ผู้เขียน หัวข้อ: ตะลอนเที่ยวอเมริกา สัมผัสธรรมชาติสุดอลังการ ใครเห็นก็อยากไป  (อ่าน 212 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

admin

  • Administrator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 213
  • เพศ: หญิง
    • ดูรายละเอียด
    • ขายธีม SMF,รับทำเว็บบอร์ด



สถานที่ท่องเที่ยวอเมริกา ดินแดนแห่งเสรีภาพและสีสันความสมัยใหม่ที่ใคร ๆ ต่างก็อยากไปเยือนสักครั้ง แถมในอีกมุมหนึ่งยังมีที่เที่ยวธรรมชาติที่สวยงามแปลกตา
 
          หากพูดถึง "สหรัฐอเมริกา" เชื่อแน่ว่าหลายคนต้องวาดฝันว่าเป็นประเทศแห่งเสรีภาพ เต็มไปด้วยแสงสีและสีสันของสังคมเมืองสมัยใหม่ และเป็นอีกหนึ่งประเทศจุดหมายปลายทางในฝันของนักท่องเที่ยวทั่วโลก หลายคนอาจรู้สึกว่าอเมริกาเป็นเมืองใหญ่ที่ดูวุ่นวาย แต่อีกมุมหนึ่งนั้นสหรัฐอเมริกายังมีที่เที่ยวธรรมชาติที่สวยงามแปลกตาไม่แพ้กัน และเพราะเป็นประเทศขนาดใหญ่ จึงต้องตัดสินใจว่าจะไปเที่ยวแถบไหน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วฝั่งตะวันตกมักได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวมากกว่า เหมือนกับเช่น คุณ p-orbital สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม ไปเปิดประสบการณ์การท่องเที่ยวที่นั่นมาแล้ว อย่าง Los Angeles, San Francisco, Washington, California หรือ Colorado เหล่านี้ล้วนเป็นเป้าหมายของนักเดินทางจากทั่วทุกมุมโลก ที่อยากจะมาสัมผัสให้เห็นด้วยตาตัวเองสักครั้ง อย่ามัวเสียเวลาอยู่เลย ไปสำรวจพร้อมกันกับเราดีกว่า




 GREAT AMERICAN LANDSCAPE กลั่นจากประสบการณ์ 6 ปี

          สวัสดีครับ blog นี้ผมตั้งใจว่าจะรวมสถานที่ท่องเที่ยวที่ผมได้ไปมาทั้งหมด ตลอดระยะเวลา 6 ปีกว่า ๆ ที่เรียนอยู่ที่นี่  ผมกะว่าจะได้เป็น Encyclopedia อักสักอัน (ผมเคยเขียนเกี่ยวกับอะแลสกาไปแล้ว) สำหรับคนที่ตั้งใจว่าจะมาเที่ยวอเมริกา และต้องการหาข้อมูลท่องเที่ยวแบบที่มีทั้งสถานที่มุมมหาชน และก็มุมอันซีนที่มีแต่ช่างภาพไปกัน เป้าหมายของผมคืออยากจะให้ blog นี้เป็นที่รวมจุดที่ไม่ควรพลาด เวลาไปเที่ยวที่ต่าง ๆ จะได้พอมีไอเดียว่าควรไปไหนบ้าง และไม่พลาดว่าต้องไปเก็บจุดไหนบ้าง เพราะผมเองพลาดมาเยอะแล้ว เลยต้องไปซ้ำหลาย ๆ รอบ

          blog นี้จะเน้นฝั่ง west มากกว่า east นะครับ ต้องยอมรับว่าในสายตาช่างภาพแล้ว landscape ฝั่ง west มันสวยกว่าหลายเท่าเลย และก็คงเป็นงานเขียนที่ยาวที่สุดที่ผมเคยเขียนมาเลยทีเดียว ใช้เวลาเขียนสองเดือน ส่วนการรวบรวมข้อมูลก็ 6 ปี ตามช่วงเวลาที่ผมอยู่ในอเมริกานี่แหละครับ เรียนจบก็รวบรวมได้ครบพอดี ซึ่งกว่า blog นี้คลอดได้ก็ตอนที่ย้ายกลับมาอยู่ไทยแล้ว 55

