อเรียนภาษาและทำงานในร้านขายเสื้อผ้าระหว่างรอสมัครเรียนต่อปริญญาโท ชีวิตที่ช้าลงมอบประสบการณ์อะไรให้กับสาวสุดแอคทีฟคนนี้บ้าง การะเกดพร้อมแล้วที่จะเล่าให้เราฟัง

 
ทำไมถึงเลือกมาอยู่พอร์ตแลนด์?

เริ่มจากความคิดว่าอยากไปเรียนภาษาแค่ 6 เดือน และด้วยความที่เราอยู่เมืองใหญ่มาตลอด ชีวิตทำนู่นนี่ตลอดเวลา เลยอยากไปอยู่เมืองที่เล็กหน่อยจะได้พัก แต่พอร์ตแลนด์ก็ไม่ใช่เมืองที่เล็กมาก เพราะเราเป็นเด็กเมืองของแท้ ถ้าให้ไปอยู่กับผืนป่าผักหญ้าตลอดเวลาคงไม่ไหว เลยพยายามหาเมืองที่ไม่ป๊อปมากนัก ซึ่งดูมาหลายเมืองมากกว่าจะเลือกได้ เพราะต้องผ่านการอนุมัติจากพ่อแม่ด้วย พ่อแม่เราเคยอยู่อเมริกามาเป็นสิบปีตอนมาเรียนต่อ เขาเลยรอบคอบหน่อยก่อนที่จะส่งลูกสาวมา จนเราคุยกับเพื่อนในรุ่นคนหนึ่งว่าไปเมืองไหนดี เพื่อนเลยแนะนำพอร์ตแลนด์มา ด้วยคำว่าเบียร์โลคอลเด็ดมาก (หัวเราะ) และเปิดรูปดูแล้วก็ชอบ เลยตัดสินใจมาที่พอร์ตแลนด์ค่ะ
 

 
ชีวิตในพอร์ตแลนด์เป็นยังไงบ้าง?

ชีวิตที่นี่เราชอบมากกกกนะ อืม...แต่ให้นิยามว่าเป็นยังไงบ้างก็คงพูดยาก คนเขามักพูดกันว่ามันเป็นเมืองฮิปสเตอร์ กินกาแฟ ขี่จักรยาน คนบ้าๆ บอๆ หน่อย ซึ่งมันก็เป็นอย่างนั้นแหละ แต่ไม่ใช่ทุกส่วนที่เป็นอย่างนั้นนะ ถ้ามาเที่ยวที่นี่ช่วงหน้าร้อนคงจะหลงรักเลยล่ะเพราะดีไปหมด มีกิจกรรมให้ทำเยอะ สำหรับเราเองพอใช้ชีวิตจริงๆ มาอยู่ มาทำงาน มาเรียน ก็ได้เห็นความแตกต่างของคนในแต่ละที่ๆ เราอยู่ ชีวิตแต่ละด้านของเราก็ต่างกันออกไปด้วย ขึ้นอยู่กับแต่ละคนเลยว่าจะกำหนดให้ชีวิตตัวเองเป็นแบบไหน ออกไปแฮงค์เอ้าท์บ่อยแค่ไหน
 
บางคนมาแล้วก็ไม่ได้ไปไหน คบแต่คนไทย ไม่ได้ออกไปเจอสังคมข้างนอกแล้วบอกว่าเมืองนี้น่าเบื่อก็มี เพื่อนต่างชาติที่มาจากเมืองใหญ่แล้วมาถึงเมืองเล็กหน่อยไม่มีห้างให้ไปแล้วไม่แฮปปี้เลยก็มี ทั้งที่จริงๆ แล้วที่นี่มีอะไรน่าสนใจไปหมด มีเครือข่ายการสนับสนุนสินค้าท้องถิ่นที่แข็งแกร่ง มีองค์กรเฟมินิสต์ที่ก้าวไกลชนิดที่ว่าสามารถจัดเป็นนิทรรศการได้ และเป็นเมืองที่มีคู่รักร่วมเพศเยอะเป็นอันดับสองของอเมริกา สุดท้ายแล้วก็คือแต่ละคนต้องออกไปขวนขวายไปเรียนรู้เมืองที่ตัวเองอยู่นั่นล่ะ
 
พอร์ตแลนด์ตอนนี้คนล้นเมือง มีคนจากย้ายมาจากทุกที่เพราะเมืองเริ่มดังแล้ว รถติดขึ้นเยอะ ซึ่งสำหรับเรานี่เป็นข้อเสีย เพราะเมืองนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับคนจำนวนมากขนาดนี้ พอคนเยอะอะไรๆ ก็แพงขึ้นด้วย ข้อเสียอีกอย่างคือโฮมเลส (คนไร้บ้าน) เยอะมากกกก เพราะคนอินดี้มากก็เลยมีทั้งโฮมเลสจริงและปลอม (หัวเราะ) บางคนมีบ้านแต่แค่อยากเป็นยิปซียุคใหม่
 
ที่บอกว่าชอบมาก เล่าให้ฟังหน่อยว่าชอบอะไรบ้าง?

ข้อดีที่ชอบที่สุดในเมืองนี้คือขนส่งสาธารณะยอดเยี่ยมและคนน่ารัก เราทำงานที่ต้องเจอคนวันนึงเป็นร้อย เลยรู้สึกจริงๆ ว่าคนน่ารักแล้วเขาเคารพเราด้วย บางคนเคยเจอคนเหยียดผิวเหยียดชาติแต่เราไม่เคยเจอเลยนะ คือเราก็ต้องมั่นใจด้วยว่าเราไม่ได้ไปทำตัวไม่น่ารักใส่เขาก่อน คนพอร์ตแลนด์เฟรนด์ลี่จริงๆ อย่างเราชอบคุยกับคนแปลกหน้า อยู่ดีๆ ก็ได้คุยกับใครไม่รู้เต็มไปหมด คนขับรถเมล์ พนักงานขายของ คนที่ยืนรอรถด้วยกัน บางครั้งเราก็กลายมาเป็นเพื่อนกันต่อ เมืองมันมีเสน่ห์บางอย่างที่ทำให้ทุกคนรู้สึกเปิดใจให้กัน
 
เมืองนี้เหมาะกับคนที่กล้าและเปิดใจ ความแตกต่างในเมืองมันมีเยอะ เราแค่ต้องเปิดใจรับอะไรใหม่ๆ และพร้อมเรียนรู้ตลอดเวลา ต้องไม่ตัดสินใครก่อน แล้วเราจะรู้เลยว่าโลกนี้มันกว้างกว่าที่เราคิดไว้เยอะ และถ้าชอบเดินป่าเดินเขาควรมา! เพราะที่นี่มีธรรมชาติที่ดีที่สุดในโลก เรามีเพื่อนฝรั่งคนหนึ่งที่สนิทกันมาก เขาย้ายมาจากนิวยอร์คเพราะชอบเดินเขา มาอยู่ที่นี่เขาเดินได้ทุกอาทิตย์ไม่ซ้ำกันเลย เพราะป่าอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองขับรถไปนิดเดียวก็มีที่ให้ปีนเขาแล้ว
 
ช่วงแรกที่ไปถึงหาที่พักยังไง?

ที่พักแรกสุดเราอยู่ในอพาร์ตเมนท์สำหรับนักเรียนที่แนะนำในเว็บของมหาวิทยาลัย จนตอนหลังพอหมดคอร์สถึงได้ย้ายมาอยู่อพาร์ตเมนท์ข้างนอกซึ่งหาจากเว็บไซต์ สมัยที่อยู่ห้องนักเรียนมีรูมเมทเป็นพี่คนไทยที่มาเจอกันที่นี่ เขาเป็นเพื่อนของเพื่อน และกลายมาเป็นรูมเมทที่ยอดเยี่ยม ถือว่าตัวเองโชคดีมากที่เจอคนที่เข้ากันได้และคุยกันรู้เรื่อง เพราะมันเสี่ยงนะกับการมาอยู่กับคนที่เรารู้จักน้อยมากๆ ในต่างแดน บางคนเจอรูมเมทไม่ดีก็ทำให้ชีวิตไม่สนุกไปเลยเพราะต้องอยู่ด้วยกันตลอด รูมเมทเราเป็นเหมือนเพื่อนสนิท พากันบ้าบอคอแตกช่วยเหลืออะไรกันตลอดครึ่งปีที่อยู่กันมา พอพี่เขากลับเราก็ไม่อยากเสี่ยงเจอคนที่ไม่ดีเท่า เลยเลือกอยู่คนเดียวดีกว่า ฉะนั้น ขอให้เลือกให้ดีสำหรับคนที่จะมาอยู่กับใคร
 
ค่าที่พักสำหรับนักเรียนตอนนั้นประมาณ 500$ หลังจากหารกันแล้ว ส่วนพอย้ายมาอยู่คนเดียวเด้งขึ้นเป็น 900$
 
ค่าครองชีพรวมๆ แล้วสูงไหม?

ค่าใช้จ่ายต่อเดือนก็ประมาณไม่เกิน 2,000$ นะคะ บางเดือนก็ 1,500$ อันนี้คิดจากค่าบ้าน ค่าไฟ ค่าอินเทอร์เน็ตประมาณ 1,000$ นิดๆ ซึ่งถือว่าแพงหน่อยเพราะเราอยู่คนเดียว ปกติเขาอยู่กันเยอะๆ หลายคนแบ่งห้องกัน แล้วก็ค่ากินค่าจิปาถะประมาณ 1,000$ หรือต่ำกว่านั้น
 
CR :Sutasinee Lertwatcha
ภาพจากเพจ KARAxPortland

3
ร้านอาหารไทยใน Cheshire, CT รับสมัครพนักงานเสิร์ฟด่วนค่ะ! เจ้าของร้านใจดี อยู่กันแบบแฟมมิลี่ค่ะ มีที่พัก
สนใจอินบ๊อค Namtarn Techalertmanee หรือ (347) 607-8135


4
ร้านข้าวมันไก่สิงคโปร์ San Gabriel CA
สนใจติดต่อ 818-3715697


5
สวัสดีค่ะ มองหาแม่บ้าน ผู้ช่วยเลี้ยงเด็ก ทำอาหาร ขับรถได้ มีที่พักให้ค่ะสนใจติดต่อมาที่ naparokitta@gmail.com ขอบคุณสำหรับพื้นที่ค่ะ

6


ขออนุญาติโพสรับสมัครพนักงานนะครับ
รับสมัครผู้ช่วยในครัว พ่อครัว แม่ครัว ร้านอาหารไทย ที่เมือง New Haven รัฐ Connecticut สนใจสอบถามรายละเอียด add line โทรคุยที่เบอร์ 12035005271 เจ้เอง

7
รับสมัคร ซูชิเชฟ และ ครัวไทยทำด้าน ย่าง ทอด มีที่พักให้เช่า สนใจติดต่อ 323-6832599 ร้านอยู่เมือง เนเปิล ฟอริด้า


8
รับสมัครมือผัด,มือแอป Full time
ร้านอาหารไทยในนิวเจอร์ซี่ Atlantic city สำหรับคนที่สนใจใช้ชีวิตนอกเมืองคับ
ค่าเเรงขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความสามารถ
มีที่พักให้ครับ สามารถเดินไปทำงานได้ 3นาที
ติดต่อสอบถามได้คับ (208) 610-2494


9
ร้านPinto ในManhattanและBrooklyn
รับสมัครAppitzerและมือผัดครับ
Inbox Face book หรือ SMS : 1-646-299-6054 มานะครับ

FB Rathanan Traikittiwat





10



จะมีอะไรดีไปกว่า การเริ่มต้นวัน ด้วยการจิบกาแฟหอมๆ รับประทาน brunch อร่อยๆ ขณะทอดสายตามองผู้คน บนท้องถนนแห่งมหานคร New York ที่ซึ่งบรรยากาศของเมือง สามารถสร้างสีสัน ให้กับอาหารมื้อสายของคุณ หากใครกำลังวางแผน (หรือวาดฝัน) จะไปเที่ยว New York และกำลังอยากหาลายแทง แหล่งกินอย่างชาว New Yorker นี่คือสุดยอด brunch guide ที่รวม 15 ร้านอาหารคุณภาพซึ่งคัดสรรโดยทีมงาน Refinery29 เวบไซต์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์สุดเก๋แห่ง New York ที่จะทำให้ทริปของคุณ เต็มไปด้วยประสบการณ์แสนอร่อย



1. Jack’s Wife Freda
“ร้านนี้เหมาะที่สุดถ้าคุณต้องการหาที่ hang out ยามบ่ายกับเพื่อนๆ ที่สำคัญนอกจากบรรยากาศดีๆแล้ว ที่นี่ยังมี Kale Greek Salad ที่ได้ชื่อว่าอร่อยที่สุดในนิวยอร์ค พร้อมอาหารเช้าแบบเมดิเตอร์เรเนียนที่มาเป็นเซ็ตทั้ง ไข่ สลัด อโวคาโด และ ขนมปังพิต้า และสำหรับใครที่ชอบลองเมนูใหม่ๆที่นี่ยังมี Cantaloupe Mimosa ที่บอกได้เลยว่าเหมาะสุดๆสำหรับเติมพลังก่อนเริ่มต้นวันใหม่แบบสดชื่น”
— Sam Schlaifer, PM/Producer

Address: Jack’s Wife Freda, 224 Lafayette Street (between Spring and Kenmare streets); 212-510-8550. Map



2. Sun in Bloom
“เรารักร้านนี้ เพราะร้านนี้ทำให้เราทานอาหารอร่อยได้มากแต่ไม่รู้สีกผิด Sun In Bloom เสิร์ฟ brunch แสนอร่อย ที่ทางร้านบรรจงจัดมาอย่างสวยงาม ชวนน้ำลายสอ แต่ทุกจานล้วนแล้วแต่ healthy จานเด็ดที่พลาดไม่ควรพลาดของที่นี่ คือ sprouted buckwheat granola with coconut kefir ที่มาในไซส์ที่ทำให้เราอิ่มท้องได้ทั้งวัน”
— Je Suis Encrateia, Senior Front-End Engineer

Address: Sun In Bloom, 460 Bergen Street (between Fifth and Flatbush avenues), Brooklyn; 718-622-4303. Map




Jacks Wife Freda
จะมีอะไรดีไปกว่า การเริ่มต้นวัน ด้วยการจิบกาแฟหอมๆ รับประทาน brunch อร่อยๆ ขณะทอดสายตามองผู้คน บนท้องถนนแห่งมหานคร New York ที่ซึ่งบรรยากาศของเมือง สามารถสร้างสีสัน ให้กับอาหารมื้อสายของคุณ หากใครกำลังวางแผน (หรือวาดฝัน) จะไปเที่ยว New York และกำลังอยากหาลายแทง แหล่งกินอย่างชาว New Yorker นี่คือสุดยอด brunch guide ที่รวม 15 ร้านอาหารคุณภาพซึ่งคัดสรรโดยทีมงาน Refinery29 เวบไซต์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์สุดเก๋แห่ง New York ที่จะทำให้ทริปของคุณ เต็มไปด้วยประสบการณ์แสนอร่อย





3. Alice’s Arbor
“เหมาะสุดๆสำหรับคนที่ไม่ชอบความยุ่งยาก ที่นี่มีเมนูผักให้เลือกหลากหลาย ที่สำคัญราคาไม่แพง เมนูที่คุณไม่ควรพลาดคือ Blood-Orange Mimosas อ้อ ที่สำคัญถึงจะเป็นร้านสุดฮิป แต่เราก็ไม่เคยต้องหิ้วท้องรอคิวเลยล่ะ”
— Amelia Edelman, Content Editor

Address: Alice’s Arbor, 549 Classon Avenue (between Fulton Street and Putnam Avenue), Brooklyn; 718-399-3003. Map