          คำเตือน : บทความนี้ยาวมาก ให้ save favorite ไว้ก่อน จะได้กลับมาอ่านได้ภายหลัง เวลาอ่านก็หาเครื่องดื่มชิล ๆ เปิดเพลงเบา ๆ จะทำให้อรรถรสในการชมภาพมากขึ้น : )

          ภาพในกระทู้นี้ผมคัดเลือกมาบางส่วน ภาพเพิ่มเติมสามารถดูได้จากเวบไซต์ของผม www.piriyaphoto.com (ตอนนี้ล่มอยู่) หรือ Facebook Page : Nature Photographomics

          การเดินทาง

          การเดินทางมาที่อเมริกา ผมแนะนำให้บินมาลงที่ Los Angeles เพราะมีตัวเลือกสายการบินเยอะที่สุด และนั่นทำให้ราคาถูกที่สุดด้วย อีกทั้งตั๋วเครื่องบินในประเทศที่ออกจากแอลเอก็ยังราคาถูกกว่าที่อื่น ๆ ด้วย เพื่อนที่เมืองอื่น ๆ อิจฉาผมกันทุกคนครับ ผมบินไปอะแลสกา ราคาไป-กลับไม่ถึง $300 จะไปชิคาโกก็ราว ๆ $200 เท่านั้น แม้หลาย ๆ คนที่ผมรู้จักที่มาสนามบินแอลเอจะบ่นกับความห่วยแตกของสนามบินที่นี่ก็ตาม แต่ถ้าทนต่อเครื่องไม่กี่ชั่วโมง แล้วแลกกับราคาที่ถูกกว่า ผมก็ทนได้ครับ

          สำหรับการเดินทางในอเมริกา หนทางที่ดีที่สุดก็คือการขับรถเที่ยวเองครับ เพราะประเทศนี้โดยเฉพาะตอนกลางประเทศและทางตะวันตก ระบบขนส่งมวลชน ไม่ว่าจะเป็น รถไฟ รถประจำทางมันไม่ทั่วถึง และสหรัฐอเมริกาเองมันก็ใหญ่มาก ๆ ใช้เวลาเดินทางนานมาก ส่วนมากผมจะนั่งเครื่องบินเอา แล้วเช่ารถขับเองครับ บริษัทรถเช่าส่วนมากผมจะเลือกใช้ enterprise เพราะบริการดีมากและราคาไม่แพง ถ้าบริการดีสุดคงต้องเป็น hertz แต่ราคาก็จะแพงที่สุดด้วย บริษัทอื่น ๆ ที่ระดับล่างลงมา เช่น budget, avis, alamo, national ก็ราคาจะถูกกว่านี้อีกนิดหนึ่งครับ ขึ้นอยู่กับสถานที่รับรถเช่า และวันที่รับรถเช่าด้วยครับ ราคาจะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

          ข้อดีคือรถเช่าที่นี่สามารถจองได้โดยไม่ต้องเสียค่าจองครับ ผมก็มักจะจองล่วงหน้าไว้ก่อน แล้วเช็กราคาบ่อย ๆ หากราคาลงผมก็จองอันใหม่แล้วยกเลิกอันเก่าครับ เว็บไซต์ที่ผมใช้หาราคารถเช่าคือ priceline.com แล้วผมก็เข้าไปจองในเว็บของบริษัทรถเช่านั้น ๆ อีกทีครับ ในบางเส้นทาง ถ้าเช่ารถแบบทางเดียว ราคาอาจจะไม่แพงนัก อย่างเช่น ระหว่างแอลเอไปซานฟรานซิสโก หรือแอลเอไปลาสเวกัส บางทีเผลอ ๆ อาจจะถูกกว่าเช่าแล้วมาคืนที่เดิมครับ แต่บางบริษัทที่บางสนามบินก็อาจจะคิด drop off fee ซึ่งก็แพงเอาเรื่องอยู่ทีเดียว แต่เมื่อแลกกับค่าน้ำมันและค่าเสียเวลาแล้ว อาจจะคุ้มกว่าก็ได้