5. Milk Bar
“ถ้าคุณคือคนหนึ่งที่ขาดกาแฟไม่ได้ คุณจะตกหลุมรักร้าน Milk Bar ที่นี่มีกาแฟที่ดีที่สุด และแน่นอนเมนูอาหารเช้าก็สุดยอดไม่แพ้ใคร ไม่ว่าจะเป็นเมนูขนมปังหลากหลาย เช่น ขนมปังบาเก็ตปิ้งโรยหน้าด้วยชีส ผัก และ ไข่ลวก หรือบางทีเราก็สั่งเพิ่มอโวคาโดไปด้วย”
— Sarabeth Sanders, Senior Editorial Manager, Brand Experiences

Address: Milk Bar, 620 Vanderbilt Avenue (between St. Marks Avenue and Bergen Street), Brooklyn; 718-230-0844. Map



Maison Premiere - new york brunch

6. Maison Premiere
“ที่นี่มี Oyster สดๆ และบาร์ Absinthe สุดคูล ที่สำคัญทุก 11 โมงเช้า ถึงบ่ายโมง ในวันเสาร์อาทิตย์ Oyster ราคาเริ่มต้นเพียง 1 ดอลลาร์เท่านั้น ส่วนบรรยากาศร้านก็ชิคไม่แพ้ใคร คุณสามารถเลือกนั่งได้ทั้งในสวนดอกไม้ที่ได้แรงบันดาลใจมาจาก oasis ที่เหมาะสุดๆหากต้องการพักจากบรรยากาศเมืองแสนวุ่นวาย หรือจะนั่งทาน oyster ที่บาร์แบบไม่ยั้งก็ไม่ว่ากัน”
— Darin Bresnitz, Event Director, Brand Experiences

Address: Maison Premiere, 298 Bedford Avenue (between South First and Grand streets), Brooklyn; 347-335-0446. Map



Jacob's Pickles

7. Jacob’s Pickles
“ยากมากๆที่จะอธิบายให้เห็นภาพว่า Jacob’s Pickles มันเจ๋งแค่ไหน ที่นี่มีเครื่องเคียงเป็นผักดองหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น แครอต หรือบีทส์ เสิร์ฟกับเมนูไข่แสนอร่อย และ cheese grits แบบชีสเยิ้มๆ เราหยุดฝันถึงเมนูพวกนี้ไม่ได้เลยล่ะ”
— Vanessa Golembewski, Associate News & Entertainment Editor

Address: Jacob’s Pickles, 509 Amsterdam Avenue (between West 84th and 85th streets); 212-470-5566. Map



8. Red Farm
“ร้านนี้เปลี่ยนภาพติ่มซำในหัวของเราไปเลยตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ลอง ติ่มซำของที่นี่แปลกใหม่ตรงที่ เชฟได้ใส่ไอเดียรังสรรค์ขนมจีบหลากสี ที่วางเรียงมาในจานพร้อมมันฝรั่งหวานรูปแพคแมน และปอเปี๊ยะทอดที่ทำจาก pastrami ของร้าน Katz”
— Ben Reininga, Senior Editor, Features & Contributors

Address: Red Farm, 529 Hudson Street (between West 10th and Charles streets); 212-792-9700. Map



9. Chavela’s
“การตามหาร้านอาหาร Mexican ของเราสิ้นสุดลงเมื่อเราเจอร้าน Chavela’s ทุกเมนูของที่นี่พิเศษสุดๆ แต่ไฮไลท์หลักต้องยกให้เมนูเครื่องดื่มที่หลากหลาย บรรยากาศร้านก็เป็นสิ่งที่เราไม่พูดถึงไม่ได้ เพราะมันเพอร์เฟคและเหมาะกับช่วงเทศกาลจริงๆ”
— Lilac Perez, Photo Assistant

Address: Chavela’s, 736 Franklin Avenue (at Sterling Place), Brooklyn; 718-622-3100. Map



10. Vinegar Hill House
“แพนเค้กแบบ sour dough ของที่นี่ยอดเยี่ยมสุดๆ บรรยากาศภายในร้านให้กลิ่นไอชนบท และอบอุ่นสบาย แต่เราชอบนั่งที่สวนมากกว่า เพราะ่มันทำให้เรารู้สึกว่าเราได้หลบออกจากเมืองที่แสนวุ่นวายจริงๆ”
— Caroline Stanley, Managing Editor, Local Markets

Address: Vinegar Hill House, 72 Hudson Avenue (between Water and Front streets), Brooklyn; 718-522-1018. Map



11. The Smith
ร้านนี้เป็นร้านโปรดของคนรักมื้อ brunch อย่างเรา เริ่มต้นด้วย โดนัทเคลือบน้ำตาลเหนียวหนึบ เสิร์ฟพร้อมซอสช็อคโกแลต วานิลลาเฟรนช์โทสต์ เราชอบสั่งสลัดกะหล่ำดาว เบคอนทอด และ cheese grits ที่นี่ยังมีตู้ถ่ายรูปแบบ old school ให้เราเล่นสนุกหลังทานอิ่มอีกด้วย
— Alyssa Coscarelli, Contributor Network

Address: The Smith, 956 Second Avenue (at East 51st Street); 212-644-2700. Map



12. Maysville
“เพื่อนๆของเราหลายคนหลงรักที่นี่ Maysville เป็นร้านอาหารสไตล์ southern ที่มีทีเด็ดที่ คอลเลคชั่นเหล้า bourbon ของทางร้าน เชฟของร้านมาจากเมือง Alabama เราชอบแทบทุกจานบนลิสท์เมนู ตั้งแต่ crispy grits, beef tartare และ quiche พนักงานมีความรู้เรื่องเหล้า bourbon เป็นอย่างดี เราแนะนำให้คุณลอง bacon bourbon bloody mary”
— Julia Finch, Photo Editor

Address: Maysville, 17 West 26th Street (between Broadway and Sixth Avenue); 646-490-8240. Map



13. Norma’s
“ถ้าหากคุณกล้าที่จะลงทุน $1,000 กับมื้อเช้า ที่นี่ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของคุณ! คุณจะได้ลิ้มรส lobster frittata, เครปเนยสีเหลืองทองกลิ่นซินนามอนราดซอสมะม่วงและมะละกอ เสิร์ฟพร้อมน้ำส้มคั้นสด หรือ ฟรัวกราส์เฟรนช์โทสท์ หรือ แพนเค้กไส้นูเทลล่าทานคู่กับสัปปะรสและราสเบอรืรี่ เรียกได้ว่าเป็นมื้อเช้าแบบโมเดิร์นภายใต้บรรยากาศแบบโมเดิร์นจริงๆ”
— Bryant Rockoff, Junior Developer

Address: Norma’s, 119 West 57th Street (between Sixth and Seventh avenues); 212-708-7460. Map



14. Poco
“สำหรับคนที่ชอบ Brunch แบบที่เสิร์ฟทั้งอาหารเช้าและเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ คุณจะหลงรักร้านนี้ อาหารเช้าของที่นี่อร่อยจริงๆ แต่ที่สำคัญเราสามารถดื่มเครื่องดื่มได้แบบไม่มีลิมิต เจ้าของร้านสร้างสรรค์เมนูอาหารในแบบ Boozy Brunch จนกลายเป็นแหล่งอีเวนท์ปาร์ตี้ของย่านนี้ไปแล้ว ตอนนี้ร้าน Poco ติดอยู่ในลิสต์ร้านที่ต้องมาของใครหลายคน เพราะประสบการณ์ที่จะได้ไปมันสุดยอดจริงๆ”
— Hayden Manders, Assistant Entertainment Editor

Address: Poco, 33 Avenue B (at East Third Street); 212-228-4461. Map



15. Le Paddock
“การนั่งทานอาหารเช้าที่ Terrace แบบ Windsor คือสเน่ห์ที่ปฏิเสธไม่ได้ของร้าน French Bistro อย่าง Le Paddock เราฝันถึง eggs benedicts ของร้านนี้ แต่เมนูอื่นๆก็สุดยอดเช่นกัน ที่สำคัญพนักงานชาวฝรั่งเศสก็ให้บริการดีมาก ร้านบรรยากาศดีสุดๆในสไตล์ฝรั่งเศสทั้ง out door และ in door”
— Chloe Daley, Associate Lifestyle Editor

Address: Le Paddock, 1235 Prospect Avenue (at Reeve Place), Brooklyn; 718-435-0921. Map

Source: Refinery 29

Address: Harlem Tavern, 2153 Frederick Douglass Boulevard (between West 116th and 117th streets; 212-866-4500. Map


Cr:www.culturedcreatures.co/



11
หลายๆคนคงอยากจะไปเรียนต่อ ไปใช้ชีวิตในประเทศที่น่าสนใจอย่างสหรัฐอเมริกา แต่ประสบปัญหาเรื่องงบประมาณมีไม่พอ ซึ่งเรื่องเหล่านี้อาจจะแก้ปัญหาได้ถ้าเราได้ลองมาดูบทความนี้กันเลยครับ

จากการจัดอันดับด้วย Cost of Living Index (มาตรฐานคือ 100) เปิดเผยรายชื่อ 10 อันดับเมืองที่ค่าครองชีพถูกสุดในสหรัฐอเมริกา งานนี้ใครที่อยากจะไปแต่งบน้อยพลาดไม่ได้เลยล่ะ….