Washington

          เนื่องจากรัฐ Washington อยู่ติดทะเล และทั้งยังติดแคนาดา เลยมีความหลากหลายทั้งชายหาด ภูเขาสูง และป่าดิบชื้น ลักษณะจะมีความเขียวชอุ่มคล้ายคลึงกับป่าบ้านเรา (ที่ไม่ค่อยจะเหลือสักเท่าไร) ไล่ตั้งแต่ตะวันออกเป็นทุ่งหญ้าสลับภูเขา ไล่มาทางตะวันตกจะเป็นภูเขาสูงตามแนวเทือกเขา Cascade Range มีเมือง Seattle เป็นเมืองสำคัญ และไปทางตะวันตกสุดจะเป็นภูเขาสูงและป่าดิบชื้นอยู่บนเทือกเขา Pacific Coast Range



Mount Rainier (อ่านว่า เร-เนียร์) ภูเขาเด่นประจำรัฐ

          รัฐ Washington มีเมือง Seattle เป็นเมืองหลัก จะว่าเป็นศูนย์กลางของรัฐก็ว่าได้ เป็นเมืองที่เที่ยวง่าย อาหารอร่อย โดยเฉพาะอาหารทะเลต่าง ๆ ผมชอบ Clam Chowder ของที่นี่มาก มาทีไรจะชอบแวะร้านชื่อ Pike Place Chowder ทุกที แต่อากาศของ Seattle จะมีฝนแทบตลอดทั้งปี ยกเว้นในช่วงหน้าร้อนที่ฟ้าจะใสราว ๆ 3-4 เดือน ตัวเมืองมี space needle เป็นเอกลักษณ์ มีจุดชมวิวสวย ๆ คือ Rizal Park และ Kerry Park โดย Rizal Park จะเห็น downtown และมี highway โค้งเป็นรูปตัว S สวยงามมาก ส่วน Kerry Park จะเป็นมุมยอดฮิตของที่นี่ เพราะจะเห็นทั้ง Space Needle, Downtown และถ้าอากาศเป็นใจก็จะเห็น Mount Rainier สุดคลาสสิกตั้งตระหง่านอยู่ด้านหลังสุด



Rizal Park แถวนี้ค่อนข้างเปลี่ยว ไม่ควรไปคนเดียวนะครับ



Kerry Park มุมนี้ผมยังไม่เคยดวงดีได้ Mount Rainier เป็นฉากหลังกับเค้าสักที

          ยอดเขา Mount Rainier ที่เห็นได้จาก Seattle นั้น ตั้งอยู่ใน Mount Rainier National Park อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของ Seattle ตัวยอดภูเขามีหิมะตลอดทั้งปี และในเขตอุทยานจะค่อนข้างเดินทางลำบากในช่วงหน้าหนาว เพราะมีหิมะเยอะ โดยเฉพาะ Paradise Visitor Center ซึ่งจะปิดในช่วงหน้าหนาวครับ ผมแนะนำให้มาช่วงต้นเดือนถึงกลางเดือนสิงหาคม เพราะเป็นช่วงที่ดอกไม้ป่าบานไปทั่วทั้ง Paradise visitor center และ Sunrise ด้วย รับรองว่าเดินเพลินแน่ ๆ ครับ อย่าลืมมาเก็บแสงเช้าที่ Reflection Lake ด้วย



Reflection Lake

          ทางตะวันตกของ Seattle ขับรถราว ๆ สองชั่วโมง Olympic National Park ก็เป็นอีกที่หนึ่งที่สวยไม่แพ้กัน และเที่ยวได้ตลอดปี ที่นี่จะเป็นป่าดิบที่คล้ายกับดอยอินทนนท์ และก็มีชายทะเลสวยมาก ๆ ด้วย ที่ที่ไม่ควรพลาดคือ Sol Duc จะมีลำธารสายเล็กที่เต็มไปด้วยมอสส์ อยู่ก่อนถึง Sol Duc Falls และที่ Hoh Rainforest ไปแวะเดิน Hall of Moss trail ก็ฟินมิใช่น้อยเลยครับ



น้ำตกมอสส์ อยู่ระหว่างทางไป Sol Duc Falls




          Hall of Moss ได้เดินท่ามกลางต้นไม้ยักษ์เหล่านี้ ราวกับว่าเราได้หลุดไปอยู่ในยุคจูราสสิคยังไงยังงั้นเลย