 



อันดับ 10 Ashland, Ohio
Cost of Living Index 87.6
เมืองนี้ได้ชื่อเล่นว่า เมืองหลวงแห่งผู้คนจิตใจดี ซึ่งอาจจะเป็นเพราะค่าครองชีพถูกอันดับต้นๆในประเทศ คนจึงไม่ต้องดิ้นรนมากนัก และมีเวลาให้แก่กันมากขึ้น

 



อันดับ 9 Pueblo, Colorado
Cost of Living Index 87.1
เมืองแห่งนี้มีประชากรราวๆ 100,000 คน อยู่อย่างสงบแถบแม่น้ำอาคานซาส ความสบายและความน่าอยู่ ถึงกับเคยติดอันดับเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา จากสถาบันหลายแห่งด้วย

 



อันดับ 8 Muskogee, Oklahoma
Cost of Living Index 86.9
ถูกจัดอันดับค่าครองชีพต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศราวๆ 13% ถือว่าเป็นอีกหนึ่งเมืองน่าอยู่แถมการใช้ชีวิตยังไม่แพงอีกแห่งหนึ่ง

 



อันดับ 7 Wichita Falls, Texas
Cost of Living Index 86.4
เมืองนี้มีประชากรหนาแน่นเป็นอันดับที่ 30 ในรัฐเท็กซัส สภาพไม่อึดอัดหนาแน่นจนเกินไป แถมค่าครองชีพก็ยังไม่แพงมากนักด้วย

 



อันดับ 6 Fayetteville, Arkansas
Cost of Living Index 86
เป็นเมืองเดียวจากรัฐอาร์คานซาส ที่ติดเข้ามาในการจัดอันดับครั้งนี้ ซึ่งมหาวิทยาลัยประจำรัฐ University of Arkansas ก็ตั้งอยู่ที่นี่ แถมยังมีทุนการศึกษาให้นักศึกษาต่างชาติอีกมากพอสมควร

 


อันดับ 5 Memphis, Tennessee
Cost of Living Index 86
ถ้านับจากปีก่อน เมืองนี้มีค่าครองชีพสูงขึ้นถึง 10% ถือว่าก้าวกระโดดพอสมควร แต่ก็ยังคงติดอยู่ในท็อปเทนอยู่ดี เนื่องจากยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยมากถึง 14%

 



อันดับ 4 Ardmore, Oklahoma
Cost of Living Index 85.9
เมืองที่ตั้งอยู่ราวๆ 48 กิโลเมตรจากชายแดนระหว่างรัฐโอคลาโฮม่า และรัฐเท็กซัส มีประชากรอาศัยอยู่ราวๆ 35,000 คน ถือว่าเป็นเมืองเล็กที่น่าสนใจมากๆอีกหนึ่งเมือง

 


อันดับ 3 Norman, Oklahoma
Cost of Living Index 85.6
มาถึงสามอันดับแรกกันแล้ว เมืองแห่งนี้นอกจากจะมีค่าครองชีพแบบถูกแล้ว ยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยของรัฐ University of Oklahoma ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1895 อีกด้วย

 



อันดับ 2 McAllen, Texas
Cost of Living Index 85.6
เมืองนี้จัดว่าเป็นเมืองที่ค่าครองชีพถูกมากๆเทียบกับเมืองอื่น แต่การเติบโตของเมืองก็เร็วเช่นกัน รายงานในช่วง 10 ปีหลังสุดระบุว่ามีการเติบโตเกือบ 40% ติดอันดับ 7 ของเมืองที่โตเร็วสุดในสหรัฐอเมริกาอีกด้วย

 


อันดับ 1 Harlingen, Texas
Cost of Living Index 81.8
และแล้วเมือง Harlingen ก็คว้าอันดับหนึ่งติดต่อกันสามปีซ้อม เรียกว่าทิ้งห่างอันดับอื่นๆพอสมควร ซึ่งมีค่าครองชีพถูกกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศมากถึง 20% กันเลยทีเดียว