          Olympic มีหาดสวย ๆ หลายที่ เช่น Rialto Beach ก็มีกองหินสวย ๆ กลางทะเลด้วย

          ช่วงเดือนเมษายนจะมีเทศกาลดอกไม้ Skagit Tulip Festival แม้ว่าจะไม่อลังการเท่าฮอลแลนด์ แต่ที่นี่ก็ถือว่าเป็นที่ที่สวยอันดับต้น ๆ ของอเมริกาครับ ส่วนมากผมจะขับรถเล่นตอนเช้า ๆ สามารถจอดรถหลบข้างทาง และถ่ายรูปจากฟาร์ม local ได้เลย แต่ต้องถ่ายจากด้านนอก ไม่รุกล้ำเข้าไปในฟาร์มหากเจ้าของไม่อนุญาตนะครับ ที่นี่จะมีฟาร์มสองที่ที่จัดแสดงโชว์คือ Tulip Town และ Roozengaarde ช่วงเวลาที่แนะนำคือกลางเดือนเมษายนครับ ผมเคยมาตอนต้นเดือนแล้วดอกไม้มันยังไม่บานเลย 5555 แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นกับอากาศในแต่ละปีว่าจะหนาวนานหรือเปล่า



          Skagit Tulip Farm ตอนเช้าครับ บรรยากาศและความอลังการอาจจะสู้ฮอลแลนด์ไม่ได้ แต่ที่นี่ก็สวยงามไม่ด้อยไปกว่ากัน

          อีกที่ที่ผมชอบมาก ๆ ในรัฐ Washington คือเนินเขาทางด้านตะวันออก เป็นที่รู้กันในชื่อ Palouse ครับ ลักษณะคล้าย ๆ กับ Tuscany ที่อิตาลี แต่จะเป็นเนินเขาอย่างเดียว สามารถขับรถมาจาก Seattle หรือจะบินไปลงที่ Spokane ก็ได้ แสงเช้าที่ Steptoe Butte State Park มันฟินมาก ๆ เลยทีเดียว และนอกจากนี้ Palouse Falls State Park ที่อยู่ใกล้ ๆ กันก็สวยไม่แพ้กันเลย หากใครมีเวลาก็ขับรถเล่นรอบ ๆ บริเวณนี้ได้ มีเนินเขาสวย ๆ ที่เต็มไปด้วยทุ่งข้าวสาลีมากมาย ช่วงเวลาที่ดีคือปลายเดือนพฤษภาคม เนินเขาจะเป็นสีเขียว เรื่อยไปจนถึงปลายเดือนกรกฎาคม เนินเขาจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง สีทอง และจะมีดอก canola บานเป็นทุ่งด้วย และในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมนี้จะเริ่มเป็นฤดูเก็บเกี่ยวแล้ว หลังจากเดือนสิงหาคมก็จะเหลือแต่ดินเปล่า ๆ ถ้าจะมาต้องมาช่วงพฤษภาคมถึงกรกฎาคมครับ



บ้านเล็ก ๆ ซ่อนตัวอยู่กลางเนินทุ่งข้าวบาร์เลย์




บรรยากาศยามเช้าของที่นี่มันเรียบง่าย แต่ประทับใจมาก ผมไปที่นี่แทบทุกปี ไปมา 4 ครั้งแล้วครับ



บ้านแดง เวลาขึ้นมา Steptoe Butte ผมจะมองหาบ้านหลังนี้ก่อนทุกครั้งเลย



และนี่คือทุ่งดอก Canola ที่ผมพูดถึงครับ

          ในรัฐ Washington ยังมีสถานที่ที่เจ๋ง ๆ อีกมากที่ผมยังไม่ได้ไป อย่างเช่น Mount Saint Helens ซึ่งจะมีดอกไม้ป่าบานช่วงเดือนมิถุนายน หรือแม้แต่ North Cascade National Park ซึ่งผมยังไม่มีโอกาสได้ไปสักที ที่นี่มีภูเขาสวย ๆ อยู่ในบริเวณที่เรียกว่า Enchantment Lakes ซึ่งต้องจอง permit ล่วงหน้ากันหลายเดือน

          สรุปแผนที่รัฐ Washington และจุดถ่ายรูปที่พูดถึงทั้งหมดครับ



          Oregon

          รัฐ Oregon นับว่าเป็นอีกรัฐที่เที่ยวได้ทั้งรัฐเลยทีเดียว มีความหลากหลายเยอะมากตั้งแต่ชายฝั่งทะเล ถ้าใครคิดว่า California Highway 1 สวยแล้ว ผมว่า Oregon Coast สวยกว่ามากครับ 555 ต้องมาลองแล้วจะติดใจ ถัดเข้ามาหน่อยจะเป็นบริเวณภูเขา ซึ่งจะมีน้ำตกสวย ๆ เยอะมากเป็นร้อย ๆ พัน ๆ น้ำตกเลย พอถัดทางตะวันออกก็จะเริ่มเป็นที่แห้งแล้งหน่อย บริเวณกว้างใหญ่ไพศาลมาก โดยเฉพาะ Alvord Desert ซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ นับว่าเป็นสวรรค์ของช่างภาพ landscape เลย แต่ด้วยความที่มันไกลเอามาก ๆ ผมเลยยังไม่มีโอกาสไปสักที



น้ำตก Fairy Falls ใน Columbia River Gorge

          Portland เป็นเมืองหลักของที่นี่ เรียกได้ว่าเกือบทั้งหมดของนักท่องเที่ยวที่มา Oregon ทางเครื่องบิน ต้องมาตั้งต้นที่นี่ เมือง Portland ผมว่าเป็นเมืองที่ฮิปมาก ๆ มีร้านน่ารักเต็มไปหมด ร้านอาหารอร่อย ๆ เน้นเพื่อสุขภาพก็มีเยอะมาก ถ้ามาที่ Portland ผมแนะนำว่าต้องมาที่ Portland Japanese Garden เพราะว่าจัดสวนได้สวยไม่แพ้ที่ญี่ปุ่นเลย ถ้าเทียบกับสวนญี่ปุ่นในหลาย ๆ แห่งของอเมริกาแล้ว ผมว่าที่นี่จัดได้ดีที่สุด และยังมีต้น maple ชื่อดัง ช่างภาพแทบทุกที่จะมาแวะเวียนถ่ายภาพที่นี่ โดยเฉพาะช่วงใบไม้เปลี่ยนสีตอนปลายเดือนตุลาคมนับว่าเป็นช่วงเวลาทองเลยทีเดียวครับ



          ต้นเมเปิลต้นนี้น่าจะเป็นต้นไม้ที่ถูกถ่ายมากที่สุดใน Oregon แล้วล่ะครับ เห็นดูใหญ่ ๆ อย่างนี้ต้นสูงไม่ถึงเมตรครึ่งนะครับ ต้องมุด ๆ ถ่ายเอา 555 ถ้าเดินเข้าประตูสวนมาแล้วเลี้ยวขวาจะเจอเลยครับ (คนส่วนมากจะเดินชมสวนแบบวนไปทางซ้ายก่อน)

          Columbia River Gorge คือบริเวณทางตะวันออกของเมือง Portland อยู่ใกล้กับ Mount Hood และอยู่ติดกับรัฐ Washington ซึ่งแม่น้ำ Columbia River ก็เป็นที่แบ่งเขตระหว่างสองรัฐนี้ รอบ ๆ Columbia River Gorge บริเวณนี้จะเต็มไปด้วยน้ำตกนับร้อย มีน้ำตกชื่อดังที่สุดคือ Multnomah Falls แต่ว่าน้ำตกที่สวยก็ไม่ได้มีแค่นั้นครับ ยังมีที่เด็ด ๆ อีกหลายที่มาก ที่ที่ผมชอบก็มี Punchbowl Falls, Fairy Falls, Ponytail Falls, Panther Creek Falls (อันนี้อยู่ฝั่ง Washington) และ Elowah Falls ครับ ส่วนมากเดินไม่ไกล ระยะทางไม่เกิน 5 กม. อย่าง Ponytail Falls นี่เดินแค่ 1.5 กม. เท่านั้นเอง