12
สาระน่ารู้ก่อนไปนิวยอร์ก

New York by Guido Barberis, on Flickr



ข้อมูลเบื้องต้น
      นครนิวยอร์ก เป็นเมืองหนึ่งในรัฐนิวยอร์ก ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ โดยประกอบด้วย 5 เขต (borough) คือ แมนฮัตตัน (Manhattan), บร็องซ์ (Bronx), ควีนส์ (Queens), บรู๊กลิน (Brooklyn) และสเตตันไอส์แลนด์ (Staten Island) มีเพียงแมนฮัตตันและสเตตันไอส์แลนด์เท่านั้นที่มีลักษณะเป็นเกาะ
      ล้อมรอบด้วยแม่น้ำซึ่งเรียกชื่อแตกต่างกัน ฝั่งตะวันออกเรียกว่า แม่น้ำอีสต์รีเวอร์ (East River) และเรียกว่าแม่น้ำฮัดสัน (Hudson River) ในฝั่งตะวันตก
สถานที่ท่องเที่ยว
      นครนิวยอร์ก เป็นศูนย์กลางในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ การค้าการลงทุน การเงิน ศิลปะบันเทิง และยังเป็นศูนย์กลางแฟชั่นและเครื่องประดับสำคัญแห่งหนึ่งของโลก มีเกาะแมนฮัตตันอยู่ใจกลางมหานคร เป็นที่ตั้งของหน่วยงานสำคัญมากมาย เช่น องค์การสหประชาชาติ ตลาดหุ้นวอลสตรีท
      นอกจากนี้ยังมีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญๆ ได้แก่ เทพีสันติภาพ (Lady Liberty) พิพิธภัณฑ์ Metropolitan Museum, Central Park และ Times Square ศูนย์รวมโรงละคอนบรอดเวย์ และบริเวณ Fifth Avenue ซึ่งเป็นย่านช็อปปิ้งเสื้อผ้าและสินค้าแฟชั่นที่มีชื่อเสียงระดับโลก  โดยมีห้างสรรพสินค้าที่มีชื่อเสียง ได้แก่ Saks Fifth, Macy's และ Bloomingdale สำหรับ Century 21 จะเป็นห้างที่มีราคาย่อมเยาและเป็นที่นิยมแพร่หลายในหมู่นักท่องเที่ยวทั่วไป
การคมนาคม
      สำหรับนครนิวยอร์ก การคมนาคมทางรถไฟใต้ดิน และรถประจำทางให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งสะดวกประหยัดและรวดเร็ว โดยสามารถหาซื้อบัตรโดยสาร (ใช้บริการได้ทั้งรถไฟฟ้าใต้ดิน และรถประจำทาง) ได้ที่สถานีรถไฟใต้ดินทุกแห่ง (มีทั้งซื้อได้ด้วยเงินสดหรือใช้บัตรเครดิตที่เครื่องขายบัตรอัตโนมัติ)  หรืออาจหาซื้อได้ตามร้านขายของชำที่มีตรา MTA ( Metropolitan Tranportation Authority)  และถ้าหากซื้อแบบตั๋ววันก็ใช้ได้ไม่จำกัดเที่ยวใน 1 วัน และหากอยู่มากกว่า 1 สัปดาห์ ก็ขอให้ซื้อบัตรโดยสารประเภท "ขึ้นไม่จำกัดเที่ยว" แต่จำกัดภายในระยะเวลา 1 สัปดาห์เท่านั้น
      นอกจากนี้ ยังมีรถแท็กซี่มิเตอร์ (สีเหลือง) วิ่งรับ-ส่ง ผู้โดยสารตลอด 24 ชั่วโมง เช่นกัน แต่ไม่แนะนำให้ใช้ในชั่วโมงเร่งด่วน เพราะต้องใช้เวลารอนานมาก
      ทั้งนี้ควรศึกษาระบบถนน และเส้นทางในแผนที่ก่อนออกเดินทาง โดยมีหลักสังเกต ดังนี้
ถนนที่ตั้งอยู่ตามแนวขนานกับเกาะแมนฮัตตัน - เรียกว่า Avenue เริ่มตั้งแต่ฝั่งตะวันออก ได้แก่ York, 1st, 2nd, 3rd, Lexington, Park, Madison, 5th, 6th,( Avenue of America), 7th(Fashion), 8th, 9th, 10th,11th 12th
ถนนที่ตัดขวางกับเกาะแมนฮัตตันจะเรียกว่า Street ซึ่งจะเริ่มจากทางใต้ของเกาะขึ้นไปทางเหนือของเกาะ โดยเรียงตัวเลขจากน้อยไปหามาก
และถนนส่วนใหญ่จะใช้ระบบเดินรถทางเดียว สำหรับการแบ่งเขตบนเกาะแมนฮัตตันจะใช้ถนน 5th Avenue เป็นหลักในการแบ่งเขตตะวันออกและตะวันตก
อุปโภค-บริโภค
      นครนิวยอร์กเป็นศูนย์รวมร้านอาหารนานาชาติมากมาย และมีร้านอาหารไทยมากกว่า 200 ร้าน อาหารที่มีราคาถูกได้แก่ อาหารจีน และอาหารจานด่วน (Fast Food) สำหรับการซื้อไวตามินและยารักษาโรคสามัญบางชนิดหาซื้อได้จากร้านสะดวกซื้อทั่วไป ซึ่งมักมีแผนกยาประจำอยู่ด้วย อาทิ Duane Reade (เปิดบริการ 24 ชม.) หรือ Rite Aide เป็นต้น แต่ราคาจะสูงกว่าไทยมาก กรณีที่เป็นยาปฏิชีวนะหรือยาอื่นๆ ผู้ซื้อจะต้องมีใบสั่งแพทย์เท่านั้น ซึ่งจำเป็นต้องนัดไปพบแพทย์ตรวจก่อน ดังนั้นหากเป็นไปได้ ควรจัดเตรียมยาไปจากประเทศไทย
เบอร์โทรศัพท์สำคัญ   
     หากคุณจะอยู่อาศัยในประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นระยะเวลานาน โปรดแจ้งชื่อ และที่อยู่ ต่อสถานเอกอัครราชทูตฯ/สถานกงสุลฯ เพื่อประโยชน์ในการติดต่อ หรือให้ความช่วยเหลือในกรณีจำเป็น
กงสุลใหญ่ ณ นครนิวยอร์ก เลขที่ 351 East 52nd street
(ระหว่าง 1st Avenue และ 2nd Avenue), New York, NY 10022
โทรศัพท์  (212) 754-1770     
โทรสาร (212) 754-1907     
วันทำการ จันทร์-ศุกร์ ยกเว้นวันหยุดราชการ และเสาร์-อาทิตย์
เวลาทำการ 09.00-12.30น.และ13.30-16.30 น.โดยมีเจ้าหน้าที่ให้บริการในด้านกงสุลและนิติกร
------------------------------------------------------------------------

Cr : ratnang tulawan

13
มลรัฐในอเมริกาที่ชาวไทยฮิตไปแวะเวียน ไม่ว่าเที่ยวหรือศึกษาต่อ รัฐนี้มีสถานที่ท่องเที่ยวดีๆ ทั้งแนวช้อปปิ้งและชมธรรมชาติให้คุณไปเยือน

เขตรักษาพันธุ์ทางทะเลมอนเทอเรย์ เบย์ (Monterey Bay National Marine Sanctuary) มอนเทอเรย์ (Monterey)



เมืองนี้มีชื่อเสียงเรื่องความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตในทะเล เป็นจุดชมสิงโตทะเล นากทะเล ปลาโลมาตามธรรมชาติ และเป็นเขตรักษาพันธุ์ทางทะเลที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ทะเลกว่า 34 ชนิด นกทะเลกว่า 94 ชนิด ปลาทะเลกว่า 345 เต่ากว่า 4 ชนิดรวมไปถึงสาหร่ายทะเล 450 ชนิด และยังมีพิพิธภัณฑ์ทางทะเล มอนเทอเรย์ เบย์ อะควาเรียม (Monterey Bay Aquarium) ที่จัดแสดงสิ่งมีชีวิตทางทะเล ตัวอย่างของพืชและสัตว์รวมกว่า 35,000 ตัวอย่าง จาก 623 ชนิด ในแต่ละปีมีผู้มาเยือนกว่า 1.8 ล้านคน

เกาะอัลคาทราซ (Alcatraz Island) ซานฟรานซิสโก (San Francisco)



อดีตคุกเก่าที่คุมขังนักโทษอุกฉกรรจ์ที่มาของภาพยนต์ดังเรื่อง เดอะ ร็อค (The Rock) ซึ่งในปัจจุบันได้กลายเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม โดยบริเวณคุกเก่าแห่งนี้ได้รักษาสภาพไว้ดังเดิม สร้างความสะพรึงกลัวได้ทุกครั้งที่ได้ไปเยือน

แคนดี้ เคน เลน *(*Candy Cane Lane) ทอเรนซ์ (Torrance)



ถนนแห่งเทศกาลคริสต์มาส เป็นเขตที่อยู่อาศัยบนถนน ซอยเล็ก ซอยน้อย จำนวน 6 เส้นที่ทุกบ้านพร้อมใจกันจัดแสดงไฟประดับและตกแต่งบ้าน สวนหน้าบ้าน และถนนอย่างสวยงามในช่วงคริสต์มาส โดยทุกปีจะมีผู้คนหลั่งไหลมาจากเมืองต่างๆ เพื่อมาชมไฟและการประดับตกแต่งของบ้านเรือนในเขตนี้

ฮอลลีวูด (Hollywood) ลอสแอนเจลิส (Los Angeles)



แลนด์มาร์คของเมืองแห่งนางฟ้า คราคล่ำไปด้วยร้านค้าชั้นนำ ร้านอาหาร การแสดงจากนักแสดงเปิดหมวกริมถนน กระทบไหล่ดารายามค่ำคืนในผับ บาร์ต่างๆ ไปชมแผ่นประทับรอยมือ รอยเท้าดาราดัง ณ ไชนิส เธียเตอร์ (Chines Theater) ไปส่องกล้องดูดาวที่หอดูดาวกริฟฟิธ (Griffith Observatory) แวะเลยไปชมงานศิลปะดีๆ ที่ เก็ตตี้ เซ็นเตอร์ (Getty Centre) ในแถบมาลีบู (Malibu)

ดิสนีย์แลนด์ (Disneyland) ลอสแอนเจลิส (Los Angeles)


สวนสนุกระดับโลกที่การันตีความสนุกสุขสันต์ทุกครั้งที่ไป ดิสนีย์แลนด์แห่งนี้เป็นแห่งแรกที่เปิดขึ้นในปีพ.ศ. 2498 มีเอกลักษณ์เด่น คือ ปราสาทเจ้าหญิงนิทรา และคุณรู้ไหมว่าในบริเวณต่างๆ ของสวนสนุกสาขานี้มีรูปภาพมิกกี้ เม้าส์ ซ่อนอยู่กว่าพันรูปตามป้ายบอกทาง ตามซอกหลืบอาคารต่างๆ และใครที่พบเจอก็สามารถถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกได้

นาปา วาเล่ย์ (Napa Valley) นาปา (Napa)



แหล่งผลิตไวน์ชื่อดังของประเทศ อยู่ห่างจากซานฟรานซิสโก 100 ก.ม.นอกจากจะไปทัวร์ชมไร่องุ่น และทุ่งดอกมัสตาร์ดสวยงาม ชิมไวน์รสเลิศ ร้านอาหารในแถบนี้ก็มีชื่อเสียงไม่แพ้กัน โดยเฉพาะอาหารฝรั่งเศส และหากอยากจะพักเหนื่อยผ่อนคลายความเมื่อยล้า บ่อโคลนบำบัดผิวและร่างกาย โคลิสโตกา (Calistoga) ก็อยู่ไม่ไกลเช่นกัน

เอวาลอน (Avalon) เกาะซานตา คาตาลินา (Santa Catalina Island)



จุดเด่นของเมืองนี้ คือ ตึกรามบ้านช่องในสถาปัตยกรรมเก่าที่สูงไม่เกิน 3 ชั้น ตั้งลดหลั่นเรียงรายกันลงมาจากเนินไหล่เขา มีความสวยงามอย่างมากและเป็นภาพในโปสการ์ดต่างๆ มากมาย เมืองนี้มีทั้งคาสิโนในตึกเก่าสไตล์ อาร์ต เดโค (Art Deco) ชื่อดัง อันเป็นศูนย์รวมของพิพิธภัณฑ์ โรงละคร ห้องโถงเต้นรำอีกมากมาย สถานที่พักตากอากาศลือชื่อ และสถานที่ท่องเที่ยวชมธรรมชาติ เป็นแหล่งเดินป่าชื่อดัง มีจุดชมวิวสัตว์ป่าหายาก เช่น วัวกระทิงอเมริกัน กระรอกดินแคลิฟอร์เนีย นากทะเลที่กำลังสูญพันธุ์ และอื่นๆอีกจำนวนมาก

ซีเวิร์ลด์ (Sea World) ซาน ดิเอโก (San Diego)



สวนสัตว์น้ำชื่อเสียงระดับโลก มีการแสดงโชว์พิเศษของปลาโลมา และ ปลาวาฬ และยังเป็นที่ชมหมีขั้วโลก โพลาร์ แบร์ (polar bear) ปลาโลมา นกเพนกวิน (penguin) ปลาพะยูน ปลาวาฬโอลก้า (orca whale) และปลาวาฬเบลูก้า (beluga whale)

สะพานโกลเด้นเกต (Golden Gate Bridge) ซานฟรานซิสโก (San Francisco)



สัญลักษณ์ประจำเมือง สะพานหน้าอ่าวซานฟราสซิสโกอันสวยงามและสุดแสนจะโรแมนติค ในบริเวณเชิงสะพานก็ยังมีสวนสาธารณะ และอนุสาวรีย์ของ โจเซฟ เสตราส์ (Joseph Strauss) วิศวกรผู้ออกแบบสะพานแห่งนี้ด้วย

เพียร์ *39* ฟิชเชอร์แมน วาร์ฟ (Pier 39 Fisherman's Wharf) ซานฟรานซิสโก (San Francisco)



จุดพักนักท่องเที่ยวยอดฮิต เป็นสะพานปลา-ท่าเรือที่สามารถมองเห็นอ่าวซานฟรานซิสโกได้ และมาซานฟรานซิสโกทั้งทีต้องมาชิมซุปหอย เคลม ชาวเดอร์ (Clam chowder) ที่ท่าเรือยอดฮิตแห่งนี้ นอกจากร้านอาหารมากมาย ก็ยังมีร้านสินค้าต่างๆ ร้านช็อกโกแลตยอดนิยมจิอาเดลลี่ (Ghirardelli) และพิพิธภัณฑ์ในบริเวณใกล้เคียงกันด้วย

Cr:skyscanner

14
10 อันดับสุดยอดเมืองท่องเที่ยวของอเมริกา

ลาสเวกัส (Las Vegas) รัฐเนวาดา (Nevada)



หน้าผาหินแดงเรดร็อค (Red Rock Canyon) ลาสเวกัส (Las Vegas) รัฐเนวาดา (Nevada)
เมืองที่ตั้งอยู่กลางทะเลทรายแต่อัดแน่นไปด้วยคาสิโนรีสอร์ทชื่อดัง โรงแรมสุดหรู และโชว์ระดับโลกสุดอลังการ นอกจากนี้ยังมีเขื่อนฮูเวอร์ (Hoover Dam) เขื่อนยักษ์ที่เคยใช้ถ่ายทำภาพยนต์ทรานสฟอเมอร์และซุปเปอร์แมน พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำมันดาเลย์ (Mandalay Bay Shark Reef) หน้าผาหินแดงเรดร็อค (Red Rock Canyon) รวมไปถึงพิพิธภัณฑ์ป้ายไฟนีออนมิวเซียม (Neon Museum) ที่น่าสนใจ ที่สำคัญคุณต้องไม่พลาดการแสดงโชว์แสงสีเสียงที่มีให้นักท่องเที่ยวดูฟรีๆ ที่หลายโรงแรมจัดมาประชันกันเพื่อเรียกลูกค้ายามค่ำคืน

ไปเที่ยวช่วงไหนดี ไปเที่ยวได้เกือบตลอดทั้งปี แต่ช่วงเดือนกรกฎาคมถึงกันยายนเป็นช่วงหน้าร้อนอาจมีโอกาสเจอมรสุมได้บ้าง

ออร์ลันโด (Orlando) รัฐฟลอริดา (Florida)




สวนสนุกดิสนีย์แลนด์ (Disneyland) ออร์ลันโด (Orlando) รัฐฟลอริดา (Florida)
เมืองแห่งความบันเทิงครบครัน ทั้งสวนสนุกดิสนีย์แลนด์ (Disneyland) สวนสัตว์น้ำซีเวิลด์ (Sea World) ยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ (Universal Studio) รีสอร์ทสุดหรู สปาชั้นเลิศ พิพิธภัณฑ์ เมืองโบราณและร้านอาหารชั้นนำ เรียกได้ว่าเป็นเมืองท่องเที่ยวสุขสันต์ของครอบครัว ไฮไลท์ที่ห้ามพลาดคือการไปเที่ยวพร้อมถ่ายรูปกับปราสาทเทพนิยาย และชมขบวนพาเหรดในเมจิคคิงดอม (Magic Kingdom) ที่ดิสนีย์แลนด์

ไปเที่ยวช่วงไหนดี ไปเที่ยวได้เกือบตลอดทั้งปี แต่ช่วงหน้าร้อนกลางเดือนมิถุนายนถึงกันยายนจะมีฝนตก จึงอาจเที่ยวกลางแจ้งไม่ค่อยสนุกเท่าที่ไหร่นัก

แฟร์แบงค์ (Fairbanks) รัฐอลาสก้า (Alaska)



แสงเหนือออโรรา (Northern Light Aurora) แฟร์แบงค์ (Fairbanks) รัฐอลาสก้า (Alaska)
เมืองที่เราสามารถชมแสงเหนือออโรรา (Northern Light Aurora) ที่ชัดเจนอีกแห่งของโลก ซึ่งเป็นปรากฎการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นในช่วงกลางสิงหาคมถึงเมษายน รวมไปถึงธารน้ำแข็งกลาเซียร์ (Glacier) ที่เชื่อว่าจะละลายหมดภายในไม่กี่ปีข้างหน้าเพราะอุณหภูมิของโลกที่ร้อนขึ้น สำหรับผู้ที่ชอบงานศิลปะไม่ควรพลาดการแข่งขันศิลปะน้ำแข็งโลก (World Ice Art Championships) ที่มีการประกวดและแสดงผลงานประติมากรรมน้ำแข็งที่งดงาม ที่จะจัดขึ้นในช่วงกุมภาพันธ์ถึงต้นมีนาคม

ไปเที่ยวช่วงไหนดี เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบอากาศหนาว ควรไปเที่ยวในช่วงสิงหาคมถึงเมษายน

ซานดิเอโก (San Diego) รัฐแคลิฟอร์เนีย (California)



สวนบาลเบา (Balboa Park) ซานดิเอโก (San Diego) รัฐแคลิฟอร์เนีย

(California)