          ช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับ Columbia River Gorge ในความคิดผมคือสัปดาห์แรกของเดือนพฤษภาคม เพราะเป็นช่วงเวลาที่เฟิร์นจะแตกหน่อใหม่ และมอสส์จะเขียวที่สุด แต่ถ้าอยากถ่ายดอกไม้ ให้มากลางเดือนเมษายนครับ น้ำตกหลาย ๆ ที่จะมีดอกเทียนขึ้นเยอะเลย และถ้าไปที่ Hood River ก็มีมุมคลาสสิกของ Barn สีแดงกับดอกของต้น peach หรือจะไปถ่ายดอก Balsomroot (หน้าตาคล้ายบัวตอง) ที่ Rowena Crest viewpoint ก็ได้ครับ



          น้ำตก Multnomah Falls น้ำตกที่ดังที่สุดใน Columbia River Gorge scenic highway



          Punchbowl Falls มองมุมนี้ไม่ค่อยเหมือน bowl สักเท่าไร ต้องปีนขึ้นมุมสูงแล้วมองลงมาครับ



          Panther Creek Falls ทางลงจะทุลักทุเลสักหน่อยครับ ต้องโหนเชือกลงไป ทางลื่นมาก



          ดอก Balsomroot ที่ Rowena Crest Viewpoint ต้องมาช่วงกลางเดือนเมษายนนะครับ

          อีกที่ที่หนึ่งที่ผมคิดว่ามันเจ๋งมาก นั่นคือ Oneonta Gorge ครับ มันจะเป็นโตรกผาชันสองด้านที่คลุมไปด้วยมอสส์เขียว และเราจะต้องเดินสวนทางน้ำเข้าไป ตรงปลายสุดทางจะมีน้ำตกสูงที่ชื่อ Oneonta Falls อยู่ ถ้ามาช่วง Spring มันจะเขียวมากจริง ๆ แต่น้ำจะเย็นนิดหนึ่ง จุดที่สวย ๆ เดินไม่ถึง 1 กิโลเมตร จากปากทางก็จะเห็นกำแพงมอสส์แล้วล่ะครับ น้ำลึกไม่ถึงเข่า แต่ถ้าน้ำแรงอาจจะถึงเอว ต้องปีนข้ามท่อนซุงนิดหนึ่ง ถ้าเข้าไปถึงน้ำตกจะต้องลุยน้ำลึกเกือบถึงคอ ต้องเตรียมเปียกได้เต็มที่หน่อย



          Oneonta Gorge เป็น Canyon สีเขียวที่เดียวในอเมริกา สวยงามมาก ๆ



          และถ้าเดินมาสุดทาง ลุยน้ำลึกถึงคอ (ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ น่าจะมิดหัว) ก็จะพบกับน้ำตก Oneonta Falls

          ที่รัฐ Washington มี Skagit Tulip Festival แล้ว ที่ Oregon ก็มี Tulip Festival เหมือนกันในชื่อ Woodshoe Tulip Festival ครับ สไตล์ของที่นี่จะปลูกทิวลิปคละสี ทำให้ได้บรรยากาศไปอีกแบบหนึ่ง ข้อดีที่ผมชอบอีกอย่างคือสวนที่นี่จะเปิดตั้งแต่เช้าเลย ทำให้ช่างภาพอย่างผมเข้าไปเก็บบรรยากาศแสงเช้าได้ พอสาย ๆ ก็สามารถไป shopping ที่ Woodburn Outlet ได้อีกด้วย โดนใจสาว ๆ แน่นอนครับ 555 อีกอย่างที่รัฐ Oregon นั้นจะไม่มี sale tax เลย ทำให้การ shopping มันส์มือมาก ๆๆ อย่างรัฐ California แถวบ้านผมนี่โดนไป 9.25% แล้ว พอมาช้อปที่ Oregon ก็เหมือนประหยัดไปเกือบ ๆ 10%





ทุ่งดอกทิวลิปที่ Woodshoe Tulip Festival

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก คุณ p-orbital สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม, www.piriyaphoto.com และ เฟซบุ๊ก Nature Photographomics


 

ด้วยฟังค์ชั่น ตอบ คุณสามารถใช้โค๊ดและ เครื่องหมายแสดงอารมณ์ได้ เหมือนการตั้งกระทู้ธรรมดา แต่สามารถทำได้สะดวกกว่า

Warning: this topic has not been posted in for at least 120 days.
Unless you're sure you want to reply, please consider starting a new topic.

ชื่อ: อีเมล์:
Verification:
พิมพ์คำว่า "ประเทศไทย":