เมืองประวัติศาสตร์ที่มีมนต์สเน่ห์ของวัฒนธรรมสเปน สวนสวยและชายหาดมากมาย ที่เที่ยวที่มีชื่อเสียงคือชุมชนเมืองเก่าแบบสเปน (Old Town) สวนสัตว์ซานดิเอโก (San Diego Zoo) สวนบาลเบา (Balboa Park) ชายหาดลาโฮยา (La Jolla Beach) ไฮไลท์ของที่นี่คือการไปชมการแสดงของปลาวาฬเพชรฆาตแสนรู้ที่สวนสัตว์น้ำซีเวิลด์ (Sea World)

ไปเที่ยวช่วงไหนดี ไปเที่ยวได้ตลอดทั้งปี แต่ช่วงกันยายนจะเป็นช่วงที่มีอากาศร้อนที่สุด

ซานฟรานซิสโก (San Francisco) รัฐแคลิฟอร์เนีย (California)



สะพานโกลเดนเกต (Golden Gate Bridge) ซานฟรานซิสโก (San Francisco) รัฐแคลิฟอร์เนีย (California)
เมืองเก๋ๆ ชิวๆ ที่มีที่เที่ยวและสถาปัตยกรรมต่างๆ ที่สวยงาม อย่างเช่นวังแห่งศิลปะ (The Palace of Fine Arts) ถนนลอมบาร์ด (Lombard Street) ที่คดเคี้ยวสวยงาม และย่านไชน่าทาวน์ ส่วนกิจกรรมท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมคือการเดินทอดน่องในเขตโนอิวัลเลย์ (Noe Valley) ชิมซุปหอยข้น (Clam Chowder) และชมสิงโตทะเลผึ่งแดดที่ท่าเรือ 39 (Pier 39) หรือจะขึ้นรถรางเก่าชมเมือง ที่สำคัญที่คุณต้องไม่พลาดคือการไปชมและถ่ายรูปคู่กับสะพานโกลเดนเกต (Golden Gate Bridge) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเมืองนี้

ไปเที่ยวช่วงไหนดี ช่วงพฤษภาคมถึงตุลาคมเป็นช่วงอากาศโปร่งหมอกและฝนน้อยเหมาะแก่การเดินเที่ยวกลางแจ้งที่สุด



โฮโนลูลู (Honolulu) รัฐฮาวาย (Hawaii)



หาดไวกีกิ (Waikiki Beach) โฮโนลูลู (Honolulu) รัฐฮาวาย (Hawaii)
ไม่ต้องอธิบายกันมากกับบรรยากาศสวมเสื้อฮาวายจิบค็อกเทลริมหาดไวกิกิอันโด่งดังผืนทรายขาวละเอียดนุ่มเท้า น้ำทะเลใสกิ๊ก ทั้งยังเป็นแหล่งโต้คลื่นในฝันของนักเล่นกระดานโต้คลื่นทุกรุ่น ถ้าได้มาฮาวายทั้งทีคุณต้องไม่พลาดไปเที่ยวหาดไวกีกิ (Waikiki Beach) ชายหาดที่มีชื่อเสียงของที่นี่ นอกจากยังมีที่ท่องเที่ยวชื่อดังอื่นๆ อีก เช่น พิพิธภัณฑ์สงครามเพิร์ลฮาเบอร์ (Pearl Harbor) และพระราชวังเก่าอิโอลานิ (Iolani Palace)

ไปเที่ยวช่วงไหนดี ไปเที่ยวได้เกือบตลอดทั้งปี ยกเว้นเฉพาะช่วงพฤศจิกายนที่มีฝนตกชุก

เมืองแห่งอุทยานแห่งชาติสหรัฐอเมริกา รัฐไวโอมิง (Wyoming)

น้ำพุร้อน (Geyser) อุทยานแห่งชาติเยลโล่ว์สโตน (Yellow Stone) รัฐไวโอมิง (Wyoming)



ไวโอมิงเป็นรัฐที่มีอุทยานแห่งชาติที่สวยงามและมีชื่อเสียงของอเมริกาหลายแห่ง อย่างเช่น อุทยานแห่งชาติเยลโล่ว์สโตน (Yellow Stone) ที่มีครบครันทั้งกองหินประหลาด น้ำพุร้อน น้ำตก ทะเลสาป สัตว์ป่าและพันธุ์ไม้ อุทยานแห่งชาติแกรนด์เทตัน (Grand Teton) ไปชมวิวเทือกเขาสวยตัดกับทะเลสาปใสที่สวยจับใจ อนุสาวรีย์แห่งชาติเดวิลส์ทาวเวอร์ (Devils Tower) ภูเขาหินอัคนีรูปทรงประหลาดขนาดใหญ่มหึมาซึ่งสันนิษฐานว่าเกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟ ไฮไลท์ของที่ไวโอมิงคือการไปนอนค้างแรมกินบรรยากาศสุดฟินในบ้านไม้ซุงกลางเยลโล่สโตน

ไปเที่ยวช่วงไหนดี ไปเที่ยวได้เกือบตลอดทั้งปี ยกเว้นเฉพาะช่วงธันวาคมถึงกุมภาพันธ์เพราะอาจเจอกับพายุหิมะ

ทูซายาน (Tusayan) รัฐแอริโซนา (Arizona)



อุทยานแห่งชาติแกรนด์แคนยอน (Grand Canyon) ทูซายาน (Tusayan) รัฐแอริโซนา (Arizona)
เมืองแห่งนี้ถือได้ว่าเป็นประตูสู่อุทยานแห่งชาติแกรนด์แคนยอน (Grand Canyon) ที่โด่งดังไปทั่วโลก คุณควรไปดูให้เห็นกับตาถึงอภิมหาผลงานศิลปะที่เกิดจากปรากฎการณ์ธรรมชาติ ทั้งหน้าผาสูงชัน เทือกเขายาวสุดลูกหูลูกตา ทะเลทรายที่กว้างใหญ่ และแม่น้ำโคโรราโดที่คดเคี้ยวงดงาม ที่สำคัญคุณต้องไม่พลาดไปเดินชมวิวบนแกรนด์แคนยอนสกายวอร์ค (Grand Canyon Skywalk) จุดชมวิวที่ทำเป็นพื้นกระจกใสบนหน้าผาที่ทั้งตื่นเต้นและหวาดเสียว

ไปเที่ยวช่วงไหนดี ช่วงเวลาที่ดีที่สุดมีสองช่วงคือมีนาคมถึงพฤษภาคม และกันยายนถึงพฤศจิกายน

ลอสแอนเจลิส (Los Angeles) รัฐแคลิฟอร์เนีย (California)



วิวจาก Griffin Observatory ในลอสแอนเจลิส (Los Angeles) รัฐแคลิฟอร์เนีย (California)
หรือที่เรียกกันว่าแอลเอ เป็นเมืองชื่อดังที่สุดของฝั่งตะวันตกของอเมริกา มีชื่อเสียงจากอุตสาหกรรมหนังฮอลลีวูด เช่น พาราเมาต์สตูดิโอ (Paramount Studio) ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปชมโรงถ่ายหนังด้านในได้ด้วย นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์รวมความบันเทิงต่างๆ เช่น สวนสนุกดิสนีย์แลนด์ (Disneyland) ยูนิเวอร์แซลสตูดิโอ (Universal Studio) แหล่งช้อปปิ้งสุดหรูอย่างโรดิโอไดรฟ์ (Rodeo Drive) และเบเวอร์รีฮิลส์ (Beverly Hills) ไฮไลท์ของแอลเอที่ต้องไปคือถนนฮอลลีวูดวอร์กออฟเฟม (Hollywood Walk of Fame) แหล่งบันเทิงชื่อดังที่มีพื้นถนนเป็นหินอ่อนรูปดาวจารึกชื่อดาราและผู้มีชื่อเสียงในวงการมายาอเมริกัน

ไปเที่ยวช่วงไหนดี ไปเที่ยวได้ตลอดทั้งปี แต่เฉพาะเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์อาจจะเจอฝนบ้าง

มหานครนิวยอร์ก (New York City) รัฐนิวยอร์ก (New York)


เทพีเสรีภาพบนเกาะลิเบอร์ตี้ (Statue of Liberty) มหานครนิวยอร์ก (New York City) รัฐนิวยอร์ก (New York)

เมืองที่เกือบทุกคนบนโลกนี้ต้องรู้จัก นิวยอร์กมีทุกอย่างที่คุณสรรหาตั้งแต่สวนสวยขนาดใหญ่กลางเมืองเช่นเซ็นทรัลพาร์ค (Central Park)พิพิธภัณฑ์และหอศิลป์ระดับโลก ร้านอาหารนานาชาติ แหล่งช้อปปิ้งสุดหรูแพงหูฉี่บนถนนสายที่ 5 (The 5thAvenue) จนไปถึงถูกสุดๆ แบบกรี๊ดสลบที่ย่านโซโห (SOHO) รวมไปถึงจตุรัสไทม์สแควร์ (Time Square) และละครบรอดเวย์ (Broadway Theater) ที่ใครๆ พูดถึง ที่สำคัญที่สุดและห้ามพลาดคือการไปเที่ยวชมเทพีเสรีภาพบนเกาะลิเบอร์ตี้ (Statue of Liberty)

ไปเที่ยวช่วงไหนดี ไปเที่ยวได้ตลอดทั้งปี ถ้าอยากเห็นหิมะสวยๆ และบรรยากาศคริสต์มาสเก๋ๆ ต้องไปช่วงธันวาคม


Cr:skyscanner

15
จัดกระเป๋าไปเรียนต่ออเมริกา



จัดกระเป๋าไปเรียนต่ออเมริกา

การจากบ้านไปเรียนต่อเป็นเรื่องยาก แต่เรื่องที่ยากกว่าคือการจัดกระเป๋า เพราะเหมือนกับเราต้องยัดชีวิตของเราทั้งหมดใส่กระเป๋าขึ้นเครื่องบิน อะไรที่ควรเอาติดตัวไปด้วย อะไรที่ควรทิ้งไว้เบื้องหลัง? การเลือกสิ่งที่เราต้องนำไปด้วยเป็นเรื่องยากเพราะเราไม่สามารถกลับไปเอาของที่ลืมไว้ได้อีก แต่ก็ใช่ว่าจะแบกไปได้ทุกอย่างเช่นเดียวกัน ดังนั้นเราเลยนำเคล็ดลับวิธีเลือกของใส่กระเป๋ามาให้อ่านกัน
สิ่งที่ควรเก็บใส่กระเป๋า

เสื้อผ้าที่เหมาะสม หลักสูตรส่วนใหญ่ในอเมริกาจะเริ่มขึ้นในเดือนกันยายน ซึ่งอยู่ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงก่อนเข้าฤดูหนาว ในบางพื้นที่อากาศจะเริ่มหนาวแล้ว ดังนั้นอาจจะพกเสื้อโค้ทหนาๆ ที่มีฮู้ดในตัว และเสื้อหนาๆ ไปด้วย แต่ในบางพื้นที่อย่างใน California เดือนกันยายนและตุลาคมอากาศยังร้อนอยู่ แค่เสื้อยืดกับกางเกงขาสั้นก็เพียงพอ
กางเกงยีนส์เป็นเครื่องแต่งกายพื้นฐานที่ต้องเตรียม ไม่ใช่เฉพาะเรื่องแฟชั่นหรือความสวยงามเท่านั้น แต่เราใส่ยีนส์ได้ตลอดเวลาไม่ว่าจะร้อนหรือหนาว ถ้าพกยีนส์มาก็รับรองได้เลยว่าได้ใส่ตลอดปีแน่ๆ
เงินดอลล่าร์ บางครั้งหากเราเดินทางไปยังต่างประเทศ ธนาคารอาจใช้เวลาหลายวันในการตรวจสอบว่าเราสามารถถอนเงินจากตู้กดเงินในต่างประเทศได้ พกเงินสดติดตัวไปบ้าง เพื่อให้เรามีเงินใช้ในช่วงวันแรกๆ จะได้ไม่ต้องเครียดหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น
• เอกสารตรวจคนเข้าเมือง ระบบตรวจคนเข้าเมืองของอเมริกานั้นมีประสิทธิภาพมากๆ และจะไม่ยอมให้คนที่ไม่มีเอกสารเข้าประเทศแน่ๆ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเรามีพาสปอร์ต วีซ่า จดหมายรับรองการเข้าเรียนจากมหาวิทยาลัย และรายละเอียดเงินทุนสำหรับค่าใช้จ่าย ขณะที่เรากำลังผ่านการตรวจคนเข้าเมืองที่สนามบิน ถ้าไม่มีเอกสารแม้แต่อย่างเดียวอาจจะโดนส่งกลับประเทศได้ (ไม่ได้ขู่นะ!)
อุปกรณ์ทางเทคโนโลยีที่จำเป็น หนังสือเรียนทั้งหมดสามารถหาซื้อได้ในอังกฤษ แต่คอมพิวเตอร์ Laptop น่าจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องพกมา เพราะนอกจากจะช่วยให้การเรียนรู้ของเราง่ายขึ้นแล้ว ยังทำให้เราติดต่อสื่อสารกับทางบ้านหรือเพื่อนๆ ได้แบบไม่ต้องเสียเงินแพงอีกด้วย จะให้ดีควรพก laptop ไว้ในกระเป๋าที่ติดตัวเราตลอดเวลา เพื่อลดโอกาสการสูญหายหรือได้รับการกระทบกระเทือนระหว่างเดินทาง
สิ่งที่ไม่ต้องเอาไปด้วย

หนังสือและเครื่องเขียน เพราะนอกจากจะหนักกระเป๋าต่างๆ แล้ว ยังทำให้พื้นที่ในการใส่ของจำเป็นลดลงด้วย ในอเมริกามีร้านหนังสือและเครื่องเขียนราคาไม่แพงมากมาย เก็บพื้นที่ในกระเป๋าใส่ของสำคัญอย่างอื่นจะดีกว่า
อุปกรณ์ทำอาหารและของใช้ส่วนตัว ถ้าเราอาศัยอยู่กับคนอื่น หรือแม้แต่อยู่คนเดียวก็เถอะ อุปกรณ์ทำอาหารและเครื่องครัวต่างๆ เราสามารถหาซื้อไดในราคาไม่แพงเลย และหากอยู่กับคนอื่น ก็เป็นไปได้ว่าทุกคนจะมีเครื่องครัวของตัวเองอยู่แล้ว พื้นที่ที่เก็บของสำหรับทุกคนก็ไม่มี ดังนั้นลองดูในที่พักของเราก่อนก็ได้ว่าอะไรที่ใช้ร่วมกันได้ และอะไรที่เราต้องซื้อเพิ่ม ทำแบบนี้นอกจากจะประหยัดพื้นที่ในกระเป๋าเดินทางแล้ว ยังช่วยประหยัดเงินในระยะยาวด้วย ลองหาซื้อเครื่องใช้ในครัวราคาไม่แพงสำหรับตัวเองดูเพราะของที่แชร์กับคนอื่นอาจมีรอยขีดข่วนหรือพังได้
กรอบรูปและอัลบั้มรูป พกไปแค่รูปแล้วไปหาซื้อกรอบหรืออัลบั้มเอาที่นู่นก็ได้ เพราะนอกจากของพวกนี้จะหนักแล้วยังเปลืองพื้นที่ในกระเป๋าอีกด้วย หาแฟ้มหรือซองจดหมายใส่รูปไปจะง่ายกว่า และรูปยังช่วยทำให้เราคิดถึงบ้านน้อยลงอีกด้วย
สุดยอดเคล็ดลับ

ตรวจสอบให้ดีว่าสายการบินที่เราขึ้นอนุญาติให้เรานำสัมภาระติดตัวขึ้นเครื่องกี่กิโล แต่ละบริษัทจะมีข้อกำหนดแตกต่างกันและเราคงไม่อยากจะทิ้งอะไรก่อนขึ้นเครื่องที่สนามบิน




Cr : Jiraprapha Saithanoo

หน้า: 1 2